บทที่12 โสมแดง100ปี
ภายในจวนใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้สีเขียวขจีหายากหลากชนิด ตกแต่งด้วยูเาจำลองที่ประดับประดาไปด้วยไม้มงคลมีค่าแสนงามตา ทั้งยังมีศาลากลางน้ำที่เหมาะแก่การนั่งพักผ่อนชื่นชมเหล่าดอกบัวงามสีสดสวยที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งอยู่เต็มสระน้ำอันใสสะอาดแต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศภายในจวนแห่งนี้จะมิได้เป็เช่นนั้น
“พวกเ้าอยู่กันตั้งหลายคน ทำไมถึงไม่มีใครเห็นว่าแม่นมออกไปจากจวนตอนไหน เสี่ยวชุ่ยเ้าเป็สาวใช้คนสนิทของแม่นมทั้งคน กลับไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร หากแม่นมเป็อะไรไป เ้าอย่าหวังว่าข้าจะใจดียกโทษให้”
บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ กำยำ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลัก ปลายจมูกโด่ง ริมฝีปากหนาได้รูปสีชมพูอ่อน คิ้วกระบี่คมเข้ม ดวงตาสองชั้นคมกริบ ั์ตาสีนิล แฝงไปด้วยแววตาเด็ดขาดดุดัน กำลังเพ่งมองไปยังบรรดาบ่าวไพร่ในเรือน ที่ต่างพากันคุกเข่าแนบศีรษะจรดพื้น
“บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะ แม่นมกำชับให้บ่าวไปเตรียมต้มชาหลงจิ่งที่ได้มาใหม่ เพื่อจะใช้ดื่มพร้อมของว่างกับคุณชายในยามสายบ่าวเห็นว่าหลังจากแม่นมรับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ได้สั่งบ่าวเอาไว้ว่าห้ามผู้ใดรบกวนเพราะ้าพักผ่อน ข้าจึงไม่ได้ตามให้เสี่ยวถงมารับใช้ดูแลแทน ด้วยเกรงว่าจะเป็การรบกวน เอ๊ะ!หรือว่า เมื่อคืนแม่นมได้เปรยกับข้าว่า ั้แ่มาอยู่ที่นี่จนป่านนี้ยังไม่ได้มีโอกาสเดินเล่นเที่ยวชมตลาดในยามเช้าเลยสักคราเพราะคุณชายห่วงสุขภาพเกรงว่ายังไม่หายดี จึงยังไม่อยากให้แม่นมออกไปภายนอกจวน เป็ไปได้ไหมเ้าคะว่าแม่นมจะแอบหนีไปเดินตลาดเพียงลำพัง”
หลังสาวใช้คนสนิทของแม่นมตอบผู้เป็นายตามความจริง ก็ได้ยินเสียงหญิงชราเอ่ยออกมาจากด้านหลังว่า
“เสี่ยวชุ่ย ข้าไม่ได้แอบหนีไปเสียหน่อย ข้าก็แค่เดินออกกำลังยามเช้าเหมือนทุกวันเพียงแต่วันนี้ข้าเดินเลยออกไปไกลถึงตลาดเท่านั้นเอง”
“ทำไมถึงออกไปเพียงลำพัง โดยไม่พาบ่าวไพร่ติดตามไปด้วยล่ะขอรับ ข้าเป็ห่วงยิ่งนัก ไหนจะสุขภาพของท่านอีกหากอาการกำเริบจะทำเช่นไร”
ชายหนุ่มผู้ที่ก่อนหน้ากำลังแผ่กลิ่นอายดุดันอย่างหน้ากลัวต่อหน้าบ่าวไพร่กำลังเดินตรงเข้สไปประคองหญิงชราด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อม
“ท่านหมอก็ได้แจ้งแก่คุณชายไปแล้วนี่เ้าคะว่าข้าไม่ได้เป็อะไรมาก เหตุที่ข้ามีอาการปวดแน่น จุกเสียดใต้ลิ้นปี่และแสบร้อนภายในอก เป็ผลมาจากการที่ข้าทักกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากแล้วหลับพักผ่อนในทันที หลังมื้ออาหารท่านหมอจึงให้ข้าหมั่นเดินเล่นออกกำลังเพื่อย่อย ก่อนที่ข้าจะนอนผักผ่อนต่อ คุณชายท่านมิต้องกังวลไปหรอก ยายแก่คนนี้ยังแข็งแรงดีอยู่ไม่ยอมตายง่ายๆ จะรอจนกว่าคุณชายตบแต่งภรรยาและมีคุณชายน้อยคุณหนูน้อยให้ยายแก่คนนี้ช่วยเลี้ยงดู คุณชายจนป่านนี้แล้วท่านไม่คิดแต่งภรรยามีครอบครัวกับเขาบ้างหรือเ้าค่ะเพื่อนฝูงของท่านในเมืองหลวงก็ตบแต่งภรรยามีบุตรธิดากันไปหลายคนแล้ว”
“ข้ายังมิเจอคนถูกใจ ข้าไม่รีบร้อนเื่นี้แม่นมก็รู้ ข้ามีกิจการและงานต่าง ๆอีกมากที่ต้องดูแล ไม่มีเวลามานึกถึงเื่พวกนี้หรอก ช้าว่าพวกเราเข้าไปรับในเรือนเถอะขอรับข้างนอกอากาศเย็นเดี๋ยวท่านจะไม่สบาย”
หลังพูดจบชายหนุ่มก็พยุงแม่นมของตนเข้าเรือน
………………………………….
ภายในห้องหนังสือ เว่ยหยางินั่งตรวจดูบัญชีร้านค้าและกิจการต่าง ๆ อย่างคร่ำเคร่ง กิจการร้านค้าผ้า ร้านเครื่องประดับ และเหลาอาหารหลงจิ่วที่เมืองนี้เป็สินเดิมของมารดา และทุกปีในเดือนนี้ เขาจะต้องแวะมาเคารพหลุมศพของมารดาที่อำเภอแห่งนี้
เพียงอายุ11หนาว เขาต้องช่วยดูแลกิจการร้านค้าต่าง ๆแทนมารดาที่ป่วยหนัก จนกระทั่ง2ปีถัดมามารดาก็สิ้นใจจากไป หลังจากนั้นเขาจึงจำเป็ต้องขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูลและดูแลกิจการทุกอย่างโดยลำพัง แต่เขายังพบโชคดีที่บรรดาบ่าวไพร่และลูกจ้างในร้านซึ่งเป็คนเก่าแก่ของมารดา ยังคงให้เคารพซื่อสัตย์และภักดีต่อเขาเหมือนดังแต่ก่อนที่มารดามีชีวิตอยู่
ในตอนนี้คนสำคัญในชีวิตเขาคงเหลือเพียงแม่นมสุ่ย ที่เขาเคารพรักมากที่สุดเปรียบดังมารดาคนที่สองของเขา แม่นมเป็เพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างยามที่เขาท้อแท้สิ้นหวังในขณะที่มารดาจากไป
“คุณชายขอรับแม่นมสุ่ยมาขอรับ” เสียงของเจียงลู่ บ่าวชายคนสนิทของเขาเอ่ย
“รีบเชิญแม่นมเข้ามา”
“ขอรับ” หลังจากเสียงขานรับของเจียงลู่ประตูห้องหนังสือได้เปิดออก
“คุณชายน้อย นี่ก็ยามอู่แล้ว(11.00-12.59น.) ท่านยังไม่คิดแตะต้องสำรับมื้อกลางวันอีกหรือ วางมือจากงานสักหน่อยเถอะเ้าคะ หากคุณชายยังไม่หิวลองกิน สิ่งนี้รองท้องสักหน่อยดีหรือไม่ มันเรียกว่าซาลาเปา”
เว่ยหยางิปรายตามอง ตรงหน้าเขามีอาหารที่คลายหมั่นโถววางอยู่ 2จาน จานตรงหน้าแม่นมเป็ก้อนแป้งกลมแบนสีขาว แต่จานที่วางตรงหน้าเขากลับมีหน้าตาที่แปลกนัก มันมีรูปร่างเหมือนกระต่าย ครั้นเมื่อหยิบใส่ปากแลเวกัดลงไปในคำแรก พบว่ามีรสหวานอ่อนกลมกล่อมจากไส้ที่อยู่ด้านในนั้น แถมทั้งตัวแป้งและไส้ยังมีความเนียนนุ่มหอมกรุ่นโชยออกมาทุกครั้งที่เคี้ยว
“แม่นมช่างคิดนักมันอร่อยมากขอรับ ข้ากำลังอยากจะได้สูตรอาหารชนิดใหม่ ไปให้พอครัวที่เหลาอาหารทำขายอยู่พอดี ยิ่งเ้าซาลาเปาที่มีรูปร่างคล้ายกระต่ายคงเหมาะสำหรับลูกค้าครอบครัวที่มีบุตรธิดาตามมาด้วย คงต้องรบกวนแม่นมบอกสูตรสอนพ่อครัวให้ข้าสักหน่อยแล้ว”
“ข้าไม่ได้ทำเองหรอกจากคะคุณชาย แต่มีสาวน้อยนางหนึ่งฝากนำมาให้คุณชายต่างหากล่ะ นางบอกว่าเป็อาหารที่ทำขึ้นมาเอง ให้กับน้องชายที่บ้านนางซึ่งน้องชายนางก็ชื่นชอบเป็อย่างมาก นางจึงฝากข้ามาให้คุณชายน้อยของจวนนี้ เอ้! คงเพราะคำที่ข้าเรียกคุณชายว่าคุณชายน้อยจนติดปากแน่แล้ว สงสัยข้าเผลอทำให้นางเข้าใจผิดไป เพราะตอนที่พบนางขายเ้าซาลาเปาอยู่ ข้าได้บอกนางไปว่าจะซื้อมาฝากคุณชายน้อยที่จวน นางคงคิดไปเองว่าคุณชายอยู่ในวัยใกล้เคียงกันกับน้องชายนางก็เป็ได้ จึงได้ฝากซาลาเปากระต่ายนี้มาให้แก่คุณชาย เพราะความจริงซาลาเปาที่นางทำขายจะมีรูปร่างกลมแบนสีขาวแบบที่คุณชายเห็นตรงหน้าข้า”
“นาง ?” เว่ยหยางิเอ่ยทวนคำว่านางออกอย่างสงสัย
เว่ยหยางิทอดสายตามองซาลาเปากระต่ายที่เหลือตรงหน้า แต่คิดว่าคงต้องหาโอกาสพบนางที่แม่นมว่าสักครา เขากำลังอยากได้สูตรอาหารใหม่ๆเพื่อมาทำขายในเหลาอาหาร เนื่องจากตอนนี้กิจการเหลาอาหารเริ่มซบเซาลง จากการที่มีเหลาอาหารใหม่มาเปิดตัว
………………………………….
ลู่ชิงเงยหน้าไปยังมองร้านสมุนไพรเฟิงจินที่ท่านลุงพานางมา
‘หวังว่าจะได้เงินทุนสักก้อนใหญ่ๆนะ’
นางครุ่นคิดอยู่ในใจ หากย้อนกลับไปก่อนหน้า ที่นางกลิ้งตกลงไปยังหุบเหว เพราะความตะเกียงตะกายเอาชีวิตรอด นางทั้งคว้าทั้งดึงทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวก่อนที่จะตกลงไป ไม่คิดว่าสิ่งที่นางดึงรั้งนั้น มันจะมีต้นโสมหลุดติดลงไปด้วย หลังจากตกลงมานางก็ไม่ทันสำรวจที่พื้นให้ดีก่อน แต่ตอนที่ขี่หลังลู่เหวินย้อนมาเก็บห่อผ้ากับกระบอกน้ำไม้ไผ่ ก็พบว่ามีโสมหล่นรวมอยู่ในห่อผ้าด้วยกันถึง4ต้น นางจึงลองนำมาขายเพียง1ต้น อีก2ต้นจะเก็บไว้ให้ท่านปู่ อีก1ต้นที่เหลือ นางอยากเก็บเอาไปขายในตัวเมืองคาดว่าคงได้ราคาที่ดีกว่า
เมื่อเดินเข้าไปในร้านพบชายชราที่คาดว่าน่าจะเป็ผู้ดูแลร้าน
“อ้าว เ้าเองหรืออาคง วันนี้ตาแก่เสียน อยากได้สมุนไพรตัวไหนล่ะ แล้วทำไมถึงได้ให้เ้ามาแทน ทุกทีต้องมาเองแล้วก็นั่งท้าประลองหมากกับข้าจนมืดค่ำ”
คารวะท่านลุงเกาขอรับ
คารวะท่านปู่ขอรับ/เ้าค่ะ
ท่านลุงและพี่ใหญ่พี่รองทำการคารวะชายชราตรงหน้านาง นางจึงทำตาม
“วันนี้ข้าไม่ได้มาซื้อสมุนไพรขอรับแต่จะนำสมุนไพรมาขาย อยากให้ท่านลองตรวจดูและตีราคาให้สักหน่อย”
ท่านลุงหันมามองที่นางแล้วกล่าวต่อ
“ ชิงเอ๋อร์เ้าหยิบสมุนไพรของเ้าให้ท่านปู่ดูสิ”
ลู่ชิงยื่นห่อผ้าวางบนโต๊ะ แล้วจึงค่อยๆเปิดออกมา ให้ชายชราตรงหน้าได้มองดู
“นี่! นี่มันโสมแดงนี่นา หัวใหญ่ขนาดนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยปีแน่แล้ว เ้าได้มันมาอย่างไรกัน ปกติแล้ว แคว้นเราจะหาโสมที่มีขนาดสภาพสมบูรณ์ลักษณะนี้ แทบเป็ไปไม่ได้เลย แถมมันยังเป็โสมแดงที่มีค่ามากกว่าโสมขาวอีกด้วย”
ลู่ชิงตกตาลุกวาว ตกตะลึงกับคำพูดของชายชราตรงหน้า จะไม่ให้ตกตะลึงได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ที่พี่ใหญ่พี่รองถามนาง นางก็แค่โม้ไปว่าจะไปขายโสม100ปี เพราะเห็นว่ามันหัวใหญ่ ไม่คิดว่าที่พูดไปจะเป็ความจริง และเพราะนางจำได้จากหนังสือว่าการจะทำโสมแดงต้องนำโสมที่มีอายุมากกว่า6ปีไปทำการนึ่งด้วยไอน้ำแล้วนำมาอบให้แห้ง นางจึงลองทำตามดูเท่านั้น
‘ โอ้ว!นี่ข้าคงเป็ลูกสาวนอกสมรสของท่านเทพดวงชะตาที่มาพบรักกับหญิงงามบนโลกมนุษย์แน่แล้ว ถึงได้ดวงดีแบบสุดๆฉุดไม่อยู่อย่างนี้’
ลู่ชิงยกยิ้มครุ่นคิดอยู่ในใจอย่างเหม่อลอยพร้อมกับเงยหน้ามองฟ้า (ถึงแม้ตอนนี้จะมองเห็นแต่เพดานไม้ก็เถอะ)
‘ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ ลูกจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกวันเลย เอ๊ะ!ไม่น่าจะใช่ ต้องเป็ ลูกจะเซ่นไหว้กราบกรานเคารพบูชาท่านทุกวันเลยเ้าค่ะ ลูกสัญญา’
ด้านลู่ฉีเห็นน้องน้อยของตนยืนใจคอเหม่อลอยจนไม่ได้ตอบคำถามของท่านปู่เกา จึงได้สะกิดแขนเรียกนางเบาๆ
“ชิงเอ๋อร์ ท่านปู่ถามเ้าอยู่นะว่าเ้ารู้วิธีทำให้เป็โสมแดงได้อย่างไร ใครสอนเ้ากัน”
“ฮะ! อะไรนะพี่รอง”
ลู่ชิงพลันได้สติให้ไปมองหน้าท่านปู่เ้าของร้านรีบเอ่ยตอบไปตามตรงว่า
“ข้าไม่ได้เรียนรู้จากใครหรือมีผู้ใดสอนหรอกเ้าค่ะ คือว่าข้าแค่อยากทำให้มันแห้ง แต่บังเอิญว่า่นี้มันไม่มีแดด จึงคิดนำไปอบให้แห้ง ก่อนจะอบข้าก็แอบคิดไปอีกว่า มันคงเหมือนกับผักดิบที่เวลานำไปนึ่งแล้วจะหวานขึ้น ซึ่งข้าชอบกินผักสุกมากกว่าผักดิบ ก็เลยคิดไปเองว่า ต้นโสมมันยังดิบจึงนำมันไปนึ่งให้สุกก่อน แล้วก็นำมันมาอบให้แห้งอีกทีเ้าค่ะ แหะๆ เื่บังเอิญเ้าค่ะ เื่บังเอิญ”
‘ข้าแถจนสีข้างถลอกแบบนี้ น่าจะเอาตัวรอดไปได้ จะให้บอกว่ารู้ว่ามาจากโลกเก่าชาติก่อนอะไรพวกนี้ก็ไม่ได้เสียด้วย’
ลู่ชิงคิดคำนึงอยู่ภายในใจ
“ข้าแทบไม่อยากเชื่อ ความบังเอิญของเ้ามันทำให้โสมมีสรรพคุณและมูลค่ามากขึ้นปกติวิธีการทำโสมให้เป็โสมแดงจะไม่เปิดเผยให้คนภายนอกรู้ จะรู้กันแค่ภายในตระกูล เช่นตระกูลข้าที่เป็ตระกูลแพทย์และทำกิจการร้านยาทั่วแคว้นนี้”
“เื่ที่เ้า้านำมาขายและให้ข้าตีราคานั้น เกรงว่าตำลึงที่ข้ามีในตอนนี้ยังไม่พอซื่อมันไว้ได้ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ข้าจะส่งโสมต้นนี้ไปให้หลานชายข้าที่อยู่เมืองหลวง ร้านสมุนไพรสาขาหลักของตระกูลข้าอยู่ที่นั่น อีกอย่างหลานชายข้ามีกิจการหอประมูลหากมีโสมแดง100ปีเข้าร่วมประมูลคงสร้างชื่อเสียงแก่หอประมูลของเขามากขึ้นด้วย”
ท่านปู่เ้าของร้านกล่าวกับนาง
“ดีเ้าค่ะ แต่ขอให้ท่านช่วยออกหน้าเป็เ้าของโสมต้นนี้แทนได้ไหมเ้าคะ ข้าไม่อยากให้ใครทราบว่าครอบครัวข้าเป็ผู้ได้มันมา ท่านก็รู้ท่านปู่ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย”
“ใช้วิธีนี้ดีไหมเ้าคะท่านลุง”
นางหันไปสอบถามความเห็นท่านลุงอีกคน
“ดี ลุงก็เห็นด้วยกับเ้า”
ท่านลุงพยักหน้าตอบรับสองพี่น้องลู่เหวินและลู่ฉีก็เออออพยักหน้าตามไปด้วย
เหตุที่ตอบชายชราออกไปแบบนี้เพราะ นางเริ่มคิดถึงการณ์ภายภาคหน้า ในคราแรกคิดเพียงว่าหากขายได้เงินก้อนใหญ่มาสักก้อนก็พอให้นางใช้จ่ายได้ทำอะไรได้อย่างใจนึก แต่นางลืมคิดให้รอบคอบไปสักหน่อย หากโสมต้นนี้ทำให้เกิดคลื่นลมภายในแคว้น คงอาจมีพวกไม่หวังดีและโลภมาก คิดตามมาหาประโยชน์กับผู้ที่พบเจอโสม100ปี และหากพวกไม่ประสงค์ดีคิดว่าผู้พบเจอโสมอย่างนางอาจยังมีไว้ในอีก(ซึ่งก็ยังมีจริงๆ) อาจเกิดเื่อันตรายกับครอบครัวลู่ของนางได้ หากเป็เช่นนั้น นางคงเสียใจและเ็ปเป็อย่างมาก
“ได้ งั้นเรามาทำสัญญากันก่อนเถอะ ข้าจะรับฝากขายโดยจะวางมัดจำให้เ้าเป็เงิน5พันตำลึงทองไว้ก่อน หลังจากประมูลเสร็จสิ้นทางโรงประมูลจะหักค่าธรรมเนียมไว้ส่วนหนึ่ง จากนั้นทางโรงประมูลจะนำเงินที่เหลือจากการหักค่าธรรมเนียมมามอบแก่ผู้ส่งสินค้าเข้าประมูลอีกที”