ไป๋ฝูฉวีเหมือนมดที่อยู่บนหม้อร้อนๆรู้สึกตัวอีกทีด้านหลังก็เป็นเยี่ยนเจาเจาที่เดินใกล้เข้ามาแล้ว ไม่รู้เช่นกันว่านางเอาความกล้ามาจากที่ใดจู่ๆ เท้าของนางก็เกิดลื่น จนซวนเซไปยังทิศทางของหนานหมิงเหอ
นางไม่มีวิธีอื่น มีเพียงการใช้กลยุทธ์นี้เท่านั้น
หนานหมิงเหอไม่ได้ช่วยนางนางจึงตกลงไปในทะเลสาบ นางคิดไม่ถึงเลยว่าหนานหมิงเหอจะเป็นคนประเภทที่เห็นคนจะตายอยู่เบื้องหน้าแล้วไม่คิดช่วยเช่นนี้แต่หากพูดอีกครั้ง แม้ว่านางจะตกลงไปในน้ำจริง ร่างกายเปียกปอนไปด้วยน้ำเสื้อผ้าเนื้อบางเฉียบจนมองเห็นได้ทะลุปรุโปร่ง หนานหมิงเหอจำเป็นต้องรับผิดชอบตัวนาง
หากหนานหมิงเหอช่วยนาง ก็จะถือเป็นการใกล้ชิดกันอย่างเนื้อแนบเนื้อชื่อเสียงของเขาก็จะตกมาอยู่ที่ตัวนาง แม้หนานหมิงเหอไม่ยอมรับ แต่ก็ถือว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีโอกาสสำหรับก้าวต่อไปแล้ว
ความคิดของไป๋ฝูฉวีนั้นสวยงามยิ่งนักแต่คิดไม่ถึงว่าหนานหมิงเหอจะไม่คล้อยตามความคิดของนางเลยสักนิด
ดวงตาของเขาหันมองไปด้านข้าง ไม่ได้ใส่ใจมองนางแต่จดจ้องอยู่ที่เรียวคิ้วที่ยิ่งผูกกันจนเป็นปมของเยี่ยนเจาเจา
เพราะสาเหตุนั้นหนานหมิงเหอจึงถอยหลังกลับไปอีกก้าวไม่สนใจว่าไป๋ฝูฉวีจะล้มลงไป ราวกับมองไม่เห็นนางอย่างไรอย่างนั้น
การตอบสนองของไป๋ฝูฉวีก็รวดเร็วมากเช่นเดียวกันสมองของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมทนต่อสิ่งที่ตัวเองรับไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นคือรังเกียจคนที่เข้ามาจ้องพี่ชายของตนจนตาเป็นมันดังนั้นจึงเอื้อมมือของตนออกไปคิดจะดึงชุดของหนานหมิงเหอทันที
ทว่ามีหรือหนานหมิงเหอจะให้โอกาสนาง?
ความรู้สึกรำคาญใจปรากฏอยู่ที่ระหว่างคิ้วของเขาเบี่ยงตัวไปด้านข้างและเตะหินก้อนหนึ่งออกไป จนโดนเข้าที่บริเวณเอวของไป๋ฝูฉวี
ท่าทีของไป๋ฝูฉวีเหมือนจะไม่ได้แตะโดนชายชุดของหนานหมิงเหอแม้แต่ปลายเล็บความรุนแรงนั้นถึงกับทำให้นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และทำให้นางตกลงไปตามแรงเสียงตกน้ำ “ตูม” ดังขึ้นจากทะเลสาบ
ไป๋ฝูฉวีว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อตกลงไปในน้ำก็ร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายออกมาหนานหมิงเหอโยนคันเบ็ดก่อนเดินจากไป เยี่ยนเจาเจาเผยรอยยิ้มทักทายขึ้น
“ท่านพี่ข้ากลับมาแล้ว”
หนานหมิงเหอเม้มริมฝีปากของตนก่อนเผยรอยยิ้มออกมาดวงตาเย็นชาของเขามองผ่านแผ่นหลังนางไปและหยุดลงยังอานหยางที่เดินตามมา ทว่ากลับไม่ได้แสดงความสนใจใดๆ
“นานจัง”
มันไม่ได้เป็นประโยคคำถาม อานหยางรู้สึกว่าหนานหมิงเหอแค่ต้องการกล่าวโทษตนที่ทำให้เยี่ยนเจาเจามาหาเขาล่าช้า
อานหยางยิ่งรู้สึกว่าน่าประหลาดมากยิ่งขึ้นว่ากันตามหลักการแล้วมีความสัมพันธ์เยี่ยงพี่ชายน้องสาวที่ใดกัน ที่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดอีกทั้งยังมิอาจล่าช้าได้อีก?
ความแปลกประหลาดนี้ทำให้อานหยางมองข้ามไป๋ฝูฉวีที่เพิ่งตกน้ำเมื่อครู่นี้ไปหนานหมิงเหอไม่อยากสนใจ เยี่ยนเจาเจาก็ได้แต่ยืนมอง ไม่มีผู้ใดเต็มใจที่จะช่วยไป๋ฝูฉวี
“ช่วยด้วย... ช่วยด้วย!”
ไป๋ฝูฉวีกระเพื่อมๆ อยู่ในน้ำสำลักน้ำเข้าไปหลายครั้ง ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็ทำให้อานหยางที่จมอยู่ในความคิดมีสติขึ้นมาอย่างตกใจ
“ฝูเอ๋อร์ ข้าจะช่วยเจ้า!”
เรียวคิ้วของอานหยางขมวดเข้าหากันราวกับว่าเขาพูดมันออกมาโดยไม่รู้ตัว
กล่าวตามตรงอานหยางก็มิใช่คนเลวอะไรในมุมหนึ่งเขามิอาจทำตัวเมินเฉยเช่นเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอได้โดยไม่นึกถึงชีวิตคนแม้ว่าอานหยางจะรู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาและไป๋ฝูฉวีไม่ลงรอยกันก็ตาม
เขาเพิ่งจะลงไปในน้ำก็ได้ยินเสียงของหนานหมิงเหอดังขึ้นที่ด้านหลังอย่างเย็นชา “น้ำลึกไม่ถึงเอว นางแค่ยืนขึ้นก็ไม่เป็นไรแล้ว”
หนานหมิงเหอปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือน “เหนียวน้ำหมึกประดุจทอง” อานหยางได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเหมือนจะไม่สบายไปทั้งตัว ราวกับว่าได้ยินอีกเพียงประโยคเดียวก็จะตายอย่างไรอย่างนั้น
อานหยางอยู่ในน้ำและพบว่า หญ้าน้ำที่ปกคลุมอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกแค่เอวเท่านั้น
เขาหันกลับไปมองหนานหมิงเหอด้วยสายตาที่ซับซ้อนซึ่งนั่นทำให้เห็นว่าหนานหมิงเหอลากแขนของเยี่ยนเจาเจาเดินไปแล้ว
อานหยางตกใจไปครู่หนึ่ง แต่แล้วจู่ๆก็รู้สึกว่าตนไม่ได้รู้จักหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาดีพอ
นางและหนานหมิงเหอไม่ได้สนใจชีวิตของไป๋ฝูฉวีเลยแม้แต่น้อยไม่ใช่ว่าไม่มีความเกรงกลัวต่อชีวิต ทว่าไป๋ฝูฉวีผู้นี้แม้แต่ตัวตนในสายตาของพวกเขาก็เป็นได้เพียงฝุ่นในดวงตาเท่านั้น
มันเบาหวิว ไม่จำเป็นต้องสนใจ ไม่มีความสำคัญใดเลย
ยามนี้อานหยางรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวทันที
ดวงตาของอานหยางมองไปยังเยี่ยนเจาเจา
การเดินของนางเป็นจังหวะสม่ำเสมอเมื่อนึกขึ้นในทุกครั้งไม่ว่ายามใดที่ได้เจอนาง ท่าทางการเดินของเยี่ยนเจาเจานั้นดูภูมิฐานยิ่งนักทุกๆ การเคลื่อนไหวดูงดงาม อีกทั้งยังมีกลิ่นอายบางอย่างที่คนธรรมดามิอาจมีได้
กลิ่นอายเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลี้ยงดูบ่มเพาะได้ในหมู่คนธรรมดาทั่วไปอานหยางคิดว่าครั้งก่อนตอนที่ได้เห็นกลิ่นอายนี้ก็เป็นตอนที่ได้บังเอิญเจอกับบุตรสาวของท่านอ๋องในเมืองหยางโจว... มันเป็นกลิ่นอายของสตรีชนชั้นสูงท่วงท่าการเดินไร้ที่ติ เยี่ยนเจาเจาเองก็เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้ดูราบรื่นเท่านาง
กฎเกณฑ์และความภูมิฐานนี้มิใช่สิ่งที่สามารถเลี้ยงให้เป็นได้แต่มันเป็นการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนฝังลึกในกระดูก ยากที่จะลบเลือน
เช่นนั้นเยี่ยนเจาเจาเป็นสตรีที่ถูกเลี้ยงมาในหมู่คนธรรมดาจริงๆหรือ?
จิตใจของอานหยางเลื่อนลอย
ดูเหมือนว่าเขายังอยู่ที่เดิมเมื่อเห็นแผ่นหลังของเยี่ยนเจาเจาค่อยๆ หายไป ก็ทำให้เขาคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่าง
แน่นอนว่าเขารู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองซูโจวเมื่อปีก่อนๆ
ตระกูลหยวนที่มั่งคั่งรุ่งเรืองในวันวานครึ่งปีหลังที่เด็กทั้งสองกลับมาก็มีแต่ความอลหม่าน ชื่อเสียงฉาวโฉ่
นายหญิงใหญ่ที่โดนน้องชายสามีเตะจนตายหยวนอีเฉี่ยวขโมยของจวนอ๋องและฆ่าคนหยวนหยางฮุยโดนข้อหาบังคับให้หญิงสาวค้าประเวณี หยวนเอ๋อถูกเนรเทศ หยวนหมินแขวนคอตายตระกูลหยวนถูกแบ่งออกเป็นสามฝ่าย อายุน้อยเพียงนี้แต่ก็ได้เป็นนายหญิงที่ถูกขับออกจากจวน...
เรื่องราวมากมายแต่ดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดที่จบดีสักเรื่อง
แน่นอนว่ามีคนบอกว่าทั้งสองคนเป็นลางร้ายทำให้ตระกูลหยวนต้องพบกับหายนะ เรื่องเดียวอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญแต่พอหลายเรื่องเข้าก็ไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว พึงรู้ไว้ว่าสรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์กำหนด
สรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์กำหนด
เป็นพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
อานหยางไม่อยากเชื่อ แต่ก็มีความกลัวอย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างมิอาจควบคุมได้
“ศิษย์พี่หยาง ช่วย...ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
เท้าของไป๋ฝูฉวีโดนพืชน้ำพันจนแน่นเมื่อรวมกับความกลัวที่ล้นอกจึงทำให้นางมิอาจได้ยินประโยคที่หนานหมิงเหอกล่าวเมื่อครู่ในใจจึงได้คิดว่าตนกำลังจะตาย เท้ายังคงตีน้ำโครมครามจนทำให้ผู้คนที่อยู่ไม่ไกลชี้มือชี้ไม้
สติของอานหยางกลับมาเขาตรงเข้าไปหาอย่างอกสั่นขวัญแขวน พร้อมกับดึงร่างไป๋ฝูฉวีออกมาจากกลุ่มพืชน้ำ
ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างดีของไป๋ฝูฉวีตอนนี้ได้หายไปหมดแล้วเรือนผมก็เปียกจนติดอยู่กับใบหน้า ความยุ่งเหยิงของมันทำให้เห็นรอยแผลเป็นยาวที่อยู่บนแก้มของนาง
อานหยางเข้าใกล้มากยิ่งขึ้นภายในแววตาของเขาแอบปรากฏร่องรอยรังเกียจเอาไว้... รอยแผลนั้นทั้งน่าเกลียดทั้งบิดเบี้ยวแม้ว่าจะใช้ตัวยาที่ดีสักเพียงใด แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ช่วยให้ดูดีขึ้นได้
ไป๋ฝูฉวีเห็นก้นบึ้งของความรังเกียจในแววตาของเขาอย่างชัดเจนฟันกัดเข้าหากันจนแน่น แต่ก็มิอาจแสดงความโกรธแค้นออกมาบนใบหน้าได้
แน่นอนว่านางไม่ได้ชอบอานหยางแล้วในใจของนาง อานหยางเป็นเพียงเครื่องมือในการเหยียบย่ำผู้อื่นเท่านั้น
ก่อนที่จะได้เจอกับหนานหมิงเหอนางก็คิดว่าอานหยางเป็นของดีแต่เมื่อได้พบกับหนานหมิงเหอ อานหยางก็เป็นแค่ของที่น่าเบื่อกองหนึ่งเท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่ไป๋ฝูฉวียังคงต้องการของที่น่าเบื่อชิ้นนี้อยู่ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงอยู่ใกล้ตัวอานหยางอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน “ขอบคุณศิษย์พี่หยางที่ช่วยข้านะเจ้าคะ”นางกล่าวพร้อมเสียงสะอื้น
อากาศในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วงยังคงร้อนอยู่ชุดของไป๋ฝูฉวีไม่ได้หนา ชุดเบื้องล่างเมื่อโดนน้ำก็เหมือนกับโปร่งแสงเมื่อเปียกผ้าเหล่านั้นก็แนบไปกับร่างกายทำให้สามารถมองเห็นรูปร่างของหญิงสาวได้อย่างอ่อนช้อยละเอียดลออ
อานหยางไม่รู้ว่าไป๋ฝูฉวีตกใจกลัวหรือเปล่านางกอดร่างของเขาเอาไว้แน่น ร่างกายมากกว่าครึ่งอยู่บนตัวของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่สงวนอันหอมละมุนของหญิงสาว มันแนบสนิทอยู่กับหน้าอกของอานหยางจนไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อย
สัมผัสมันนิ่มไปหมดจังหวะหัวใจก็เต้นรัวประดุจเสียงกลอง
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เดิมทีมือของอานหยางวางอยู่ตรงช่วงเอวของไป๋ฝูฉวีเพื่อจะรั้งนางให้ลงมาแต่ยามนี้มือถูกยกออกราวกับโดนไฟลวกก็มิปาน
แน่นอนว่าอานหยางเคยผ่านเรื่องนี้มาก่อนเดิมทีเขามีการหมั้นหมายกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ ทางตระกูลก็ได้จัดการหาสาวใช้ต้นห้องที่เป็นงานมาให้ย่อมรู้แล้วว่าความสัมพันธ์ของชายหญิงมีรสชาติแบบใด
คนสองคนแนบชิดกันความร้อนและความเย็นจากทะเลสาบเกี่ยวพันเป็นหนึ่ง ความขัดแย้งนี้ทำให้มือเท้าทั้งสี่หมดกำลังและยังร้อนรุ่มราวกับไฟ
ลมหายใจของอานหยางหนักขึ้นแต่หลักการยังคงอยู่ ออกแรงที่มืออย่างเต็มที่เพื่อดึงร่างของไป๋ฝูฉวีขึ้นมา
ตัวของเขาเปียกไปหมด ช่างตกในที่นั่งลำบากเสียจริงแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังถอดเสื้อคลุมของตนไปคลุมร่างของไป๋ฝูฉวีเอาไว้
“รีบกลับเถอะหากเป็นหวัดจะไม่ดีเอา”
อานหยางไม่ได้มองไป๋ฝูฉวีที่ขดตัวเป็นก้อนเพราะความหนาวแน่นอนว่าเขาไม่ได้มองส่วนที่น่ามองนั้นของนางด้วย
ในใจของเขากระวนกระวายยิ่งนักบนมือยังคงมีกลิ่นหอมของหญิงสาวติดอยู่ทว่าในใจกลับคิดถึงแววตาของเยี่ยนเจาเจาที่มองมาเมื่อครู่นี้ จู่ๆก็เกิดอาการเวียนศีรษะ จึงวางร่างของไป๋ฝูฉวีเอาไว้ด้านหลัง
ไป๋ฝูฉวีทรุดลงบนพื้น บนร่างคลุมทับด้วยเสื้อคลุมของอานหยางไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าอานหยางจะทิ้งนางเอาไว้ตรงนี้
เมื่อครู่นางยังมีความสุขที่ได้เห็นการกระทำเช่นนั้นของอานหยางที่มีต่อตนแต่ตอนนี้หัวใจราวกับตกลงไปในน้ำจนหนาวเย็นไปทั่วทั้งใจ
บัณฑิตที่อยู่ด้านหลังหัวเราะเหยียดหยันราวกับว่านางมิรู้จักยางอายทั้งเสียงกระซิบกระซาบหวีดหวิวดังก้องมา ทำให้นางอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีซีดลงนางกอดชุดที่ห่มร่างกายไว้แน่นก่อนจะวิ่งหนีเตลิดออกไป
เรื่องตลกนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เยี่ยนเจาเจาใส่ใจนางและหนานหมิงเหอเดินไปที่อื่นเพื่อหาอะไรเล่นแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง
ศึกของเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีมาถึงแล้วด้วยเหตุนี้เยี่ยนเจาเจาจึงรายงานชื่อเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจึงไปยังสถานที่แข่งวาดภาพก่อนเวลา
สถานที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีบนโต๊ะมีพู่กัน น้ำหมึก กระดาษ ทั้งซ้ายขวามีโต๊ะรวมแล้วประมาณสิบตัวสามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้สิบคน
ในครั้งนี้มีผู้ลงชื่อเข้าร่วมการวาดภาพเพียงสิบคนบรรดานั้นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีผู้คนส่วนใหญ่ที่มาชมก็อยากชมว่าอดีตสหายรักคู่นี้จะทำสงครามในรูปแบบใดกัน
ความอับอายที่เกิดขึ้นเมื่อวานของไป๋ฝูฉวีได้รับการเก็บกวาดไปหมดแล้ววันนี้ได้กลายเป็นดอกบัวดอกหนึ่งที่เพิ่งพ้นจากโคลนแต่ไม่เปื้อนดินอย่างไป๋ฝูฉวี
เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ปีนี้นางตรากตรำทุ่มเทเพื่อการเรียนอย่างหนัก แม้นางจะยังคงมีน้ำมีเนื้ออยู่ แต่ก็ดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดและถึงมิได้แต่งตัว ทว่ากลับดูใจกว้างและสดใสมากขึ้น
ไป๋ฝูฉวีเดินทางมาพร้อมอานหยางอาจเพราะมันเป็นการตั้งใจ สายตาของนางจึงจดจ้องไปยังเฉินเหลียนเอ๋อร์ ทว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์มิได้ตกหลุมพรางของนางเพียงส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา จากนั้นก็เบี่ยงหน้าออกไปอย่างเฉยเมย
หัวข้อในการวาดรูปครั้งนี้เป็นความเห็นชอบจากทุกคนนั่นก็คือวาดภาพสาวงาม