บทที่ 9
สตรีเลอโฉม
จิ่วเหรินหมั่นเพียรกระทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด นางไม่วายที่จะคอยสืบเื่เคล็ดวิชาใช้โลหิตวิหคสีชาดที่หายไป สองขาของนางมุ่งไปยังป่าเค่ออี้ทางใต้ เมื่อมีหนทางก็ย่อมต้องบอกแก่ไป๋หลี่ สหายคู่คิดเพียงคนเดียวของนาง
“พี่จิ่ว! พี่จิ่วจะไปไหนหรือเ้าคะ?”
“ซูลี่..”
“ท่านซ่งจื้อบอกว่าให้ข้าไปด้วยเ้าค่ะ ในป่านั้นมีภูตินิสัยเกเร สัตว์เทพบางตนก็ยังละวางมิได้”
ก่อนหน้านี้จิ่วเหรินขอซ่งจื้อไปหาไป๋หลี่ แน่นอนว่าเซียนเทพผู้นี้จิตใจดีและอนุญาตให้นางไป แต่ไฉนจึงส่งซูลี่ตามหลังมาได้ ในเมื่อมาแล้วก็เลยตามเลยแล้วกัน
เื่ที่นางเป็วิหคสีชาดนั้นยังไม่มีผู้ใดจับได้ แต่เื่การเป็เทพของนางนั้นเริ่มปิดไม่อยู่ หลังจากที่นางใช้พลังเทพกับซือเหยียนไป มันก็เหมือนว่าผนึกที่ท่านปู่ปิดไว้กำลังคลายตัว
“เ้ามาก็ดีเหมือนกัน หย่งฉีคงคิดถึงเ้าน่าดู”
“ข้าก็คิดถึงหย่งฉีเ้าค่ะ”
“ขอโทษนะที่ก่อนหน้าไม่ให้เ้ามาด้วย ข้าคิดว่ามันไม่สลักสำคัญอะไร”
“ข้ารู้ว่าพี่จิ่วต้องไปคุยลับๆกับสหาย ฉะนั้นข้าไม่ยุ่งและไม่แอบฟังหรอกเ้าค่ะ” กระต่ายน้อยซูลี่ตอบเสียงใส จิ่วเหรินถึงกับหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
“ลับๆอะไรกันเล่า ข้ากับไป๋หลี่นั้นเจอกันทีก็วุ่นวาย อยากให้เ้าพักอยู่ที่ห้องมากกว่า”
จิ่วเหรินตอบกลับกระต่ายน้อยซูลี่ แก้มชมพูกับใบหูที่ยาวลงมาเล็กน้อย มีหางกลมเป็พวงอยู่ด้านหลัง ทว่าความงามของซูลี่นั้นเทียบเท่ากับมนุษย์หรือเทพได้เลย
“ข้าถามอะไรได้หรือไม่?”
“อะไรหรือเ้าคะ?”
“เ้าสามารถแปลงเป็มนุษย์ โดยไม่มีหางกับหูโผล่ได้ไหม?”
ซูลี่ใหยุดเดิน นางจับหูและหางของตนเอง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างคนที่กลัวบางสิ่ง
“ป..เป็อะไรไปซูลี่”
“พี่จิ่วไม่ชอบที่ข้าเป็แบบนี้หรือเ้าคะ”
“ไม่ใช่นะ! ข้าชอบที่เ้าเป็ตัวเองซูลี่ ที่ถามก็แค่อยากรู้เท่านั้น” จิ่วเหรินรีบบอกเพราะกลัวซูลี่จะเข้าใจผิดไปยกใหญ่
“ข้ายังบรรลุไม่ถึงขั้นสูงเ้าค่ะ ข้าจึงแปลงเป็มนุษย์ได้เท่านี้”
“แต่เ้างดงามมากเลยนะ”
ซูลี่ยกยิ้มเมื่อได้ยินคำชม ใบหูกระดิกเป็สัญญาณของอารมณ์ที่ผ่อนคลาย
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยอยู่รับใช้เซียนผู้หนึ่ง เขาบอกว่าข้าอัปลักษณ์ ที่ข้าแปลงกายได้เพียงเท่านี้”
“มีเซียนว่าเ้ารึ! ตอนนี้เขาอยู่ที่ใดกัน!”
จิ่วเหรินได้ฟังก็อารมณ์ขึ้นในทันที นางไม่ชอบคำพูดจาที่บอกว่าซูลี่อัปลักษณ์ ทั้งที่ใบหน้านี้งดงามเลอค่าเสียยิ่งกว่าเซียนบางคนเสียอีก
“ข้าเองก็ไม่รู้เ้าค่ะพี่จิ่ว หลังจากนั้นท่านซ่งจื้อก็รับข้ามาอยู่ที่นี่ ข้ากับเขาจึงไม่ได้พบกันอีก”
“หากมีโอกาสพบข้าจะอัดหน้าเขาแทนเ้าเอง”
“ขอบคุณพี่จิ่วเ้าค่ะ” ซูลี่เอ่ยขอบคุณด้วยใจจริง นางชื่นชมจิ่วเหรินที่เป็เซียนสมถะ และไม่เคยข่มว่าตนนั้นสูงส่งกว่าผู้อื่น ทั้งที่ซูลี่เป็แค่ภูติปลายแถวทั่วไป แต่จิ่วเหรินกลับให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ หากมีสิ่งใดที่ช่วยจิ่วเหรินได้นางจะช่วยโดยไม่คิดลังเล
ป่าเค่ออี้ทางใต้นั้นคือที่อยู่ของเซียนเทพที่บรรลุแล้วเป็เสียส่วนใหญ่ จิ่วเหรินเห็นว่ามันแตกต่างกับที่นางอยู่ เป็การแบ่งแยกอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้รบกวนกันและกัน
ทว่าการหาตัวของไป๋หลี่นั้นก็ไม่ใช่จะง่าย ไม่รู้ว่าตอนนี้นางกำลังฝึกยุทธ์หรือเรียนรู้การต่อสู้อย่างที่ชอบไปถึงขั้นไหนแล้ว จิ่วเหรินสอดสายตามองหาสหายของตน ส่วนซูลี่ก็มองหาหย่งฉีเช่นกัน
“แม่นาง..”
น้ำเสียงนิ่มนวลเอ่ยจากทางด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบว่าเป็เซียนสาวสะสวยมาพร้อมรอยยิ้ม
“เอ่อ..”
“กำลังตามหาผู้ใดอยู่หรือ? ข้าเห็นท่านด้อมมองอยู่หลายครั้ง”
“ข้ามาพบไป๋หลี่ นางอยู่แถวนี้หรือไม่?” จิ่วเหรินเอ่ยถามอย่างตรงประเด็น แต่ยังไม่ทันที่เซียนสาวผู้นั้นจะตอบกลับ เสียงของสหายก็เอ่ยเรียกนางมาแต่ไกล
“จิ่วเหริน!!!”
“ข้าพบนางแล้ว ขอบคุณท่านเซียนมาก”
เซียนสาวก้มหัวเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าไป๋หลี่กำลังมาหานาง ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณนั้น
“มาได้อย่างไร? ข้ากำลังคิดถึงเ้าพอดี”
“ไป๋หลี่”
“หือ..”
“ข้าคิดว่าเรากำลังจะมีเื่ ที่ข้ามาถึงนี่ก็เพราะอยากมาดูเ้า และมีเื่อยากบอกเ้าด้วย”
พลันสีหน้าของสหายสาวก็แปรเปลี่ยนไปทันที นางจับไหล่ทั้งสองของจิ่วเหรินที่เอาแต่มองไปรอบ ให้หันมาสบตาก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“เ้าไปสร้างเื่อะไรมา เร่งบอกข้าเดี๋ยวนี้เลย!”
ทั้งสามเดินมายังที่พักของไป๋หลี่ก็นับว่าดีอยู่ไม่น้อย อาจไม่เทียบเท่ากับที่พักของท่านซ่งจื้อ ซูลี่เมื่อเจอกับหย่งฉีก็พากันออกไปเดินเล่นพูดคุย ส่วนไป๋หลี่นั้นรีบลากจิ่วเหรินให้มานั่งข้างกัน
“อย่าทำหน้าเช่นนั้นสิไป๋หลี่ ข้าไม่ได้ไปทำอะไรมาสักหน่อย”
“เล่ามา”
จิ่วเหรินถอนหายใจพลางมองฝ่ามือของตนเอง “ข้าได้มีโอกาสเข้าไปดูแลสัตว์เทพและภูติในเขตของจตุรทิศสัตว์เทพ และข้าก็ได้รู้บางสิ่งบางอย่างมา”
หัวคิ้วของไป๋หลี่ขมวดชนกัน ใจคิดไปมากมายว่าสหายจะโดนล่วงรู้ถึงตัวตนที่ปิดซ่อน
“ที่นั่นเก็บซ่อนเคล็ดวิชาการใช้โลหิตวิหคสีชาด”
“หะ!!”
“ท่านพญาหงส์จูเชว่บอกแก่ข้า ว่ามันหายไปตามหาอย่างไรก็ไม่พบ ในเคล็ดวิชานั้นมีวิธีการใช้และแก้ แต่มันหายไปแล้วไป๋หลี่..”
จิ่วเหรินกลายเป็นกคอตกสิ้นหนทาง เมื่อแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้าถูก่ชิงไป ไป๋หลี่ถอนหายใจพลางเอ่ยถามผู้เป็สหาย
“แล้วพวกเขาไม่รู็รึวิธีการแก้น่ะ?”
“ท่านกิเลนฉีหลินเดาว่า อาจต้องสละชีวิตของใครสักคนเพื่อแก้ชะตากรรมอันเลวร้าย”
“สละชีวิต!!!”
“ชู่ว! เบาหน่อยสิไป๋หลี่ เ้าเสียงดังเกินไปแล้ว”
“สละชีวิตอันใดกันจิ่วเหริน ข้าไม่ยอมหรอกนะ!”
ไป๋หลี่ลดเสียงลงมาพูดกระซิบดังเดิม เื่ของสหายนางนับวันจะยิ่งบานปลาย การหาเคล็ดวิชาให้พบเจออาจเป็เื่ที่ทำได้ในตอนนี้
“ข้าว่าเราต้องหาเคล็ดวิชาให้พบจิ่วเหริน มันเป็หนทางเดียวที่ทำได้”
จิ่วเหรินเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทว่าเสียงโวยวายด้านนอกก็ทำให้ทั้งสองต้องหยุดสนทนา และเดินออกไปดูด้วยความสงสัย
“ที่นี่เขตของเซียนเทพ ไฉนสัตว์หน้าขนอัปลักษณ์เช่นเ้ามาอยู่ที่นี่ได้”
บุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาวางมาดข่มขู่ วาจาร้ายกาจถูกพ่นออกมาใส่ภูติทั้งสอง หย่งฉีกำหมัดแน่น ส่วนซูลี่นั้นยืนสั่นหลบอยู่หลังหย่งฉี
“ผู้ใดกล้าว่าสหายของข้าเป็สัตว์หน้าขนอัปลักษณ์กัน!”
ไป๋หลี่เดินลงมาจากที่พักและมองเซียนหนุ่มนั้นอย่างเอาเื่ แทนที่เขาจะโต้กลับด้วยถ้อยคำต่ำช้า กลับมีรอยยิ้มราวกับว่าได้พบเจอสิ่งที่ถูกใจ
“งามนัก! ช่างเป็เซียนสาวที่งามล้ำเสียจริง”
เซียนหนุ่มผู้นั้นพร่ำเพ้ออย่างคนเสียสติ ไป๋หลี่กระตุกยิ้มเหยียดด้วยความสมเพช บรรลุแล้วก็ยังไร้สติปัญญานึกคิดกลั่นกรอง นางชักดาบของตนออกมาชี้ที่อกซ้ายของเขา
“ไป๋หลี่อย่านะ!”
จิ่วเหรินวิ่งตามลงมาห้ามสหายเืร้อน ทว่าเมื่อเซียนหนุ่มผู้นั้นพบจิ่วเหรินก็มีอาการยิ่งกว่า
“พวกเ้าช่างงามจนข้าละสายตาไม่ได้”
“ทุเรศ!”
ไป๋หลี่ยันโครมด้วยฝ่าเท้าเดียวจนเซียนผู้นั้นหงายท้องกลิ้ง เซียนผู้นั้นหูตาสว่างร้องโอดโอย ร้อนถึงเซียนาุโต้องออกมาห้ามปราม จิ่วเหรินกลัวว่าสหายจะได้รับโทษที่ทำร้ายเซียนผู้นั้น จึงออกปากปกป้องไป๋หลี่และเป็พยานว่า เซียนผู้นี้พยายามพูดจาชั่วร้ายกับสหายของตน
“ข..ข้า อึก! ข้าว่าเ้าสัตว์หน้าขนนั่น มันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย!”
“เพราะสัตว์หน้าขนที่เ้าว่า คือสหายที่สูงส่งน่าคบหากว่าเซียนสติปัญญาต่ำเช่นเ้า!” ไป๋หลี่พูดจบก็ยันโครมไปอีกหนึ่งทีจนเซียนผู้นั้นนอนจุก จิ่วเหรินส่ายหน้าของตน ได้แต่มองเซียนผู้นั้นที่อ้าปากพะงาบขอให้ช่วยแต่ก็โดนเมินปล่อยให้นอนอยู่เช่นนั้น
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด