เช้าวันรุ่งขึ้น บนทางเดินชั้น 3 ของอพาทเม้นต์หนึ่งในซอยM/1 มีผู้อาศัยในชั้นนั้นที่กำลังเตรียมตัวออกไปทำงานได้พูดต่อๆกันว่า ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากห้อง 313เสียงนั้นฟังดูเ็ปและทุกข์ทรมานเป็อย่างมาก
“โอยยยยยย โอยยยยยย” เสียงที่ได้ยินเป็เสียงของชายผู้หนึ่งกำลังร้องครวญคราง
“โอยยยยยย โอยยยยยย” เสียงนั้นดังทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนอิริยาบทบนเตียงนอน
“โอยยยย แค่ขยับตัวก็เจ็บแล้วอ้ะ ซิดนี่ย์ไปตามคนมาช่วยผมหน่อยสิ”
ใช่! นี่เป็เสียงของซันที่นอนร้องโอดโอยโดยมีผีรูมเมทยืนกอดอกมองจากบานกระจก
“จะให้ไปตามใครได้ยะ ชั้นติดอยู่ในห้องนี้ออกไปได้ซะที่ไหนล่ะ”ผีเ้าของห้องสวนกลับ
ซันพลิกตัวกลับมามองกระจก “แล้วทำอะไรได้บ้างเนี่ยหรือได้แค่หายตัวกับแกล้งหลอกคนอื่นให้ใแค่นั้น”
“นี่!...นาย!...” ถึงจะรู้สึกเคืองอารมณ์อยู่บ้างในคำพูดของซันแต่ซิดนี่ย์ก็ไม่สามารถเถียงได้เต็มปากนักเพราะที่ผ่านมานอกจากแกล้งหลอกคนกับหายตัวและััเคลื่อนย้ายสิ่งของได้อีกนิดหน่อยเธอก็นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองในสถานะิญญาจะสามารถทำอะไรได้อีก
“แล้วเมื่อคืนนายไปทำอะไรมาล่ะถึงได้ปวดตัวขนาดเนี๊ยะ” ในเมื่อเถียงไม่ได้ก็เปลี่ยนเื่คุยซะเลยดีกว่า
“ก็...มีเื่นิดหน่อยน่ะผมเข้าไปช่วยคนกำลังโดนล้วงกระเป๋า แล้ว......” ซิดนี่ย์ตั้งใจฟังเพื่อนร่วมห้องเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อคืนส่งเสียงอืออาตามเื่ตามราว ยิ่งตอนซันโดนมีดคัตเตอร์ตวัดใส่หน้าเธอถึงกับยกมือปิดปากแล้วอุทานบางคำออกมาเบาๆ
“เื่น่ากลัวขนาดนี้ทำไมไม่เล่าให้ชั้นฟังั้แ่เมื่อคืนล่ะ”
ซันนึกถึงภาพที่ยังติดตาั้แ่เมื่อคืน“ก็ผมมัวแต่ใที่เห็นซิดนี่ย์ในสภาพนั้นอยู่น่ะสิ...โอ๊ย!”และตามคาด แค่ตะเบงเสียงดังขึ้นนิดเดียว ร่างกายเขาก็เหมือนจะร้าวเสียให้ได้
“ฟังแล้วเหมือนเป็ความผิดของชั้นเลยนะยะ” ิญญาเ้าของห้องทำท่าคิดอะไรสักพัก “งั้นเดี๋ยวชั้นจะลองทำอะไรหน่อยละกันเผื่อจะเรียกคนมาหานายได้”
แล้วซิดนี่ย์ก็หายวับไปจากกระจก ทิ้งให้ซันรออยู่เกือบสิบนาทีเสียงที่หน้าประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ซันพยายามยันตัวเองขึ้นจากที่นอนเพื่อเดินไปปลดล็อคประตู“โอยยยยย”
แกร๊ก....แอ๊ดดดดด
“อ้าว พี่ต้น!” ชายเ้าของหอพักยืนหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าห้องสายตาเหม่อลอย ไม่พูดอะไรสักคำ
ซันเรียกเขาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขายังคงนิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์“พี่ต้น!”
“ห๊ะ...ห๊ะ...อะไร..อะไรนะ” ต้นสะดุ้งเหมือนเพิ่งถูกปลุกจากการหลับใหล เขาหันหน้าไปซ้ายที ขวาทีแล้วมาหยุดโฟกัสที่หน้าของผู้เช่า
“เอ้อ ซัน พี่จะมาหาเรา เื่...เื่...เื่อะไรว๊า...”เขายกมือขึ้นมาขยี้ผมคล้ายกับ้าเขย่าสมองเรียกความทรงจำให้กลับมา แต่ก็... “นึกไม่ออกว่ะเมื่อกี๊คิดอยู่นะว่ามีเื่ต้องคุยกับซันน่ะ”
ซันยืนงงกับท่าทีของพี่ต้น แต่แล้วเหมือนมีบางสิ่งมาสะกิดใจเขา‘หรือเพราะซิดนี่ย์หรอ’
เขาหันกลับเข้ามามองในห้องผ่านประตูที่แง้มไว้เห็นเพื่อนร่วมห้องยืนยิ้ม กำมือชูนิ้วโป้งอยู่ในกระจก ‘ไปตามคนมาให้ได้จริงๆด้วย’
ต้นยังทำหน้ามุ่ย พึมพำกับตัวเอง “หรือว่าเราจะแก่แล้วจริงๆวะ”
แต่ซันรู้ดีว่าพี่ต้นมายืนตรงนี้ได้ยังไง“ไม่เป็ไรพี่ นึกไม่ออกก็ไม่เป็ไร”
“งั้น..ผมมีเื่จะรบกวนพี่นิดนึงได้มั้ยครับ”
ซันลากตัวเองมาที่ระเบียงห้องมือนึงยันเอวตัวเองไว้ อีกมือนึงก็เอื้อมไปเกาะขอบระเบียงยืนมองพี่ต้นที่กำลังเดินไปหน้าปากซอยพร้อมอ่านรายการของที่เขาฝากซื้อในกระดาษขนาด A5
“ซันว่าพี่ต้นจะซื้อของมาครบมั้ย”ซิดนี่ย์ส่งเสียงออกมาจากบานกระจก
“ไม่รู้อ่ะ...อย่างอื่นไม่ครบไม่เป็ไรขอแค่ไม่ลืมข้าวกับยาแก้ปวดก็พอ”หลังเห็นต้นเดินลับหัวมุมซอยไปแล้ว เขาจึงเดินกลับมานั่งรอบนเตียงตามเดิม
วันนี้ทั้งวันซันได้แต่ขลุกอยู่บนเตียงเขานอนอ่านหนังสือการ์ตูน พอจบก็หยิบโทรศัพท์มาดูหนัง จนเริ่มปวดตาก็นอนมองเพดานเฉยๆเพื่อพักสายตา
“โอ๊ย เบื่ออออออออ” เขาลากเสียงระบายความอัดอั้นในใจ “เบื่ออ่ะ ไม่มีอะไรให้ทำเลยวันนี้ร้านก็ดันหยุดอีก” เขานอนดิ้นไปดิ้นมาบนที่นอนอาการปวดตัวของซันเริ่มทุเลาลงแล้วหลังจากได้กินยาและทาครีมบรรเทาปวด
“นี่ขนาดอยู่ห้องแค่วันเดียวเธอยังบ่นขนาดนี้เลยนะ แล้วชั้นล่ะต้องอยู่ห้องคนเดียวทุกวันไม่น่าเบื่อกว่าเธอรึไง” ซิดนี่ย์ปรากฏตัวในกระจกยืนท้าวเอวจ้องหน้ารูมเมทที่นอนพลิกไปพลิกมาเหมือนไก่หมุน
“เออเนอะ...แล้วซิดนี่ย์ไม่เบื่อบ้างหรอต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดเลย”ซันหันตะแคงตัวมาคุยด้วย
“เบื่อสิ...ชั้นถึงหลอกคนเล่นไง”
“อ้าว ไหงงั้นอ้ะ” คนเป็ทำสีหน้างุนงงในขณะที่ิญญาหนุ่มก็ยืนหัวเราะชอบใจ
“ก็มันสนุกดีนี่หน่า”ซิดนี่ย์ยังยืนยันว่าการแกล้งหลอกคนให้กลัวเป็ความบันเทิงอย่างหนึ่งของเธอ
ถึงซันจะไม่เข้าใจความสนุกในแบบของซิดนี่ย์สักเท่าไหร่แต่เขาก็รู้ว่าเนื้อในของเธอไม่ใช่คนใจร้าย หรือผีร้าย อะไรแบบนั้นหรอก
“แต่ผมว่า...่นี้ซิดนี่ย์คงหายเบื่อไปได้หน่อยแล้วล่ะมั้ง” ซันนั่งเอนมองเพื่อนในกระจก
“ฮึ..ทำไมล่ะ”
“ก็มีผมมาอยู่เป็เพื่อนด้วยไงถึงซิดนี่ย์ต้องอยู่คนเดียวตอนผมไปทำงาน แต่กลับมาก็ยังมีเพื่อนคุยไง” เขาตอบคำถามด้วยแววตาเป็ประกาย
ซิดนี่ย์มองเขาที่นั่งตาใสเหมือนเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่ง“ชิส์” เสียงที่บ่งบอกความไม่สบอารมณ์ของเธอแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆในใจแล้วเธอดีใจแค่ไหนที่มีเพื่อนร่วมห้องแบบซัน
“ทำไมหน้าแดงล่ะซิดนี่ย์” ซันเพ่งสายตาไปยังแก้มที่ดูมีสีชมพูระเรื่อ
ิญญาในกระจกเอามือมาจับแก้มตัวเอง “บ้าน่า...จะแดงได้ไงฮะชั้นเป็ผีนะซัน มันจะไปมีเืสูบฉีดได้ยังไงฮะ”เธอแว้ดกลับใส่เพื่อนทำเอาซันงุนงง “อ้าวหรอ...งั้นผมคงตาฝาดไปเองมั้ง”
อีกฟากที่หน้าร้านเฮียเมธก็มีตำรวจหนุ่มนายหนึ่งยืนเก้ออยู่หน้าประตูเหล็กแบบยืดที่มีป้ายสีขาวเขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินตัวใหญ่ว่า หยุดทุกวันจันทร์
“เออลืมไปเลยว่าเฮียแกหยุดทุกวันจันทร์”เขาพึมพำกับตัวเอง
‘แล้วจะเอาไงดีวะถ้าจะมาพรุ่งนี้อีกที เฮ้อ แต่ก็อยากรีบคุยกับน้องมันเว้ย...อ้ะ!’ และแล้วก็เหมือนเขานึกอะไรออก ‘งั้นก็ไปหาที่หอมันเลยละกัน’
รถยุโรปสีดำคันใหญ่ขับมุ่งหน้าและหักเลี้ยวเข้าซอยที่อยู่ห่างออกไป3ป้ายรถเมล์มันพุ่งตรงไปและหักเลี้ยวแต่ละโค้งตามที่คนบังคับมันจำได้ไม่นานก็หยุดที่หน้าอพาทเม้นต์ที่ซันอาศัยอยู่เขานั่งทำใจในรถเพียงครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในหอพัก
เอี๊ยดดดดด
กระจกบานเลื่อนหน้าออฟฟิตของต้นเปิดออกช้าๆต้นที่กำลังนั่งต่อฟิกเกอร์อยู่บนโต๊ะทำงานต้องจำใจเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนที่โผล่มาขัดจังหวะกิจกรรมโปรดของเขา
“อ้าว ผู้กองแบร์ หายไปนานเลยมาทำไมอีกครับเนี่ย”ประโยคทักทายที่แฝงไว้ด้วยความคุ้นเคย และความไม่ต้อนรับบางๆอยู่ในนั้น
แบร์นึกขำในใจกับอากัปกิริยาของต้น “คือผมจะมาหา.....”
“จะมาค้นมาหาอะไรอีกครับผู้กองก็รู้ว่าผมให้ผู้กองขึ้นไปไม่ได้ ผู้การเค้าก็สั่งเอาไว้แถมตอนนี้ห้องนั้นก็มีคนมาเช่าอยู่แล้วด้วยมันจะเป็การละเมิดสิทธิ์ผู้เช่าของผมนะครับ” ยังไม่ทันที่แบร์จะพูดจบต้นก็ร่ายยาวประโยคปฏิเสธจนเ้าตัวเองก็เกือบหายใจไม่ทัน
“ไม่ใช่ครับ ไม่ได้จะขึ้นไปห้องนั้นคือผมมาหา...”
“อ้าว ผู้กอง!”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านขวามือของเขาเมื่อหันไปก็พบกับซันยืนหน้าเหวออยู่ตรงบันได
“ผู้...ผู้กองมาที่นี่มีอะไรรึปล่าวครับหรือ...ผมต้องไปให้ปากคำอะไรเพิ่มหรอครับ” เด็กหนุ่มพูดตะกุกตะกักและประหม่าในทุกครั้งที่เจอตำรวจ
“ไม่ใช่ ไม่ใช่หรอกคืองี้ครับ..เมื่อวานพี่ลืมฝากเงินค่าข้าวไปให้เฮียเมธน่ะ แถมเมื่อกี๊ไปที่ร้านมาร้านก็ปิดอีก พี่เลยจะเอาเงินมาฝากให้เราเอาไปจ่ายให้หน่อยน่ะ” แบร์อธิบายเหตุผลโดยมีต้นยืนตั้งใจฟังจากในห้องออฟฟิต
และเขาสังเกตเห็นว่าซันถือกระเป๋าสตางค์โทรศัพท์และกุญแจห้องมาด้วยจึงทักขึ้น “แล้วนี่ เราจะไปไหนล่ะ จะไปข้างนอกหรอ”
“ครับ จะไปหาข้าวเย็นกินน่ะครับ” พอร่างกายเริ่มดีขึ้นแล้วเขาก็อยากออกไปซื้อของเองจะได้ไม่ต้องรบกวนใครอีก
“งั้นป่ะ...เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ผู้กองรีบอาสาช่วยเหลือ
ซันลังเลเล็กน้อยอาจจะเพราะเกรงใจหรือยังไม่สนิทใจกับตำรวจนายนี้เขากำลังจะออกปากปฏิเสธคำชวน แต่แล้วก็เหมือนมีเข็มหลายเล่มทิ่มทั่วร่าง แม้จะเบากว่าตอนเช้าแต่ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดๆทุกครั้งที่ขยับ
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับข้อเสนอของผู้กอง‘เอาน่ะ...ก็ดีกว่าเดินไปเองแหละวะ’
ก่อนที่ทั้งสองจะหมุนตัวเดินออกจากตึกแบร์เหลือบสายตามองเ้าของหอพักครู่หนึ่ง “ดีเลย...พี่มีเื่อยากคุยกับเราพอดี”เขาตั้งใจเน้นคำให้ต้นได้ยิน ซึ่งก็ได้ผลเพราะต้นพยายามจะพูดอะไรซักอย่างออกมาแต่ก็ชะงักไว้คงเพราะมีซันอยู่ด้วย
“เื่อะไรหรอครับ” แต่คนฟังคนนี้ไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำนั้น
แบร์อมยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “เย๊อะ!”