หลังจากเริ่มออกเดินทางมาจากตลาดภาคกลางไปเชียงใหม่จังหวัดบ้านเกิดของผมใช้เวลาไปเกือบห้าชั่วโมงเหตุไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นรถได้เกิดความร้อนขึ้นสูงที่หม้อน้ำจึงทำให้ตัวผมต้องจำเป็หยุดพักรถที่ปั้มน้ำมันก่อนจะถึงบ้าน
“บ้าเอ้ย ควันขึ้นโก๋เลย” ท่าทางร้อนรนกับเหตุการณ์
“โชคดีที่เสียหน้าปั้มน้ำมันพอดี”
เตโชขับเคลื่อนรถสถาพควันขึ้นเข้าไปยังสถานที่ปั้มน้ำมันจอดขนานขอบฟุตบาทได้ลงจากรถแล้วพูดพึมพำ
“ดันตื่นเต้นรีบร้อนจะได้กลับบ้านจนลืมเช็คดูความพร้อมของรถเลย”
เดินตรงไปที่ด้านหน้ารถแล้วใช้ผ้าห่อมือเพื่อเปิดฝากระโปรงรถ
ควันได้โพยพุ่งขึ้นเข้าใส่ที่ใบหน้าของเตโช
“แค่ก แค่ก บ้าชิบร้อนโชคดีที่เป็แค่หม้อน้ำแห้ง”
“มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”เสียงนึงได้ดังมาจากทางด้านหลังพนักงานบริการเติมน้ำมันชายสวมหมวกในชุดเ้าหน้าที่ของปั้มน้ำมันรุ่นราวอายุยี่สิบต้น ต้น
“ครับ เกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อยพอดีหม้อน้ำแห้งนะครับ”
[พนังงานปั้ม]“อย่างนี้ก็แย่เลยดิครับระหว่างที่พี่ชายรอให้มันเย็น มา มา พี่ชายเอามาจอดที่มีแสงไฟตรงนี้ดีกว่าครับตรงนั้นมันมืดเดี๋ยวยุงจะกัดเอาวันนี้ผมก็มาทำงานคนเดียวด้วยจะได้มีเพื่อนคุยแก้ง่วงด้วย มา มาเดี๋ยวผมช่วยดัน”
เตโชกำลังจะเอ่ยปฎิเสธด้วยความเกรงใจแต่ไม่ทันได้พูดกับคำหวังดีของพนักงาน
“เอ่อ...ไม่ ครับ”
สองชายหนุ่มได้ทำการเคลื่อนรถไปยังป้อมพนักงานที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนสถานที่กึ่งลกร้างธรรมชาติต้นไมู้เาเสียงจิ้งหรีดร้องยามเที่ยงคืนทำให้วังเวงด้วยเสียงวิทยุที่ดังกับเสียงประตูมินิมาร์ทที่ปิดไม่สนิทเนื่องจากมีสุนัขนอนขวางกั้นอยู่
เตโชได้เดินหายเข้าไปที่มินิมาร์ทออกมาพร้อมกับถุงที่มือ
“นี่ เป็น้ำใจเล็กๆน้อยๆ”
เตโชยื่นน้ำอัดลมกระป๋องกับขนมคบเคี้ยวให้กับเด็กหนุ่ม
“ขอบคุณมาก ครับพี่แต่ไม่ต้องก็ได้ครับแค่นี้เอง” ถึงเด็กหนุ่มจะพูดอย่างนั้นแต่ก็รับเอาไว้เพื่อไม่ขัดต่อน้ำใจ
“พี่พึ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรกใช่ไหมครับ”
“ก็ไม่เชิงครับก่อนหน้าผมเคยอาศัยอยู่ที่นี้ได้ย้ายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่า”
“เอ่อ...เปล่าๆครับโดยปกติคนในพื้นที่หรือใช้เส้นทางนี้เป็ประจำเขาจะไม่ค่อยผ่านถนนเส้นนี้หลังหกโมงเย็นเพราะสัตว์ป่าชุกชุมถ้าเกิดรถเสียกลางทางอาจจะโดนสัตว์ป่าทำร้ายให้าเ็หรือเสียชีวิตแล้วแถวนี้ค้อนข้างจะห่างไกลจากความเจริญทำให้มีโจรมิจฉาชีพเยอะทำให้ผมต้องคอยพกอาวุธติดตัวเวลามาทำงาน”
สายตาของเตโชได้ชี้ไปที่ข้างเอวของชายหนุ่มที่เลิกเสื้อให้ดูเผยให้เห็นปืนแก๊ป
“ผมพกไว้ ไม่ได้เอามาทำเื่ไม่ดีหรอกนะครับแค่เอาไว้ขู่เฉยๆ”สีหน้าของเด็กหนุ่มลกลนพร้อมกับมือสองข้างที่โบกไปมาเพื่อปฎิเสธ
“ครับ ผมเข้าใจครับ”
ถ้าเป็ตัวผมเองคงไม่เอาออกมาโชว์ให้กับคนที่พึ่งจะรู้จักดูหรอกถ้าผมเป็ตำรวจเ้าหนุ่มนี่...ก็ไม่คงโดนรวบไปแล้วฮา ฮา ฮา
“ตึ่ง...” กระโปรงหน้ารถยนต์ได้ถูกปิดลง
“เรียบร้อยดีใช่ไหมครับ”
“ครับผมขอขอบคุณความช่วยเหลืออะไรหลายๆอย่างนะครับ งั้นผมขอตัวก่อนครับ”
“ครับ โชคดีครับ”
พนักงานหนุ่มครุ่นคิดอยู่ซักครู่ก่อนจะพูดอะไรแต่ก็สายไปเสียแล้วกับรถยนต์ขับออกไปจนจะสุดสายตา
“เอ่อ...พี่ครับจะไปให้ไปทางแยกซ้าย...จะดีกว่า”
“อ่ะไม่ทันแล้วหวังว่าพี่เขาคงจะไม่ไปทางเหวนั้นนะ”
รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนทางสวนอย่างโดดเดี่ยวกับแสงไฟสีส้มเป็ระยะเป็ระยะสองข้างทางที่เป็ป่าเขาทึบทะมึนตลอดเส้นทาง
ภายในรถเวลาตีสองสิบเก้านาที
ผมนั้นก็ใกล้จะถึงที่หมายแล้วถ้าดูจากกู้แม็พในสมาร์ทโฟนก็จะไม่เกินร้อยกิโลเมตรก็น่าจะถึงด้วยรถรุ่นนี้นั้นเป็รถค้อนข้างเก่าจึงทำให้ระบบเทคโลโลยีอะไรต่างต่างยังไม่ค่อยทันสมัยนักแค่แอร์เย็นขับได้ก็ถือว่าสุดแล้ว
“งั้นตอนนี้ก็ส่งข้อความไปบอกคุณป้าซักหน่อยดีกว่าเพื่อไม่ให้เป็ห่วง”
เน็ตมันเป็อะไรอยู่อยู่ก็ใช้ไม่ได้เมื่อกี้ยังใช้ได้อยู่เลยไม่เป็ไรไว้ถึงบ้านค่อยบอกล่ะกัน
“ผมว่าตอนนี้ผมจะเจอกับปัญหาเข้าแล้ว”
ป้ายบอกทางแยกสองทางกับแยกทางขวามีคำเตือนว่าระวังสัตว์ป่ากับทางด้านซ้ายระวังลื่นตอนที่สมาร์ทโฟนยังมีสัญญาณเน็ตได้บอกให้ไปทางขวาแต่ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มนั้นบอกให้ระวังสัตว์ป่าด้วยเอาเป็เอาว่ะเชื่อคนดีกว่าเชื่อเทคโนโลยี
“เอ่อ...แล้วสุดทางมันก็ไปเส้นเดียวกันได้เหมือนกันเชื่อเทคโนโลยีมันก็ดีอยู่หรอกแต่เคยได้ยินจากข่าวที่พูดกันมาเทคโนโลยีมันก็พาหลงเข้าป่าได้เหมือนกัน”
รถยนต์ได้เคลื่อนที่ไปยังทิศทางถนนแยกซ้ายกับป้ายคำเตือนสีเหลืองขนาดใหญ่บอกระวังลื่นที่ชัดเจนก้อนเมฆมืดครึ้มกระแสไฟที่วิ่งในก้อนเมฆเป็สีม่วงสว่างแล้วมอดดับเป็ไปมาอย่างต่อเนื่อง
“นี่ตัวผมเลือกมาถูกทางแน่แล้วใช่ไหมเนี่ย?” ด้วยทางคดเคี้ยวกับความไม่ชำนาญเส้นทางทำให้ผมนั้นไม่สามารถขับเร็วได้ต้องค่อยค่อยไปปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่าขืนรีบร้อนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้วอีกอย่างนอกจากทางที่ต้องระวังแล้วทางด้านซ้ายก็ยังเป็เหวอีกดูน่าจะลึกพอสมควรจากที่เห็นป่าต้นไม้ดำดำไกลไกล
“คลื่น...”
หืม เสียงอะไรกันน้ำป่าหรือดินถล่มก็ไม่น่าใช่นิเพราะฝนก็ยังไม่ตกกลุ่มก้อนเงาดำขนาดใหญ่วิ่งตรงมาดักข้างหน้ารถกับแสงไฟหน้ารถที่ฉายเผยให้เห็นฝูงวัวป่าสีดำนับร้อยตัวกี่กำลังวิ่งตื่นเข้าหารถยนต์แต่กับไม่สนใจรถแม้แต่นิด
“บ้าเอ้ย...อะไรกันเนี่ย” เอาแขนสองข้างกุมใบหน้าด้วยกลัวพร้อมกับหลบหลังพวงมาลัย
“ตายแน่แน่กะว่ามาทางนี้ไม่ต้องเจอกับสัตว์ป่าแล้วยังอุตส่าห์ยังมาเจออีก”
“ทำไมไม่มีเสียงชนหรืออะไรเลย” ชะเงอมองจากด้านหลังพวงมาลัยกับรถที่หยุดนิ่ง
อือพวกสัตว์มันวิ่งผ่านรถผมไปเหมือนมันไม่ได้มองรถผมเป็เป้าหมายแต่อย่างกับพวกมันกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาจากนั้นพวกสัตว์ก็ยังวิ่งยังต่อเนื่องผ่านจากรถไปจนหมด
“เฮ้ย” เสียงถอนหายใจ
ว่าแต่พวกมันหนีอะไรกันมาแต่ก็ช่างมันเถอะคงจะไม่มีอะไร...อีก...
“ตึ่ง ตึ่ง”ต้นไม้ขนาดใหญ่กลิ้งมาด้วยความเร็วมาพร้อมกับก้อนหินก้อนดินที่ถูกลมพายุกลืนกินมาอย่างคลื่นสึนามิลมเห็นจากปลายสุดแสงของไฟหน้ารถยนต์ถึงผมจะรู้ตัวดีว่าเป็คนโชคไม่ดีขนาดไหนชอบพบเจอกับปัญหาอยู่บ่อยมากขนาดไหนผมก็ผ่านมันมาได้โดยไม่เคยบ่นเลยซักครั้งแต่ครั้งนี้นั้นมันเกินไปขอให้ผมได้มีเวลาพักบ้างเถอะมือได้จับกระปุกเกียร์รถเลื่อนไปที่เกียร์อาพร้อมเท้าเหยียบแผ่นคันเร่งจนสุดในเวลาเดียวกันเอี้ยวตัวเพื่อมองภายนอกรถผ่านช่องกระจกประตูท้ายด้วยความรู้สึกที่ช้าไปของการขับหนีทำให้รถยนต์โดนดูดกลืนเข้าไปในกลางกระแสลมพายุเหมือนอย่างกับกล่องกระดาษที่อยู่ในกระแสน้ำวนส่งผลทำให้รถยนต์กับเตโชที่ยังอยู่ในรถนั้นติดอยู่ในคลื่นพายุสักพักก่อนที่รถนั้นจะโดนพัดให้ตกสู่เหวลึก