ภายในกรงขังมีซากสุนัขป่าที่ยังมีลูกธนูปักอยู่บนหัว อีกด้านเป็ซากหมูป่าตัวโตซึ่งนางก็ไม่แน่ใจว่าเป็หมูป่าตัวเดียวกับที่ทำร้ายพี่ชายนางในป่าลึกหรือไม่
เืสดๆ ที่ยังอุ่นอยู่จากสัตว์เ่าั้ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ทำให้นางต้องยกมือขึ้นปิดปากแน่นเพื่อไม่ให้ขย้อนเอาเศษเปลือกไม้ที่กินเข้าไปเพื่อประทังความหิวก่อนหน้านี้ออกมา
“คุณหนู อย่ามอง! มาหลบข้างหลังบ่าวเร็วเข้าขอรับ”
มู่อันหรานเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เมื่อเห็นว่าเป็อาฝูนางก็เกือบจะร่ำไห้ออกมา เด็กสาวรีบลุกขึ้นยืนใช้มือเกาะซี่กรงไม้ไว้ไม่ให้ล้มแล้วตรงเข้าไปหาอาฝูอย่างร้อนรน
“อาฝู นี่..มันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็ใคร เขาจะจับพวกเราไปไหนหรือ”
“พวกเขาคือเหล่าคุณชายจากเมืองหลวงที่ออกมาล่าสัตว์ขอรับ แต่บ่าวไม่รู้ว่าพวกเขาจะพาเราไปที่ใด” อาฝูตอบพลางออกแรงถีบซากสุนัขป่าไปด้านข้าง เปิดทางให้มู่อันหรานก้าวเข้ามาหาตนได้สะดวกยิ่งขึ้น
ร่างผอมแทรกตัวเข้าไปนั่งเบียดอยู่ข้างอาฝู ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่ หญิงสาวสองคนที่นั่งตรงข้ามกับนางกอดคอกันร้องไห้อย่างเสียสติ ผิดกับบุรุษวัยกลางคนอีกคนซึ่งมองไปรอบๆ โดยมีความหวังว่าจะได้ออกไปจากป่าแห่งนี้
ยามนี้นางจึงเพิ่งเห็นว่า กรงไม้แบบเดียวกันนี้มีอยู่ถึงสามกรง แต่ละกรงก็มีซากสัตว์และมีคนที่ถูกจับตัวมาเช่นเดียวกับนางอีกหลายคน ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นักโทษที่เดินทางมาถึงลู่โจวในเวลาใกล้เคียงกับครอบครัวของนางทั้งสิ้น
“พวกเ้าจะกลัวอะไรกันนักหนา!? พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ต่างจากถูกทิ้งให้ตายทั้งเป็ พวกเขาจะพาเราไปไหนก็ไปเถิด ตายไปเสียได้ก็ดี ข้าทนทุกข์มานานพอแล้ว” สตรีสูงวัยจากตระกูลเสิ่นหันไปตำหนิสตรีสองคนที่ร้องไห้เสียงดังไม่หยุด
มู่อันหรานกัดริมฝีปากแน่น นางไม่เห็นด้วยกับความคิดของสตรีแซ่เสิ่น เพราะนางรู้ดีว่าครอบครัวสกุลมู่ของนางถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม แม้ว่าบิดามารดารวมทั้งพี่ชายและพี่สาวของนางจะจากไปหมดแล้ว แต่ตราบใดที่นางยังมีชีวิตรอด ความหวังจะล้างมลทินให้สกุลมู่ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว
“ท่านป้ารู้จักพวกเขาหรือไม่เ้าคะ หรือว่าจะมีการสอบสวนคดีของพวกเราใหม่ พวกเขาถึงมาจับตัวพวกเราไป”
“เพ้อเจ้อ!” สตรีแซ่เสิ่นหันมาตำหนินางบ้าง
"คนที่สวมชุดสีดำควบม้าอยู่หน้าสุดตรงนั้น เ้าเห็นหรือไม่? เขาคือเหวินอ๋อง ผู้ซึ่งเห็นชีวิตคนเป็เพียงผักปลา ที่เขาจับเรามาก็เพราะมองว่าพวกเราเป็เพียงสัตว์ให้เขาล่าเพื่อความสนุกเท่านั้นแหละ!"
มู่อันหรานมองไปยังบุรุษที่ควบม้าอยู่หน้าขบวน พลางทบทวนความทรงจำที่เคยรับรู้มายามเมื่อตนอยู่ในเมืองหลวง
เหวินอ๋องผู้นี้ก็คือโจวเหยียน บิดาของเขาคืออดีตฮ่องเต้โจวเทียนเฉินผู้ล่วงลับ ผู้ซึ่งใช้ชีวิตของตนปกป้องน้องชายให้รอดพ้นจากคมดาบ
เดิมทีตำแหน่งผู้สืบราชบัลลังก์คนต่อมาก็ควรจะตกเป็ของโจวเหยียน แต่โจวเทียนเฉินกลับยกบัลลังก์และบุตรชายเพียงคนเดียวให้น้องชายดูแล โจวเทียนรุ่ยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงติดค้างทั้งหนี้ชีวิตและหนี้บุญคุณต่อพี่ชาย
หลังจากโจวเทียนรุ่ยขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่ถึงสิบวัน ก็มอบตำแหน่งเหวินอ๋องให้หลานชายซึ่งยามนั้นโจวเหยียนเพิ่งอายุเพียงแปดปีเท่านั้น เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการประคบประหงมและตามใจจากทุกคนตามคำสั่งฮ่องเต้ ทำให้เขาใช้ชีวิตเสเพลอย่างสุขสบายภายใต้ป้ายอาญาสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
ต่อให้โจวเหยียนคิดจะเผาวังหลวงหรือสังหารขุนนางกลางราชสำนัก ขอเพียงเสด็จอาของเขายังครองบัลลังก์ ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะทำไม่ได้!
"ข้างหน้ามีทะเลสาบพอดี..." เสียงทุ้มต่ำของโจวเหยียนดังขึ้นเป็ครั้งแรก แม้จะเบาแ่แต่กลับสะกดให้ทุกคนหยุดสนทนากัน
"หากพวกเ้าอยากเล่นเกมนัก เปิ่นหวางก็จะร่วมสนุกด้วย"
มู่อันหรานรู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนางกำลังร้องเตือนอย่างหนัก เกมที่พวกเขาเอ่ยถึงเมื่อครู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนักโทษที่ถูกจับมาเช่นนาง คุณชายเสเพลจากเมืองหลวงกลุ่มนี้คงไม่ได้อารมณ์ดีจนอยู่ดีๆ ก็คิดจะลงไปเล่นน้ำในทะเลสาบกระมัง
…
ผ่านไปครู่ใหญ่ นักโทษยี่สิบหกคนก็ถูกนำตัวออกจากกรงขัง มานั่งล้อมวงอยู่ริมทะเลสาบเพื่อฟังกติกาการเล่นเกมอันเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้ของเหวินอ๋องและสหายของเขา
ตราหยกแปดชิ้นจากคุณชายทั้งแปดคนถูกปลดออกจากข้างเอว ผู้ติดตามของพวกเขารับหน้าที่โยนตราหยกเ่าั้ลงสู่ทะเลสาบที่น้ำเย็นจัด
“ตราหยกหนึ่งชิ้น แลกกับชีวิตหนึ่งชีวิต ใครที่นำมันขึ้นมาได้ ก็จะมีสิทธิ์กลับไปเมืองหลวงกับพวกเรา หลุดพ้นจากนรกแห่งนี้ทันที! แต่หากใครลงไปแล้วกลับขึ้นมามือเปล่า หรือคิดจะถอดใจกลางคันก็จงนอนเป็เพื่อนฝูงมัจฉาใต้แผ่นน้ำนั่นเสียเถิด”
เสียงทุ้มต่ำของโจวเหยียนที่ทิ้งท้ายไว้ ไม่ต่างอะไรกับการกำหนดชะตากรรมของทุกคน บรรยากาศโดยรอบเงียบสนิทลงชั่วครู่ ก่อนที่คลื่นความโกลาหลระลอกเล็กจะเริ่มก่อตัวขึ้นในกลุ่มผู้ถูกเนรเทศ
กลุ่มชายฉกรรจ์และสตรีวัยสาวบางคนดวงตาเป็ประกายวาววับเต็มไปด้วยความหวัง สำหรับพวกเขา การกลับเข้าเมืองหลวงแม้จะต้องไปเป็ทาสรับใช้ในจวนขุนนาง ก็ยังหรูหรากว่าการต้องขุดรากไม้กินและนอนรอความตายอยู่ในป่าเมืองลู่โจว!
ทว่าในมุมตรงข้าม คนสูงวัยและคนที่มีร่างกายอ่อนแอหลายคนกลับหน้าถอดสี
"ข้า...ข้าว่ายน้ำไม่เป็" เสียงสะอื้นสั่นเครือดังขึ้นจากสตรีคนหนึ่งที่ทรุดตัวลงกับพื้น "ลงไปก็มีแต่ตายกับตาย ์...เหตุใดจึงใจร้ายกับพวกเรานัก"
มู่อันหรานจ้องมองผิวน้ำสีดำสนิทที่ดูคล้ายปากอสูร นางไม่ได้มองหาทางรอดเพียงอย่างเดียว แต่นางกำลังประเมิน ความตายที่อยู่เบื้องหน้า
ยามนี้เป็่ต้นฤดูหนาวที่อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เมื่อสายลมพัดมาแต่ละครั้งร่างกายของนางก็พลันสั่นสะท้าน
แล้วใต้น้ำนั่นเล่า? ถ้าต้องแช่น้ำเป็เวลานานร่างกายของนางคงแข็งค้างและจมดิ่งสู่ก้นทะเลสาบก่อนจะได้ทันแตะต้องชิ้นหยกด้วยซ้ำ!
"เ้า!" หลี่เหวินเซินบุตรชายเ้ากรมพิธีการผู้สวมชุดคลุมขนจิ้งจอกสีขาวขุ่น ชี้ปลายนิ้วไปยังกลุ่มนักโทษอย่างไม่ใส่ใจ
"พวกเ้าแปดคนแรก ลุกขึ้น! ลงไปพิสูจน์ดวงชะตาให้ข้าดูหน่อยว่าพวกเ้ามีวาสนาจะได้กลับเมืองหลวงหรือไม่"
นักโทษแปดคนถูกลากตัวออกมาริมทะเลสาบ บางคนกรีดร้องจนเสียงหลงทว่ากลับถูกฝ่าเท้าของผู้ติดตามร่างใหญ่ถีบส่งลงไปในน้ำอย่างไม่ปรานี
สตรีสองคนที่ว่ายน้ำไม่เป็พยายามตะเกียกตะกายเพื่อปีนกลับขึ้นมา ทว่ากลับถูกคนใจร้ายเ่าั้ใช้ท่อนไม้แข็ง กระทุ้งเข้าที่หัวไหล่และหน้าอกอย่างไร้เมตตา
ร่างของพวกนางค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากฝั่ง ทั้งสองกรีดร้องพลางเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกผิวน้ำสีดำสนิทกลืนหายไปท่ามกลางความตื่นกลัวของกลุ่มคนที่ดูเหตุการณ์อยู่บนบก
นักโทษที่เหลืออีกหกคนดำผุดดำว่ายขึ้นมาหาอากาศ ริมฝีปากของพวกเขากลายเป็สีเขียวคล้ำจากความเย็นของน้ำในทะเลสาบ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถงมหาป้ายหยกขึ้นมาได้เลยสักชิ้น
ทันใดนั้น บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งดูเหมือนจะเป็ตะคริวที่ขา เขาผุดขึ้นมาจากน้ำด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด มือที่กำลังจะหมดแรงนั้นไขว่คว้าไปที่ชายชราอีกคนที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาพอดี เขาใช้ชายชราผู้นั้นเป็ที่ยึดเหนี่ยวเพื่อเอาชีวิตรอด ต่างฝ่ายต่างสลับกันกดร่างของอีกฝ่ายลงสู่ใต้น้ำ ในที่สุดทั้งคู่ก็จมดิ่งหายไปใต้น้ำด้วยกัน และไม่มีใครกลับขึ้นมาอีกเลย
ดวงตาของมู่อันหรานสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นว่า ที่พึ่งเดียวของคนที่กำลังจะตาย คือการลากคนอื่นลงไปตายด้วยกัน!
“คุณหนูอย่ามอง” เสียงสั่นเครือของอาฝูดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับเอื้อมมือมาปิดบังดวงตานางไว้
“อาฝู ข้าไม่กลัวแล้ว ให้ข้าได้เห็นเถิดเ้าค่ะ เราจะได้รู้ว่าจะเอาตัวรอดกันเช่นไร” นางดึงมือของอาฝูลง พลางจดจำตำแหน่งที่นักโทษกลุ่มแรกลงไปงมหาป้ายหยก
“อาฝูจำให้ดี ตรงนั้นมีคนดำน้ำลงไปหลายคนแล้วแต่ไม่มีใครพบหยก เมื่อถึงคราวของเรา เราต้องดำลงไปหาจากจุดอื่น”
หมายเหตุ: เหวินอ๋อง เป็ตำแหน่งอ๋องที่แต่งตั้งขึ้นใหม่ในนิยายเื่นี้ โดยมีฐานะเทียบเท่า ชินอ๋อง (อ๋องขั้นเอก) พระราชทานนาม "เหวิน" เพื่อยกย่องในด้านคุณธรรมและความสามารถทางปกครอง