**ตอนที่ 2: เงาทมิฬหลังร้านน้ำชา**
ผ่านไปเพียงสามวัน โรงน้ำชาชิงซินที่เคยเงียบสงบก็แทบจะกลายเป็ลานพังทลาย
“เถ้าแก่! ข้าล้างจานเสร็จแล้ว!”
เสียงเจื้อยแจ้วของ **‘เย่ว์เสียน’** ดังมาจากหลังร้าน พร้อมกับร่างโปร่งในชุดผ้าฝ้ายหยาบๆ สีเทาหม่นที่เ้าตัวอุตส่าห์ไปหามาใส่เพื่อความเนียนในการปลอมตัว ทว่าต่อให้ชุดจะซอมซ่อเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังผิวพรรณขาวเนียนละเอียดและใบหน้างดงามราวกับสลักจากหยกได้เลย
**‘ซ่งเหวิน’** ที่กำลังนั่งบัญชีอยู่ที่โต๊ะ ถึงกับต้องถอนหายใจยาวรอบที่ร้อยของวัน เขาเหลือบมองสภาพหลังร้านแล้วกุมขมับ “คุณชายเย่ว์... วันแรกท่านทำกาน้ำชาโบราณของข้าแตก วันที่สองท่านทำฟืนเปียกน้ำจนจุดไฟไม่ได้ และวันนี้... ท่านล้างถ้วยชาแตกไปอีกครึ่งตู้ ข้าคิดว่าตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงของท่านคงไม่พอจ่ายเสียหายแล้ว”
เย่ว์เสียนทำหน้ามุ่ย ดวงตาดอกท้อคู่งั้นช้อนขึ้นมองอย่างออดอ้อน “โธ่ เถ้าแก่... ข้าไม่เคยทำนี่นา อยู่ในพรร... เอ้ย อยู่บ้านเก่า มีแต่คนประเคนให้ ข้าสัญญาว่าพรุ่งนี้ข้าจะระวังให้มากกว่านี้ ท่านอย่าเพิ่งไล่ข้าเลยนะ”
ซ่งเหวินสบตาคู่สวยนั้นแล้วก็นิ่งไปอึดใจหนึ่ง หัวใจที่เคยตายด้านปานก้อนหินแอบกระตุกเบาๆ เขาเบือนหน้าหนีแล้วโบกมือไล่ “ไป... ไปพักซะ ไปผ่าฟืนหลังร้านให้เสร็จ ถ้ารอบนี้ขวานบิ่นอีก เ้าต้องจ่ายเงินเพิ่มแล้วนะ”
“รับทราบขอรับเถ้าแก่!” เย่ว์เสียนยิ้มร่าจนตาหยิบหยี่ ก่อนจะะโโลดเต้นวิ่งไปหลังร้านทันที
ซ่งเหวินมองตามแผ่นหลังนั้นพลางส่ายหัวเบาๆ แววตาความเฉยชาเริ่มมีร่องรอยของความเอ็นดูเจือปนอยู่โดยที่เขาไม่รู้ตัว *‘เด็กดื้อเอ๋ย... หนีอดีตอันมืดมนมาขนาดนี้ แต่กลับยังยิ้มได้กว้างถึงเพียงนี้เชียวหรือ’*
ในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านทิวไผ่หลังโรงน้ำชา
เย่ว์เสียนเดินฮัมเพลงมาที่ลานผ่าฟืน มือเรียวหยิบขวานเหล็กขึ้นมาถืออย่างทุลักทุเล เขาเล็งท่อนไม้ตรงหน้าแล้วเงื้อขวานขึ้นสุดแขน หวังจะจามลงไปให้เต็มแรง
**หมับ!**
ทว่า ขวานยังไม่ทันได้สับลงบนเนื้อไม้ ข้อมือของเย่ว์เสียนก็ถูกมือหนาปริศนาคว้าจับเอาไว้แน่น ลมปราณสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือนั้นช่างคุ้นเคยเสียจนเย่ว์เสียนตัวแข็งทื่อ
กลิ่นอายอายสังหารอันเยือกเย็นและกลิ่นหอมจางๆ ของเหล้าไผ่เขียวโชยมาปะทะจมูก
เย่ว์เสียนค่อยๆ หันหน้าไปมอง... และดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความใ
บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำในชุดคลุมสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ยืนตระหง่านอยู่ข้างกายเขา ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักนั้นเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นกลับฉายแววเ็ป ลึกซึ้ง และห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
**“...มู่ชิง!”** เย่ว์เสียนอุทานเสียงเบาหวิว
**‘มู่ชิง’** มือขวาผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งพรรคมารศิลาทมิฬ ค่อยๆ ปล่อยมือออกจากข้อมือของเย่ว์เสียน ก่อนจะทรุดเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้น คุกเข่าลงต่อหน้าอดีตประมุขน้อยของตนอย่างนอบน้อม
“ท่านประมุข... ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ” น้ำเสียงของมู่ชิงทุ้มต่ำและสั่นเครือเล็กน้อย “พรรคมารล่มสลายแล้ว สมุนกระจายไปคนละทิศละทาง แต่ข้า... มู่ชิง ผู้นี้ จะไม่มีวันทิ้งท่าน กลับไปกับข้าเถิดขอรับ ข้าจะปกป้องท่านเอง”
เย่ว์เสียนมองมือขวาคู่ใจที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ในใจรู้สึกผิดและตื้นตัน ทว่าความมุ่งมั่นในดวงตากลับไม่เปลี่ยนแปลง เขาเอื้อมมือไปดึงให้มู่ชิงลุกขึ้นยืน
“มู่ชิง ลุกขึ้นเถอะ... ถึงยังไงข้าก็ไม่กลับ ข้าไม่้าเดินเส้นทางสายมารของท่านพ่อ ข้าไม่อยากฆ่าคน ข้าอยากเป็แค่คนธรรมดา... อยู่ที่นี่” เย่ว์เสียนเอ่ยพลางเหลือบสายตาไปทางหน้าร้าน ที่ซึ่งซ่งเหวินกำลังนั่งอยู่
มู่ชิงมองตามสายตาของเย่ว์เสียน แววตาของมือขวาหนุ่มมืดครึ้มลงทันที หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บแปลบ "นั่นคือซ่งเหวินอดีตสุดยอดเซียนกระบี่ที่ไม่มีใครเทียบได้‘เอ่อ...ท่านประมุข... ท่านหนีวิถีมาร หรือท่านหนีมาหาอดีตมือกระบี่ฝ่ายธรรมะคนนั้นกันแน่’*
มู่ชิงรู้ดีว่าเย่ว์เสียนฝังใจกับซ่งเหวินมาั้แ่เด็ก และความรักที่เขามีให้เย่ว์เสียนก็เป็ได้เพียงความรักข้างเดียวที่ต้องซ่อนไว้ในเงามืด
“ถ้าท่านไม่กลับ... ข้าก็ไม่กลับ” มู่ชิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นประดุจขุนเขา
“เ้าจะบ้าหรือมู่ชิง! เ้าเป็ถึงมือขวาพรรคมาร จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!” เย่ว์เสียนเบิกตากว้าง
“ที่นี่้าคนผ่าฟืนและดูแลหลังร้านไม่ใช่หรือขอรับ?” มู่ชิงไม่พูดเปล่า เขาแย่งขวานมาจากมือของเย่ว์เสียน ก่อนจะตวัดแขนเพียงครั้งเดียว ขวานเหล็กสับลงบนท่อนไม้หนาแยกออกเป็สองซีกอย่างง่ายดายดั่งตัดเต้าหู้ “หน้าที่สกปรกและเหนื่อยยากเช่นนี้ ให้เป็หน้าที่ของบ่าวเถิด... ส่วนท่านประมุข แค่ต้มชาอยู่ข้างกายเขา... ก็พอ”
ประโยคสุดท้ายของมู่ชิงแฝงความขื่นขมไว้ลึกๆ เย่ว์เสียนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
“ใครอยู่หลังร้านน่ะ? เสียงดังเอะอะอะไรกัน”
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำเฉยชาของซ่งเหวินดังขึ้น พร้อมกับร่างของอดีตยอดกระบี่ที่เดินนวยนาดเข้ามาในลานหลังร้าน สายตาคมกริบของซ่งเหวินกวาดมองบุรุษชุดดำแปลกหน้า ก่อนจะมาหยุดที่ขวานในมือ
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดและตึงเครียดขึ้นมาทันตา ลมปราณสายธรรมะอันบริสุทธิ์และลมปราณสายมารอันทรงพลัง ปะทะกันในอากาศเงียบๆ จนใบไผ่รอบร้านสั่นไหว
าประสาทและความวุ่นวายครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้วในโรงน้ำชาแห่งนี้!