ตอนที่ 9 จูงมือ
“เธอสวยจริงๆ~” ขณะที่เจียงฉือกำลังก้มหน้าก้มตาเดินอยู่ก็บังเอิญได้ยินเสียงกระเซ้าของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากในตรอกเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไป เหตุการณ์ตรงหน้าก็ปรากฏต่อสายตาในตรอกเล็กๆ นั้นมีวัยรุ่นคนหนึ่งที่สวมแจ็กเกตหนังสีดำและใส่ต่างหูกำลังจูบอยู่กับหญิงสาวผมแดงที่ถูกดันติดกำแพงอย่างดูดดื่มเร่าร้อนซึ่งหญิงสาวเองก็ตอบสนองกลับไปอย่างถึงใจไม่แพ้กัน
เจียงฉือใมาก เนื่องด้วยอุปนิสัยของเขาเป็เหตุให้ชาติก่อนเขาโสดสนิทั้แ่ออกมาจากท้องแม่จนกระทั่งอายุยี่สิบเจ็ด แม้แต่มือของผู้หญิงเขาก็ยังไม่เคยจับเลยสักครั้ง
“เป็อะไรไป” กู้ชวนเห็นเจียงฉือไม่เดินตามมา จึงหันมาถาม
ผู้ชายในตรอกถูกเสียงพูดขัดจังหวะอย่างกะทันหันจึงหยุดการกระทำลง ก่อนจะหันหน้ามองมาทางเจียงฉือ
เจียงฉือไม่ได้ยินเสียงของกู้ชวนและยังคงจ้องมองอย่างอึ้งงันอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มถูกดวงตาใสกระจ่างของเด็กหนุ่มจับจ้องจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันเล็กน้อย เลยยักคิ้วให้เขาอย่างหยอกล้อ
ขณะที่เจียงฉือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีก็มีมือเรียวยาวเย็นเฉียบข้างหนึ่งเอื้อมมาปิดตาทั้งสองข้างที่เบิกกว้างของเขาเอาไว้กู้ชวนมองไปยังชายหนุ่มในตรอกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่วนมืออีกข้างก็ดึงเขาออกไปอีกทาง
“น่าสนใจ~” ชายในตรอกมองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่ห่างออกไปพลางยิ้มร้ายก่อนจะผลักหญิงสาวในอ้อมแขนที่ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมออกไปด้วยความรังเกียจ เพราะการกระทำนั้นของชายหนุ่มหญิงสาวจึงเบะปากอย่างน้อยใจ เผยให้เห็นท่าทางที่สามารถทำให้ใจคนอ่อนยวบ และเกิดความรู้สึกรักใคร่ทะนุถนอมได้แต่ชายหนุ่มทำราวกับมองไม่เห็นมัน เขาเดินจากไปโดยที่ไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่นิดเดียว
ด้วยเหตุนี้เจียงฉือเลยถูกกู้ชวนจูงมือมาตลอดทางโดยที่ััเย็นๆ นั้นทำให้รู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด
…
“ฉันบอกแล้วไงคะ คุณพ่อจะมารออยู่ตรงนี้เพื่ออะไรกัน เด็กนั่นน่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะไปเถลไถลมั่วสุมอยู่ที่ไหนแล้วก็ได้”ขณะที่เดินเกือบจะถึงหน้าประตู เจียงฉือก็ได้ยินเสียงเหน็บแนมถากถางของโจวลี่ผู้เป็แม่เลี้ยง
เจียงฉือรีบชักมือของตนออกจากมือของกู้ชวน“กู้ชวน ขอบใจนายมากนะที่มาส่งฉัน นายเองก็รีบกลับไปได้แล้ว ระหว่างทางก็ระวังด้วยนะ!” เจียงฉือยิ้มให้กู้ชวนพลางโบกมือก่อนจะเดินเข้าบ้าน “ปู่ครับ ผมกลับมาแล้ว”
กู้ชวนมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าััอบอุ่นนั้นคล้ายยังหลงเหลืออยู่กลางฝ่ามือ ทำให้จิตใต้สำนึกของเขาอยากจะคว้ามันไว้ให้แน่น
ทว่าผ่านไปไม่นาน ฝ่ามือของเขาก็ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความหนาวเย็น กู้ชวนขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย
ตกกลางคืน เจียงฉือนอนอยู่บนเตียงแคบเล็กครึ่งหนึ่งของใบหน้าถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มสักหลาดที่ซักจนขาวสะอาด เขาหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่กู้ชวนจูงมือตนเองรอยยิ้มที่เผยออกมาจากดวงตาใสกระจ่างสีดำเข้มของเขาเป็ประกายราวกับดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน…
อีกด้านหนึ่ง กู้ชวนกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำชุดนอนสีดำของเขาถูกผมที่เปียกชุ่มหยดซึมจนเปียกชื้น มันแนบติดกับผิวแน่นจนเผยให้เห็นลายเส้นสวยสมบูรณ์แบบ
เขาเอนตัวลงบนโซฟา มองแบบแปลนสถาปัตยกรรมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีในคอมพิวเตอร์นิ้วเรียวยาวพรมลงไปบนคอมพิวเตอร์ สายตาลึกซึ้งสะท้อนภาพร่างอย่างชัดเจน
กระทั่งกู้ชวนวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เขียนอักษรตัวพิมพ์ใหญ่เอาไว้ที่ด้านล่างขวาของแบบแปลนว่า ‘GU’ ก่อนจะคลิกส่ง
แล้วอยู่ๆ กู้ชวนก็นึกอะไรขึ้นมาได้เขาหยิบกระดาษสีขาวและดินสอขึ้นมาบนโต๊ะ ก่อนจะวาดเส้นทีละเส้นๆ ไม่นานนักก็ปรากฏเป็ภาพร่างของเด็กชายคนหนึ่งใบหน้าหล่อเหลาที่เดิมทีเ็าเฉยเมยพลันปรากฏรอยยิ้มที่พบเห็นได้ยากขึ้น
…
“คุณชายสวี่ หาพบแล้วครับ” ในห้องรับรองพิเศษที่มืดทึบชายคนหนึ่งที่มีสีหน้าประจบสอพลอยื่นเอกสารในมือส่งให้เด็กหนุ่มในเสื้อแจ็กเกตหนังที่นั่งอยู่บนโซฟา
“อือ” เด็กหนุ่มวางแก้วเหล้าที่โคลงไปมาในมือลงแล้วเอื้อมไปหยิบเอกสารตรงหน้า
…
หลายวันต่อมา เจียงฉือสังเกตเห็นว่ากู้ชวนมักจะมากินข้าวในร้านที่ตนทำงานอยู่และมักจะสั่งบะหมี่เนื้อ บางครั้งที่เจียงฉือกินอิ่มแล้ว และไม่ได้คีบเนื้อในชามออกมากินอีกฝ่ายก็จะคีบส่งให้เขาด้วยตัวเอง เจียงฉือกินจนแทบจะอ้วกออกมาอยู่แล้ว
ตอนเที่ยง พอบริกรเห็นกู้ชวนมาก็แจ้งไปทางครัวทันทีว่า “พ่อครัว บะหมี่เนื้อชามหนึ่ง”
“โอ๊ะๆ พี่หวัง…ไม่ครับ วันนี้เขาไม่กินบะหมี่เนื้อแล้ว”เจียงฉือรีบห้าม ก่อนจะวิ่งไปตรงหน้าเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยว่า “วันนี้พวกเราจะไม่กินบะหมี่เนื้อแล้ว เรามาซดซุปซี่โครงกันแทนดีกว่า”
ไม่รอให้กู้ชวนตอบรับ เขาก็วิ่งเข้าไปบอกในครัวว่าเอาซุปซี่โครงสองชาม
ผลสุดท้ายเด็กหนุ่มก็คีบซี่โครงในชามของตัวเองมาใส่ไว้ในชามของเขาด้วยความเคยชินอยู่ดี
“กู้ชวน นายไม่ชอบกินเนื้อเหรอ” เจียงฉือถาม
“ชอบ” เด็กชายยังคงพูดน้อยและสั้นเช่นเดิม แต่มือก็ยังไม่หยุดการกระทำ
“งั้นนายก็กินเองเถอะ นายดูสิ หลายวันมานี้ฉันกินเยอะจนอ้วนไปหมดแล้ว”เจียงฉือบีบหน้าตัวเองพลางเอ่ยอย่างจนใจ
กู้ชวนมองใบหน้าที่เดิมทีผอมซูบและเหลืองเหมือนเทียนไขซึ่งบัดนี้ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ขาวเปล่งปลั่งมีเืฝาด ก็พูดขึ้นเบาๆ ว่า “ดูดี”ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“ฮะ อะไรนะ” เจียงฉือที่ก้มหน้าก้มตากินอยู่ได้ยินคำพูดเขาไม่ค่อยชัดจึงเอ่ยถามขึ้น
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ตอบ แต่ซดซุปคำเล็กๆในชามแทน
เจียงฉือเห็นว่าเขาไม่สนใจตนก็ไม่ได้รู้สึกเก้อเขินอะไร อาจเพราะชินแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าเื่ที่น่าสนใจบางอย่างให้เขาฟัง
ตอนแรกๆ เจียงฉือเองก็เล่าบ้างแต่กู้ชวนดูไม่ค่อยจะสนใจเท่าไรนัก ตอนนี้มีบางครั้งที่กู้ชวนตอบกลับมาบ้างสองสามประโยคทว่าเท่านี้ก็ทำให้เจียงฉือรู้สึกดีใจมากแล้ว ดังนั้นเมื่อเขายิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เจียงฉือจึงพูดไม่หยุดกู้ชวนเองก็ฟังอย่างตั้งใจ เวลาจึงผ่านไปเร็วมาก ตกบ่ายทั้งสองคนก็กลับโรงเรียนด้วยกันหวังฉิงเองก็เห็นภาพเช่นนี้บ่อยจนชินตา ถึงแม้จะยังมีคนวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ทั้งสองคนก็ไม่เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/2950e7d742c903d7a687d9b0ce2dfde8