บทที่ 38 น้องชายแท้ ๆ ของมู่จือเหยียน
มู่จือเหยียนหันกลับไปมองเธออย่างแปลกใจ ก่อนจะตอบว่า “เธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ในเครือของพวกเรา”
“ฉันก็คิดแบบนั้น คุณเหนียนเป็นแฟนของไป๋จื่อซวิน ฉันว่านิสัยเธอค่อนข้างหยิ่ง คงไม่ยอมตกต่ำไปเป็นชู้ของผู้ชายมีภรรยาอย่างคุณหรอก”
พอพูดจบ ลู่จิ่นเนี่ยนก็รู้ตัวว่าเผลอพูดความจริงออกไป รีบปิดปากตัวเองทันที
แต่มู่จือเหยียนไม่โกรธ พูดเสียงเรียบว่า “ลู่จิ่นเนี่ยน ช่วงนี้เธอกล้ามากเลยนะ”
เธอแอบแลบลิ้นใส่เขา ไม่กล้าพูดอะไรอีก
สองวันต่อมา มีโทรศัพท์มาจากคฤหาสน์หลักตระกูลมู่ ให้มู่จือเหยียนกับลู่จิ่นเนี่ยนกลับไปร่วมมื้อเย็นของครอบครัว
การร่วมมื้อเย็นของตระกูลมู่มักมีเดือนละครั้ง แต่ครั้งนี้ยังไม่ทันสิ้นเดือนก็เรียกพวกเขากลับไป เพราะมู่สวี่เจียกลับมาแล้ว
มู่สวี่เจียเป็นน้องชายแท้ ๆ ของมู่จือเหยียน อายุน้อยกว่าเขาห้าปี ก่อนหน้านี้ไปเรียนต่างประเทศ แทบไม่ค่อยกลับบ้าน
น้องชายคนนี้ของเขา ไม่ได้สืบทอดยีนเรียนเก่งโดยกำเนิดเหมือนมู่จือเหยียน เขาใช้เวลาสองปีในการสอบเข้าปริญญาโทสาขาการเงิน จนถึงตอนนี้ก็ยังเรียนไม่จบ
แต่ในหลายเรื่อง ความฉลาดของเขาก็ไม่ได้ด้อยกว่ามู่จือเหยียนเลย
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจึงไม่ค่อยดีนัก
“เจียเจีย กลับมาครั้งนี้ก็อย่ากลับไปอีกเลย เรื่องเรียนหนังสือน่ะ เสียเวลาเกินไปกลับมาฝึกงานที่บริษัทดีกว่า” เสิ่นเสวี่ยฉินพูดกับลูกชายคนเล็ก
“ผมก็อยากกลับมานะ แต่พี่ชาย… ถ้าผมกลับมา พี่จะให้ผมทำตำแหน่งอะไรล่ะ?”
มู่สวี่เจียถามพี่ชายอย่างยิ้มแย้ม
“ตามใจนาย” มู่จือเหยียนตอบอย่างไร้อารมณ์
“ถ้าแล้วแต่ผม ผมก็เล็งเก้าอี้หนังแท้ในห้องทำงานพี่ไว้นานแล้วนะ”
“เจียเจีย พูดจาเหลวไหล!” มู่เป่ยเฉินรีบห้ามปรามลูกชายคนเล็กที่พูดจาเหลวไหล
มู่เป่ยเฉินกับเสิ่นเสวี่ยฉิน สามีภรรยาคู่นี้มักจะลำเอียงและตามใจลูกชายคนเล็กอย่างมู่สวี่เจียเสมอ
แต่เรื่องของบริษัท มู่เป่ยเฉินยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้ดี มู่ซื่ออินเทอร์แนชันนัลกรุ๊ปมีชื่อเสียงและฐานะอย่างทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ต้องยกความดีความชอบให้มู่จือเหยียน ตั้งแต่เขารับตำแหน่งบริหารบริษัท กลุ่มบริษัทมู่ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบันนั่งแท่นเป็นผู้นำบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
ดังนั้น มู่สวี่เจียจึงไม่มีโอกาสที่จะได้ตำแหน่งประธานบริษัทเลยแม้แต่น้อย
“โอ๊ย พ่อครับ ทำไมต้องทำหน้าเครียดขนาดนั้น ต่อให้ผมอยากแย่งตำแหน่ง ผมก็ไม่มีความสามารถขนาดนั้น พี่สะใภ้ว่าไหมครับ?”
ลู่จิ่นเนี่ยนยิ้มแห้ง ๆ แล้วจิบน้ำชาตรงหน้า
ในบ้านหลังนี้ เธอไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย เสิ่นเสวี่ยฉินและมู่จือเหยียน ก็แค่เพิ่งจะเริ่มใจดีกับเธอบ้างเล็กน้อยเพราะเธอตั้งครรภ์เท่านั้น
แต่มู่สวี่เจียนั้นแตกต่าง เขาเป็นมิตรกับเธอตั้งแต่แรก เรียกเธอว่า ‘พี่สะใภ้’ อย่างสนิทสนม
ส่วนมู่จือเหยียนนั้นนั่งหน้าบึ้งไปแล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ทานข้าวเสร็จพวกเราก็จะกลับ” เขาบอกพ่อแม่
“น้องชายของลูกกลับมาทั้งที จะรีบไปไหน” เสิ่นเสวี่ยฉินรีบพูด
มู่สวี่เจียหัวเราะ “โอ๊ย พี่ชายเขารีบกลับไปใช้เวลากับพี่สะใภ้ที่บ้านสองต่อสอง จะมีเวลามาสนใจผมได้ยังไง”
ประโยคเดียว ทำเอาลู่จิ่นเนี่ยนรู้สึกอับอายมาก
มู่จือเหยียนลุกขึ้นยืน ถามเสียงเย็นชา “แกจะกลับไปโรงเรียนเมื่อไหร่?”
“มะรืนนี้ ทำไมเหรอ พี่ชายจะคิดถึงผมหรือไง?”
เสิ่นเสวี่ยฉินตะโกนอย่างไม่พอใจ “เพิ่งกลับมาก็จะไปแล้วเหรอ ลูกกลับมาแค่สองครั้งต่อหนึ่งเทอม อยู่ต่ออีกสักพักเถอะ”
มู่จือเหยียนไม่ได้ฟังพวกเขาคุยกันต่อ เดินออกจากประตูใหญ่ทันที
ลู่จิ่นเนี่ยนรีบวางแก้วน้ำ เดินตามออกไป
“มู่จือเหยียน รอฉันด้วย”
เขาเปิดประตูรถแล้วนั่งลง รอให้ลู่จิ่นเนี่ยนขึ้นรถ ก็สั่งคนขับรถออกรถทันที
ทุกครั้งที่เขาเจอมู่สวี่เจีย ก็มักจะไม่ค่อยพอใจ
แต่ลู่จิ่นเนี่ยนกลับไม่รู้สาเหตุ
พวกเขาเป็นพี่น้องแท้ ๆ ไม่เหมือนเธอกับลู่อวี่ชิว ที่เป็นพี่น้องต่างแม่ ถึงได้ทำตัวแข็งกระด้างใส่กันขนาดนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น มู่สวี่เจียก็ยิ้มแป้นอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่าพยายามจะลดทิฐิเพื่อประนีประนอมกับมู่จือเหยียน
“คุณกับน้องชายของคุณมีปัญหาอะไรกันแน่?” เธออดถามไม่ได้
“ลู่จิ่นเนี่ยน อย่าคิดว่าตัวเองได้กินข้าวเย็นที่บ้านฉันสองสามมื้อ แล้วจะทำตัวเป็นคนในครอบครัวฉัน”
ที่จริงช่วงนี้ ท่าทีของเขาที่มีต่อเธอนั้นอ่อนลงไปมากแล้ว แต่ตอนนี้น้ำเสียงของเขากลับกลายเป็นเย็นชาเหมือนเดิม
ความผันผวนแบบนี้ ทำให้ลู่จิ่นเนี่ยนสับสนไปหมด
เธอรู้สึกมาตลอดว่า มู่สวี่เจียเป็นคนที่ดูเหลวไหล ไม่เอาไหน ทำตัวเป็นคุณชายเพลย์บอย แต่จริง ๆ แล้วเขาก็เป็นคนดี
อย่างน้อยในบ้านหลังนี้ เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ดูถูกเธอเพราะชาติกำเนิด
คืนนี้มู่จือเหยียนไม่ได้กลับไปนอนในห้อง ลู่จิ่นเนี่ยนเพิ่งรู้ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นว่า เขาไปนอนที่ห้องทำงานทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ไม่ได้รอเธอกินอาหารเช้า แต่ออกไปที่บริษัทแต่เช้าตรู่เลย
เห็นได้ชัดว่า เมื่อคืนที่เธอถามเขาเรื่องของมู่ซวี่เจียไปประโยคเดียว ก็ทำให้เขาโกรธจนหมดอารมณ์แล้ว
พอเธอกินอาหารเช้าคนเดียวเสร็จ มู่สวี่เจียก็พรวดพราดบุกเข้ามาในบ้านทันที
“นายมาได้ยังไง?”
มู่สวี่เจียถือกล่องของขวัญใบใหญ่มาด้วย วางลงบนโต๊ะ
“เมื่อวานหลังจากพวกคุณกลับไปแล้ว ผมเพิ่งได้ยินแม่บอกว่า พี่สะใภ้ท้องแล้ว ผมเลยต้องซื้อของขวัญให้หลานตัวน้อยของผม!”
มู่สวี่เจียแกะกล่องของขวัญต่อหน้าเธออย่างตื่นเต้น ข้างในเป็นชุดตุ๊กตาบาร์บี้พร้อมอุปกรณ์เสริมครบเซ็ต มีทั้งชุดกระโปรงเล็ก ๆ เครื่องสำอาง แม้กระทั่งบ้านตุ๊กตา
เป็นของเล่นเด็กผู้หญิงชัด ๆ
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ ว่าลูกในท้องฉันเป็นผู้หญิง” เธอหัวเราะ
เป็นที่รู้กันว่า คนในตระกูลมู่หวังให้เธอคลอดลูกชาย
“ผมชอบผู้หญิง ผมหวังว่าพี่สะใภ้ตั้งท้องเป็นหลานสาว!”
“ถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจริง ๆ ก็ขอบคุณของขวัญจากคุณล่วงหน้าเลย” ลู่จิ่นเนี่ยนยิ้มรับของขวัญชิ้นใหญ่นี้
“ทำไม ถ้าพี่สะใภ้คลอดลูกชาย จะไม่ขอบคุณผมเหรอ? ถึงเป็นอย่างนั้นผมก็จะเตรียมของขวัญสำหรับเด็กผู้ชายให้คุณอีกชุดหนึ่ง!”
มู่สวี่เจียหัวเราะพูดคุยกับลู่จิ่นเนี่ยน ทำให้พ่อบ้านหวงที่อยู่ข้าง ๆ เหงื่อแตกพลั่ก
ถ้าตอนนี้มู่จือเหยียนกลับมา รู้ว่าพวกเขาปล่อยให้คุณชายรองเข้ามา
โชคดีที่มู่จือเหยียนไม่ได้กลับมาจนกระทั่งมู่สวี่เจียจากไป
“พ่อบ้านหวง ช่วยเอาตุ๊กตาบาร์บี้ไปเก็บในห้องเก็บของหน่อยค่ะ”
ลู่จิ่นเนี่ยนรีบพูดทันทีที่มู่สวี่เจียเดินจากไป
แม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมมู่จือเหยียนถึงไม่ชอบน้องชายคนนี้ แต่เธอรู้ดีว่า ถ้าเขารู้ว่าเธอรับของขวัญจากมู่สวี่เจีย เขาคงจะไม่พอใจมาก
หลังจากเอากล่องไปเก็บในคลังแล้ว ลู่จิ่นเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะถามพ่อบ้านหวง “คุณเป็นคนเก่าแก่ของตระกูลมู่ รู้ไหมว่าทำไมความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลมู่ถึงได้แย่ขนาดนี้”