(จบ) สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ

    บทที่ 29 กำจัดมันให้สิ้นซาก (รีไรต์)

    บทที่ 29 กำจัดมันให้สิ้นซาก (รีไรต์)

     

    ในเมื่อเป็นคนรู้จัก เรื่องร้ายก็กลายเป็นเรื่องเล่า

     

    หลินฉู่ฉีเขียนเช็กใบหนึ่งยืนให้หยางคังอย่างใจกว้าง จากนั้นก็หันไปขอเบอร์ติดต่อจากเสิ่นชิง 

     

    “ไสหัวไป”

     

    ลู่เย่พูดขัดขึ้นมาก่อนที่เสิ่นชิงจะทันได้เอ่ยปาก จากนั้นก็ปิดกระจกรถขึ้นทันที

     

    “ออกรถ!”

     

    หยางคังยืนถือเช็กและจมอยู่กับความยินดี ถึงกับสะดุ้งโหยงกับเสียงตะคอกเย็นชาของลู่เย่

     

    เขารีบเหยียบคันเร่ง รถซีดานคันเล็กที่บุบเบี้ยวแล่นพรวดออกไป ทิ้งให้หลินฉู่ฉียืนอึ้งอยู่กับที่

     

    “ช้า ๆ หน่อย ขับเร็วแบบนี้รีบไปเกิดใหม่หรือไง?” ลู่เย่พูดด้วยความโกรธ ทำเอาหยางคังลดความเร็วลงทันที

     

    เสิ่นชิงไม่รู้ว่าลู่เย่เป็นบ้าอะไร เธอจึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง 

     

    แสงอรุณโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอมส้มระเรื่อ ค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้น แผ่ขยายไปทั่วฟ้ากว้าง

     

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถซีดานคันเล็กก็จอดที่โรงแรมนานาชาติหางโจว

     

    ลู่เย่ลงจากรถก่อน พร้อมด้วยสีหน้าบึ้งตึง

     

    หยางคังยื่นคีย์การ์ดห้องพักให้เสิ่นชิง บอกให้เธอพักผ่อนก่อน แล้วค่อยพาเธอไปงานเลี้ยงตอนเย็น

     

    โรงแรมนานาชาติหางโจวเป็นธุรกิจของตระกูลเฉียว ปัจจุบันเฉียวอวี้เหอใช้เป็นที่พักของดาราในสังกัด

     

    ตอนที่เสิ่นชิงก้าวเข้ามาในล็อบบี้โรงแรม ผู้จัดการล็อบบี้มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ จากนั้นพนักงานต้อนรับหลายคนก็ซุบซิบมาตามหลัง

     

    “นี่พวกเธอดูสิ นั่นอดีตคุณหนูใหญ่ไม่ใช่เหรอ?”

     

    “เหอะ คุณหนูใหญ่อะไรล่ะ หล่อนเป็นแค่ของปลอมที่แอบอ้างชื่อคนอื่นน่ะสิ”

     

    “ดูสิ ตอนนี้แต่งตัวซอมซ่อ ออกจากตระกูลเฉียวไปแล้วก็ไร้ค่า น่าสมเพชจริง ๆ”

     

    “ได้ยินว่าตอนออกจากตระกูลเฉียว เธอแอบขโมยเครื่องประดับราคาแพงไปด้วยนะ”

     

    “ฮะ? จริงเหรอ?”

     

    “คุณหนูอวี้เหอพูดตอนโทรศัพท์ ฉันได้ยินกับหู!”

     

    “บ้าไปแล้ว! ผู้หญิงคนนั้นหน้าไม่อายเลย”

     

    คำพูดนินทาของพนักงานคนนั้นลอยเข้าหูเสิ่นชิง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนออกจากตระกูลเฉียว เธอไม่ได้เอาเงินติดตัวไปแม้แต่หยวนเดียว ทำไมถึงมาใส่ร้ายเธอแบบนี้?

     

    ผู้จัดการโรงแรมมองเสิ่นชิงด้วยสายตาอ่านยาก เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเสิ่นชิง พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าห่างเหิน “ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงเช็กอินแล้วหรือยังคะ?”

     

    เสิ่นชิงไม่พูดอะไร เพียงแค่ยกคีย์การ์ดขึ้น และเดินเข้าลิฟต์ไปอย่างคุ้นเคย

     

    “โอ้โห ทำเป็นเชิ่ด คิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลเฉียวอยู่เหรอ ใครให้ความมั่นใจเธอมาเนี่ย”

     

    พนักงานต้อนรับเบะปาก คุณหนูอวี้เหอยังดีกว่าตั้งเยอะ ทั้งสวยอ่อนโยน แถมยังใจดีกับลูกน้อง เพิ่มเงินเดือนให้พวกเธอด้วย 

     

    เสิ่นชิงใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้อง พอเข้าไปในห้องก็เห็นเสื้อผ้าหลายชุดวางอยู่กลางเตียง

     

    เสิ่นชิงหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นชุดเดรสผ้าบางเบา โชว์เนินอกและอวดแผ่นหลัง ผ่าข้างสูงถึงต้นขา ยกขาขึ้นนิดเดียวก็เห็นหมด 

     

    “หืม... เตรียมพร้อมมาเชียวนะ” 

     

    เสิ่นชิงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะโยนชุดทั้งหมดเข้าไปในตู้

     

    จากนั้นก็ล็อกประตูห้อง อาบน้ำอุ่นอย่างผ่อนคลาย แล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ หลับไปอย่างสบายใจ

     

    บ่ายโมง เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น

     

    เสิ่นชิงแต่งตัว สะพายกระเป๋า แล้วนั่งรถบัสไปที่มหาวิทยาลัยเจิ้งต้า

     

    มหาวิทยาลัยเจิ้งต้าตั้งอยู่ริมทะเลสาบในเขตมหาวิทยาลัย เป็นมหาลัยเก่าแก่อายุนับร้อยปี ทั้งยังเป็นสถานศึกษาในฝันของนักเรียนทั่วประเทศ

     

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้บ่มเพาะบุคลากรที่โดดเด่นมากมายให้กับประเทศชาติและสังคม เช่น ทนายความมือทอง ผู้พิพากษา หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ...

     

    เมื่อมองไปที่กำแพงเกียรติยศของมหาวิทยาลัยเจิ้งต้า เสิ่นชิงก็ตระหนักได้ถึงปัญหาที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

     

    หลังจากรับปริญญาแล้ว เธอควรจะสมัครงานอะไรดี?

     

    โดยทั่วไปแล้ว ปริญญานิติศาสตร์สามารถสมัครงานในหน่วยงานราชการ ฝ่ายกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับได้ แต่สำหรับหน่วยงานที่มีเกณฑ์สูงกว่า เช่น ศาล อัยการ หรือสำนักงานยุติธรรม มักจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความด้วย

     

    เสิ่นชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ จึงตัดสินใจเตรียมตัวสอบที่ใกล้เข้ามาก่อน

     

    การสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัยเจิ้งต้าจะจัดสอบติดต่อกันสามวัน สอบทุกวิชาในคราวเดียว จึงค่อนข้างสะดวก

     

    หลังจากดูห้องสอบแล้ว เสิ่นชิงก็ไปที่ร้านอาหารริมทางแถวนั้น สั่งผัดหมี่ใส่ไข่

     

    พ่อค้าเป็นเด็กหนุ่ม รูปร่างผอมสูง สวมแว่นตา พอยิ้มแล้วเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด แต่ไม่ว่ามองยังไงก็ดูเหมือนนักศึกษา

     

    เขารีบสวมปลอกแขนอย่างคล่องแคล่ว รอจนน้ำมันร้อนได้ที่ ก็โรยต้นหอมลงไป

     

    ฉ่า!

     

    ละอองน้ำมันกระเด็นดังฉ่า ไข่ไก่ค่อย ๆ สุกเหลืองฟูขึ้นมา

     

    เด็กหนุ่มหยิบเส้นใหญ่ใส่ลงไปผัดในกระทะ ผัดอยู่พักหนึ่งก็ใส่ผักใบเขียวและถั่วงอกลงไป

     

    เตาไฟส่งเสียงดังฟู่ ๆ เขย่ากระทะไปมา พร้อมปรุงรสด้วยซีอิ๊ว เกลือ และผงปรุงรสต่าง ๆ ท่วงท่าชำนาญราวกับผีมือระดับเซียน

     

    ผัดเส้นด้วยไฟแรงจนมีกลิ่นหอมกรุ่น กลิ่นหอมของผัดหมี่อบอวลไปทั่วถนน ชวนให้น้ำลายสอ

     

    ร้านข้างทางแบบนี้ แต่ก่อนเสิ่นชิงไม่เคยกินมาก่อน ทว่าตอนนี้เลือกไม่ได้แล้ว ก็คนมันจนนี่นา

     

    เด็กหนุ่มยื่นกล่องผัดเส้นที่ห่อเรียบร้อยแล้วให้เสิ่นชิง พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า “พี่สาว คราวหน้ามาอุดหนุนใหม่นะครับ”

     

    เสิ่นชิงรับกล่องข้าวเตรียมจะออกไป ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถ่ายเอกสารใบสมัครสอบ

     

    เธอจึงหันไปถามเจ้าของร้านว่า “น้องชาย แถวนี้มีร้านถ่ายเอกสารไหม?”

     

    พอได้ยินคำว่าร้านถ่ายเอกสาร ดวงตาของเด็กหนุ่มก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “พี่สาว พี่สาวสอบมหาวิทยาลัยเจิ้งต้าแล้วจะไปถ่ายเอกสารใบสมัครสอบใช่ไหมครับ”

     

    เสิ่นชิงรู้สึกประหลาดใจ “รู้ได้ยังไง?”

     

    เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอีกครั้ง “ตอนนี้มหาวิทยาลัยปิดเทอมกันหมดแล้ว สองสามวันมานี้ คนที่เข้าออกมหาวิทยาลัยแล้วยังไปร้านถ่ายเอกสาร คงจะมีแต่คนที่สอบตรงเท่านั้นแหละครับ”

     

    เสิ่นชิงมองเขาอย่างประหลาดใจ “นายเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเจิ้งต้าเหรอ?”

     

    เด็กหนุ่มเกาหัว “ฮ่า ๆ ไม่ใช่ครับ ผมยังเรียนอยู่ม.ปลาย แต่ความฝันของผมคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเจิ้งต้า อยากเป็นอัยการที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมครับ”

     

    เสิ่นชิงเลิกคิ้วขึ้น “ไม่เลว มีความทะเยอทะยานดีมาก!” 

     

    “พี่สาว ขอให้สอบผ่าน ได้คะแนนดี ๆ นะครับ” 

     

    หลังพูดจบ เด็กหนุ่มก็ยัดไส้กรอกกับไข่ต้มใบชาสองฟองใส่มือเสิ่นชิง ทำเอาเธออดขำไม่ได้

     

    เสิ่นชิงเดินตามคำชี้แนะของเด็กชาย จนในที่สุดก็พบร้านถ่ายเอกสาร

     

    ทันใดนั้นเอง รถลัมโบร์กินีที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ลดกระจกหน้าต่างลง

     

    ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตฮาวายที่นั่งอยู่ในรถถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยว

     

    “หน็อย! นังสารเลวเฉียวชิง หล่อนกล้าดียังไงถึงกลับมาที่นี่อีก!”