บทที่ 10 องค์จักรพรรดิ บารมีเหนือแผ่นดิน
ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่าของวังหลวง บรรยากาศหนักอึ้งด้วยกลิ่นอายของอำนาจ เสาค้ำสูงตระหง่านแกะสลักลวดลายัเลื้อยพันราวกับมีชีวิต ผ้าม่านสีแดงชาดปักดิ้นทองห้อยระย้าต้องแสงอาทิตย์จากหน้าต่างบานสูง เปล่งประกายเจิดจ้า
บนบัลลังก์ัอันสูงส่งเหนือขั้นบันไดทองคำ องค์จักรพรรดิประทับอยู่ด้วยอิริยาบถสง่าผ่าเผย พระพักตร์เคร่งขรึมแฝงด้วยความสุขุม พระเนตรคมกริบจับจ้องทุกสิ่งรอบกายราวกับสามารถมองทะลุความคิดของทุกผู้คน พระเกศาดำขลับมุ่นเกล้าไว้ใต้พระมงกุฎั ทรงฉลองพระองค์ไหมทองปักลวดลายเก้าัล้อมด้วยคลื่นเมฆวิจิตร แสดงถึงพระอำนาจที่ครอบคลุมทั่วแผ่นดิน
ทางด้านซ้ายของพระองค์ ฮองเฮาประทับอยู่ในอาภรณ์งามวิจิตรปักลายหงส์ สวมกวานทองคำประดับไข่มุก พระนางแม้มีรอยยิ้มบนพระพักตร์ แต่ดวงตากลับแฝงแววเฉียบคม พิจารณาทุกสิ่งรอบกายด้วยความเฉลียวฉลาด
ด้านขวาขององค์จักรพรรดิ องค์ไทเฮาประทับอยู่บนพระเก้าอี้งาช้างแกะสลักประณีต แม้พระชนม์มายุล่วงเลย แต่ยังคงความงามสง่าไว้ได้อย่างดี พระนางทรงอาภรณ์เรียบหรู แต่สูงค่า พระเนตรที่ทอดมองเหล่าขุนนางและองค์ชายเต็มไปด้วยประสบการณ์และความลึกล้ำ แม้ไม่ตรัสคำใด แต่บรรยากาศรอบพระองค์กลับเต็มไปด้วยอำนาจที่มิอาจละเลย
กลางท้องพระโรง องค์รัชทายาทยืนสงบนิ่งด้วยอาภรณ์แดงปักัห้ากรงเล็บ พระพักตร์คมคายแต่เยือกเย็น บรรยากาศรอบกายเคร่งขรึม สะท้อนถึงบุคลิกของผู้ที่ถูกฝึกฝนให้เป็จักรพรรดิองค์ต่อไป
ขุนนางฝ่ายบุ๋นในอาภรณ์สีน้ำเงินแก่และขุนนางฝ่ายบู๊ในเกราะประดับลายัยืนเรียงราย แยกเป็สองฝั่งตามลำดับขั้นศักดิ์ เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเบา ๆ เมื่อบุคคลที่ทุกคนต่างรอคอยปรากฏตัว
หลี่เฟยเทียน หรือองค์ชายเก้า ฉีตงหยาง ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงโดยมี หลี่จูเอ๋อ หรือ หลี่กงกง หัวหน้าขันทีนำทาง
“องค์ชายเก้าเสด็จเข้าเฝ้า!”
เสียงขันทีประกาศก้องกังวาน ท้องพระโรงที่เคยมีเสียงกระซิบแ่เบาสงัดลงทันที
หลี่เฟยเทียนก้าวเข้าไปอย่างสงบ แม้ในใจจะหนักอึ้ง แต่สีหน้ากลับเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
ทางด้านฮองเฮา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลี่เฟยเทียน เสี้ยวหนึ่งของรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมุมพระโอษฐ์ ทว่ากลับแฝงด้วยเลศนัย ส่วนองค์ไทเฮาทอดพระเนตรเขาด้วยสายตายากจะคาดเดา
องค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน ยืนกอดอกอยู่ด้านข้างองค์รัชทายาท ดวงตาฉายแววเย้ยหยันเล็กน้อย
หลี่เฟยเทียนมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยสายตานิ่งสงบ ก่อนจะก้าวไปคุกเข่าตรงหน้าบัลลังก์ั
"ตงหยาง ถวายพระพรเสด็จพ่อ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี"
เสียงของเขาดังกังวานก้องทั่วท้องพระโรง ทุกสายตาจับจ้องมายังบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็เพียงองค์ชายเสเพล ถูกขับไล่ออกจากวังหลวง แม้มีพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้า แต่กลับใช้เวลาเนิ่นนานกว่าองค์ชายคนอื่นๆ
องค์จักรพรรดินั่งตระหง่านบนบัลลังก์ัสีทอง สายพระเนตรคมกล้ากวาดมองทั่วท้องพระโรง เสียงพระสุรเสียงเยือกเย็นแต่ทรงอำนาจเปล่งออกมา
"ตงหยาง เ้าเดินทางถึงเมืองหลวงล่าช้าไปหลายเดือน นี่คิดจะขัดพระบรมราชโองการหรือไม่?"
ฉีตงหยาง หรือหลี่เฟยเทียน ก้าวออกมาคุกเข่ากลางท้องพระโรง ก้มศีรษะคารวะก่อนทูลด้วยเสียงหนักแน่น
"ฝ่าา ทรงพระเมตตา หม่อมฉันมิได้ตั้งใจขัดพระบรมราชโองการ เพียงแต่ระหว่างเดินทางมุ่งหน้ามายังเมืองหลวง หม่อมฉันเกิดล้มป่วยกะทันหัน อาการหนักจนไม่อาจเดินทางต่อได้ จึงต้องพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน เมื่อละทิ้งชีวิตไม่ได้ หม่อมฉันจึงต้องรอให้หายดีเสียก่อน แล้วจึงรีบเร่งเดินทางเข้าวังโดยมิได้รั้งรอ"
สิ้นคำกล่าวของฉีตงหยาง ท้องพระโรงกลับเงียบกริบ ก่อนจะถูกขัดด้วยเสียงหัวเราะเยาะของบุรุษผู้หนึ่ง
"หึ! คำกล่าวของเ้าช่างฟังดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก"
องค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน ก้าวออกมาพลางแค่นเสียงแสยะยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ก่อนจะกล่าวขึ้น
"ข้ากลับได้ยินเื่เล่าอีกแบบหนึ่งจากชาวเมืองเจียวตงว่า เ้าหายตัวไปเสียนานเพราะมัวแต่เที่ยวเตร่เสเพล ขลุกอยู่ในหอนางโลม สำเริงสำราญกับสตรีทั้งคืน บ้างก็ว่าเ้าเล่นพนันจนหมดเนื้อหมดตัว จนต้องซุกซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง"
เสียงของฉีเฟยเจินแม้จะดูสัพยอก แต่ทุกคำล้วนเต็มไปด้วยการดูแคลนและจงใจป้ายสี หลี่เฟยเทียน หรือฉีตงหยางเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น แม้จะอยากตอบโต้แต่ในใจรู้ดีว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สนามต่อสู้ของคำพูด หากเอ่ยวาจาพลั้งเผลอเพียงนิดเดียว อาจกลายเป็ข้อผิดพลาดร้ายแรงได้
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรมองทั้งสองพระโอรสก่อนตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความเยือกเย็น
"เื่นี้เป็ความจริงหรือไม่ ตงหยาง?"
หลี่เฟยเทียน ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"ฝ่าา คำกล่าวขององค์ชายรองหาใช่ความจริงไม่ หม่อมฉันเดินทางออกจากเมืองเจียวตงโดยมิได้รั้งรอ ทว่าโชคร้ายเกิดล้มป่วยกะทันหันจนไม่อาจเดินทางต่อได้ เมื่ออาการดีขึ้น หม่อมฉันก็มิได้ชักช้า รีบมุ่งตรงเข้าสู่เมืองหลวงโดยพลัน"
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ
"ส่วนคำล่ำลือที่ว่า หม่อมฉันเที่ยวเตร่เสเพล ขลุกอยู่หอคณิกาหรือเล่นพนันจนหมดเนื้อหมดตัว เห็นทีคงเป็เพียงคำกล่าวของผู้ไม่ประสงค์ดีที่้าทำลายชื่อเสียงของหม่อมฉันเท่านั้น"
ฉีเฟยเจินแค่นหัวเราะ ก่อนกล่าวเสียงเย้ยหยัน
"หึ! เ้ากล่าวอ้างว่ามีผู้้าทำลายชื่อเสียงของเ้า? เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใด้ากลั่นแกล้งเ้ามาก่อน หรือว่าเ้า้ากล่าวอ้างลอย ๆ เพื่อลบล้างความผิดของตัวเองกันแน่?"
ฉีตงหยางหันไปมององค์ชายรอง ดวงตาคมล้ำลึกแต่ยังคงรักษาท่าทีสงบ ก่อนจะกล่าวเสียงราบเรียบ
"องค์ชายรองทรงกล่าวเช่นนี้ หม่อมฉันก็จนใจ มิอาจห้ามความคิดของผู้ใดได้ หากฝ่าาไม่ทรงเชื่อ หม่อมฉันก็พร้อมให้มีการตรวจสอบ หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง"
ท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ เหล่าขุนนางฝ่ายหนึ่งรีบก้าวออกมาโค้งคำนับก่อนกล่าว
"ฝ่าา แม้องค์ชายเก้าจะกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง แต่ชื่อเสียงของพระองค์ในเมืองเจียวตงนั้นเป็ที่โจษจันมานาน เห็นทีจะต้องให้มีการตรวจสอบให้แน่ชัด"
"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!"
ขุนนางอีกหลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พลางแสดงท่าทีเข้าข้างฉีเฟยเจิน
ฉีตงหยางยังคงสงบนิ่ง มองดูเหล่าขุนนางที่พากันออกหน้าราวกับวางแผนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในขณะที่ความเห็นในท้องพระโรงเริ่มโน้มเอียงไปทางองค์ชายรอง ฉีเฟยเจินมีสีหน้าภาคภูมิใจ ดวงตาฉายแววแห่งชัยชนะ
แต่ทว่า ท่ามกลางเหล่าขุนนางที่กำลังกล่าวถ้อยคำสนับสนุนฉีเฟยเจิน องค์รัชทายาทผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์กลับคงท่าทีสงบ ไม่กล่าวคำใดออกมาแม้แต่น้อย
ดวงเนตรของพระองค์ทอดมองสถานการณ์ที่ดำเนินไปโดยมิได้แสดงออกถึงความเห็นใด ๆ ทำให้ฉีตงหยางลอบสังเกตด้วยความเงียบงัน
'หรือว่าองค์รัชทายาทจะมีจุดยืนที่ต่างออกไปจากองค์ชายรอง?'
องค์จักรพรรดินั่งบนบัลลังก์ั ทรงทอดพระเนตรเหล่าขุนนางที่กำลังส่งเสียงเอะอะโวยวาย พลันยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย สงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
ท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยเสียงวุ่นวายพลันเงียบกริบทันที!
ท้องพระโรงเงียบกริบหลังจากองค์จักรพรรดิทรงยกพระหัตถ์ขึ้น ดวงเนตรที่ลึกล้ำและเปี่ยมด้วยอำนาจกวาดมองเหล่าขุนนางและองค์ชายทั้งหลายด้วยความขุ่นเคือง
"พวกเ้าคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าการเรียกเข้าเฝ้าในวันนี้หาใช่เพื่อตัดสินข้อพิพาทระหว่างองค์ชายไม่"
สุรเสียงทรงอำนาจแฝงไปด้วยโทสะ ทำให้ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะลงต่ำ
"หรือพวกเ้าคิดว่าเื่ของแคว้นฉู่ หาใช่เื่เร่งด่วน? ทูตแคว้นฉู่เดินทางมาถึงเมืองหลวงั้แ่สามสี่เดือนก่อน และพวกมันรอให้พวกเราส่งผู้ไปประลอง หากเรายังหาผู้รับมือไม่ได้ แล้วหน้าตาของแคว้นฉีจะเป็อย่างไร!"
บรรยากาศหนักอึ้งในพริบตา เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างเงียบกริบ ส่วนขุนนางฝ่ายบู๊ก็ก้มหน้านิ่ง มิอาจเอ่ยสิ่งใดได้
หนึ่งในขุนนางาุโค่อย ๆ ก้าวออกมา ประสานมือโค้งคำนับก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ฝ่าา... พวกเราหามิได้เพิกเฉยต่อเื่นี้ เพียงแต่แม่ทัพแคว้นฉู่ที่เดินทางมาพร้อมกับทูตครั้งนี้มีฝีมือสูงส่งนัก บุคคลที่เราส่งไปทดสอบฝีมือก่อนหน้านี้ต่างพ่ายแพ้ยับเยิน"
"หึ!"
องค์จักรพรรดิแค่นเสียงเ็า ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงทรงพลัง
"น่าอับอาย! พวกเ้าทั้งหมดล้วนเป็ขุนนางของแคว้นฉี เป็ขุนศึกของแผ่นดินนี้ แต่กลับไม่สามารถหาผู้ที่คู่ควรไปต่อกรกับแคว้นฉู่ได้เลยหรือ?"
ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างนิ่งเงียบ มิอาจเอื้อนเอ่ยคำใด
องค์จักรพรรดิหันไปมององค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน
"องค์ชายรอง เ้าเป็ผู้มากฝีมือในกระบี่มิใช่หรือ? หรือจะบอกว่าฝีมือของเ้าก็ยังมิอาจรับมือแม่ทัพแคว้นฉู่ได้?"
ฉีเฟยเจินสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันค้อมกาย
"หม่อมฉัน... ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันเคยลองประมือกับแม่ทัพผู้นั้นแล้ว..."
"แล้วผลลัพธ์เป็อย่างไร?"
องค์จักรพรรดิเอ่ยถามพลางจ้องพระโอรสด้วยสายตาคมกริบ
ฉีเฟยเจินเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนกล่าวเสียงเบา
"หม่อมฉันพ่ายแพ้พ่ะย่ะค่ะ..."
ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
องค์จักรพรรดิทอดถอนพระปัสสาสะ ดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองมองไปยังเหล่าขุนนาง
"แคว้นฉีของเรามิได้ขาดแคลนบุรุษผู้กล้า แล้วเหตุใดถึงไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับแคว้นฉู่ได้เลย!?"
องค์จักรพรรดิทรงกวาดสายพระเนตรมองทั่วทั้งท้องพระโรง ก่อนที่พระองค์จะหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วหันไปมองฉีตงหยาง
"ฉีตงหยาง เ้ากล่าวว่าร่างกายเ้าแข็งแรงดีแล้ว เช่นนั้น... เ้าสามารถเข้าร่วมการประลองได้หรือไม่?"
ทุกสายตาในท้องพระโรงพลันหันขวับมาทางฉีตงหยางทันที!
“ฉิบหายล่ะสิ…”
หลี่เฟยเทียน รำพึงในใจ
“...นี่เรียกเข้าวังมาเพื่อเื่นี้หรือ คนเก่งคนกล้ามันหายไปไหนกันหมด แคว้นฉู่มันเก่งขนาดนั้นเลยหรือ ในประวัติศาสตร์ที่รู้มา แคว้นนี้ มันก็เอาเื่อยู่ ขับเคี่ยวกับแคว้นฉินมาตลอด ทำไมมันไม่ไปรบกับแคว้นฉิน แต่ดันมารุกรานกับแคว้นฉี”
ท้องพระโรงเงียบสงัด หลังจากองค์จักรพรรดิทรงมีพระราชดำรัสกับฉีตงหยาง ทุกสายตาจับจ้องมายังองค์ชายเก้า ซึ่งยืนอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้มิใช่เื่ล้อเล่น หากพ่ายแพ้ นั่นหมายถึงความเสื่อมเสียของแคว้นฉี รวมถึงอนาคตของตนเองที่อาจถูกเหยียบย่ำยิ่งกว่าที่เป็อยู่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยคำใดออกมา เสียงเย้ยหยันจากองค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน ก็ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
"หึ! กระหม่อมเองฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เยาว์วัย ศึกษาทั้งวิชากระบี่ มวยมือเปล่า กระทั่งศิลปะการรบ ยังไม่อาจรับมือแม่ทัพแคว้นฉู่ได้…"
ฉีเฟยเจินแค่นเสียงหัวเราะ
"...แล้วเ้าล่ะ ตงหยาง? เ้าคิดว่าฝีมือของเ้า เทียบเคียงข้าได้หรือ? หรือว่าเ้าจะใช้วิชาการต่อยตีตามข้างถนนของเ้าสู้กับแม่ทัพแคว้นฉู่? ..."
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของขุนนางบางส่วนดังขึ้น ฉีตงหยางกำมือแน่น เขาไม่ได้โต้ตอบในทันที แต่เพียงปรายตามองฉีเฟยเจินเล็กน้อย
"...หรือเ้าจะบอกว่า เ้าจะไปประลองกับแม่ทัพแคว้นฉู่จริง ๆ ? ..."
ฉีเฟยเจินพูดต่อ
"...เ้าจะใช้หมัดต่อยพวกมันรึ? หรือจะคิดหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วให้ศัตรูพลาดพลั้งล้มลงเอง?"
ฉีตงหยางก้าวเข้ามา น้อมรับพระบัญชา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หม่อมฉัน ขอน้อมรับพระราชโองการ หากพระองค์ทรงมีรับสั่งให้กระหม่อมสู้ กระหม่อมก็จะสู้!"
"ช่างโอหังนัก! ช่างไม่รู้กำลังตน"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝั่งสตรีที่เงียบมานาน ฮองเฮา ผู้เป็พระมารดาของฉีเฟยเจิน ทรงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงไว้ด้วยการดูแคลน
"เ้าเป็องค์ชายก็จริง แต่ั้แ่เยาว์วัยก็เอาแต่เสเพล เที่ยวเตร่อยู่เมืองชายแดน เช่นนี้หรือที่คิดว่าตนเองจะเป็ตัวแทนของแคว้นฉี? เ้ามิรู้หรือว่าหากแพ้ เราจะต้องสูญเสียถึงเมืองชายแดน?"
"หม่อมฉันทราบดีพ่ะย่ะค่ะ…"
ฉีตงหยางตอบกลับไป
"...และเพราะรู้เช่นนั้น หม่อมฉันจึงยอมรับการประลองครั้งนี้ มิอาจปล่อยให้เกียรติของแคว้นฉีต้องมัวหมอง"
"หึ!..."
ฮองเฮาส่งเสียงเยาะ
"...มั่นใจเกินไปหรือไม่? หรือคิดจะทำให้แคว้นฉีอับอายมากขึ้น?"
ขุนนางฝ่ายบุ๋นบางส่วนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย โดยเฉพาะเสนาบดีหลิวซ่าง ซึ่งเป็ขุนนางคนสนิทและเป็พี่ชายของฮองเฮา เขาก้าวออกจากแถว ประสานมือคำนับก่อนกล่าว
"ฝ่าา กระหม่อมเห็นว่า การส่งคนที่ไม่มีความสามารถไปประลอง อาจส่งผลเสียต่อแคว้นฉียิ่งกว่า หากแพ้ก็ต้องสูญเสียพื้นที่ชายแดนหลายเมือง สู้เรายอมรับเงื่อนไขของแคว้นฉู่เสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าต้องเสี่ยงสูญเสียมากกว่าเดิม"
คำพูดของเขาทำให้ขุนนางบางส่วนพยักหน้าเห็นด้วย แต่พระพักตร์ขององค์จักรพรรดิกลับมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด
"เฮอะ!..."
สุรเสียงเย็นเยียบเปล่งออกมา
"...ข้าจะไม่มีวันยอมรับข้อเสนอที่ทำให้แคว้นฉีตกต่ำ! เ้าคิดว่าการยอมแพ้โดยไม่สู้ คือทางออกที่ดีอย่างนั้นหรือ หลิวซ่าง?"
เสนาบดีหลิวซ่างหน้าเปลี่ยนสีทันที
"ฝ่าา กระหม่อมเพียงแต่…."
"พอแล้ว..!"
องค์จักรพรรดิตรัสแทรก
"...ข้าตัดสินใจแล้ว! ตงหยาง เ้าจะเป็ผู้ลงประลองในครั้งนี้ จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า เ้ามีค่าพอที่จะเป็โอรสของข้า!"
ฉีตงหยางมองสบพระเนตรของพระบิดา ก่อนจะประสานมือค้อมศีรษะลง
"พ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวคำใดอีก ทั้งเหล่าขุนนางและองค์ชายทั้งหลายต่างจับจ้องมองฉีตงหยางที่ยืนอยู่กลางท้องพระโรง ทุกคนต่างมีสีหน้าหลากหลาย ทั้งสบประมาท ทั้งเคลือบแคลงใจ และบางส่วนที่ยังเฝ้าดูด้วยความสงสัย
นี่จะเป็ศึกสำคัญ... ที่มิใช่เพียงเพื่อตัวเขาเอง แต่เป็เพื่อแคว้นฉีทั้งแคว้น!
ถึงแม้จะเป็การสู้เพื่อแคว้นฉี แต่ก็ยังมีเหล่าขุนนางในแคว้นฉีที่้าให้การประลองในครั้งนี้ เป็ความพ่ายแพ้
ท้องพระโรงเงียบสงัดอีกครั้ง หลังจากฉีตงหยางประสานมือและกล่าวอย่างหนักแน่น
"หม่อมฉันขอน้อมรับพระบัญชา แต่กระนั้น หม่อมฉันมีข้อเสนอพ่ะย่ะค่ะ"
องค์จักรพรรดิแค่นเสียงเบา ๆ ก่อนตรัส
"ว่ามา"
ฉีตงหยางยืดตัวขึ้น ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว
"แคว้นฉีมิใช่แคว้นที่ไร้ซึ่งยอดฝีมือพ่ะย่ะค่ะ แต่แทนที่จะให้พวกเขาแสดงฝีมือเพื่อแคว้น คนเก่งกลับถูกกักขัง ปิดกั้นโอกาส แม้แต่แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินอย่างหยาหลี่จวิน ก็ถูกจองจำ และรอวันปะา"
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นในหมู่ขุนนาง บางคนขมวดคิ้ว บางคนเริ่มซุบซิบกันอย่างตื่นตระหนก ฉีตงหยางมิได้หยุดเพียงเท่านั้น เขากล่าวต่อด้วยเสียงแน่วแน่
"...หม่อมฉันเห็นว่า หากเรากำลังเผชิญหน้ากับศึกสำคัญ ก็ควรให้โอกาสคนที่มีฝีมือได้พิสูจน์ตนเอง หากเหยาหลี่จวินต้องถูกปะาอยู่ดี เหตุใดจึงไม่ให้เขามีโอกาสชดใช้ความผิดด้วยการต่อสู้เพื่อแคว้นฉี? อย่างไรเสีย เขาก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว"
คำพูดของเขาทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนเริ่มออกมาคัดค้านทันที
"ฝ่าา เื่นี้มิอาจยอมรับได้! เหยาหลี่จวินเป็นักโทษ เขาคือผู้ทรยศ!"
เสนาบดีหลิวซ่างรีบออกมากล่าว
"...การปล่อยนักโทษให้กลับมาใช้อำนาจอีกครั้ง อาจนำความเสื่อมเสียพระเกียรติ และภัยร้ายมาสู่ราชสำนัก กระหม่อมขอคัดค้าน"
"แล้วคนที่มีความสามารถถูกกักขัง นับเป็ภัยร้ายของแคว้นหรือไม่? การกีดกันคนเก่งไม่ให้มีโอกาสได้ป้องกันแคว้น ไม่เป็เภทภัยมากกว่าหรือ.."
ฉีตงหยางย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเ็า
"...หรือท่านกลัวว่า หากแม่ทัพเหยากลับมา ขุนนางบางพวกจะอยู่ไม่เป็สุข?"
หลิวซ่างหน้าเปลี่ยนสี
"เ้า…!"
องค์จักรพรรดิทรงยกพระหัตถ์ขึ้น ขุนนางทั้งหมดจึงต้องเงียบเสียงลง พระเนตรขององค์จักรพรรดิเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
"ข้าตัดสินใจแล้ว…"
พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
"...จงนำตัวเหยาหลี่จวินออกจากเรือนจำ พาเขามาเข้าเฝ้า หากเขา้าล้างมลทินของตนเอง ก็ให้เขาพิสูจน์ฝีมือในการประลองครั้งนี้!"
เสียงขุนนางบางคนโอดครวญออกมา แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านอีกต่อไป
ฉีตงหยางประสานมือ
"ขอบพระทัยฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ"
ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาเล็กน้อย นี่เป็ก้าวแรกสู่การช่วยเหลือบิดาของสองพี่น้องเหยา และอาจเป็หนทางหนึ่ง ที่จะทำให้เขารู้ความจริงเกี่ยวกับเื่ราวที่เกิดขึ้นในอดีต
โปรดติดตามตอนต่อไป