บทที่ 7 เื่แบบนี้ต้องถามเถ้าแก่แล้วละ (รีไรต์)
คนฉลาดย่อมรู้ดีว่าหมายความว่าอย่างไร ไม่ต้องรอให้เจิ้งฮุ่ยเจวียนเอ่ยปาก เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งก็รีบฉีกเจียนปิ่งครึ่งหนึ่งแล้วส่งให้เจียงอี้อิ่น
เธอกัดเข้าไปคำโตโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย
อืม เบคอนทอดกรอบ เกรียมนิด ๆ อร่อยเหาะอย่าบอกใคร วันนี้เธอยุ่งมากจนเพิ่งจะได้ดื่มน้ำเต้าหู้ไปแค่แก้วเดียว ครั้นได้กินเจียนปิ่งไปครึ่งชิ้นความหิวก็ยิ่งทวีคูณ เลยหยิบเจียนปิ่งไส้ไข่ไก่เบคอนขึ้นมากัดอีกชิ้น
ถึงแม้เด็กสาวทั้งสามคนจะยังคงระแวงอยู่บ้าง แต่พอเห็นท่าทางตะกละตะกลามของอีกฝ่ายก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
ส่วนเจิ้งฮุ่ยเจวียนนั้น มองพิจารณาเธออย่างละเอียดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยอมกัดอาหารในมือ
ครั้งนี้ไม่มีใครขัดขวางอีก ทุกคนต่างจ้องมองมาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเคี้ยวสองสามครั้ง ดวงตาก็สว่างวาบเป็ประกาย
“อร่อยมาก!”
เจียนปิ่งครึ่งชิ้นถูกกินจนหมดในพริบตา เธอรีบพูดขึ้นทันที “เถ้าแก่ ฉันขอเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง”
เจียงอี้อิ่นใช้นิ้วเคาะที่เคาน์เตอร์ ดึงความสนใจทุกคนไปที่ป้ายราคา
เจิ้งฮุ่ยเจวียนถามบางอย่างกับเพื่อนร่วมทีมสองสามคำ ก่อนเริ่มสั่งอาหาร “เอาเจียนปิ่งแปดชิ้นค่ะ เนื้อวัวและเบคอนอย่างละสาม ไข่ไก่สอง แล้วก็น้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสงสามแก้ว เนื้อตุ๋นจานละเท่าไหร่คะ”
เธอสั่งได้คล่องแคล่วเหมือนคนที่เคยใช้ชีวิตในยุคก่อนวันสิ้นโลกมาแล้วไม่มีผิด
ทว่า...
“ขออภัยค่ะ วันนี้เนื้อตุ๋นขายหมดแล้ว”
“ตรงนั้นก็ยังมีไม่ใช่เหรอ” เจิ้งฮุ่ยเจวียนถามอย่างไม่ค่อยพอใจ
“อันนั้นมีลูกค้าสั่งจองไว้ค่ะ” เธอชี้ไปยังอาหารที่ทำเสร็จแล้วบนเคาน์เตอร์ “ทั้งหมดนี่เลยค่ะ”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนเห็นว่าเธอไม่ได้โกหก จึงได้แต่ยอมแพ้ “งั้นไม่เอาเนื้อตุ๋นแล้วค่ะ”
“ได้เลยค่ะ ทั้งหมดสามสิบสี่คริสตัลค่ะ”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนรีบจ่ายเงิน กินอาหารในมืออย่างรวดเร็วภายในสองสามคำ แล้วก็กลับไปทำงานต่อ
ไม่นานนักทั้งสี่คนก็เริ่มจัดการกับเจียนปิ่งตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
เจียงอี้อิ่นสังเกตเห็นว่า เจิ้งฮุ่ยเจวียนหยิบเอาแต่เจียนปิ่งไข่ไก่สองชิ้น น้ำเต้าหู้ก็ส่งให้เด็กสาวสามคน ส่วนตัวเองดื่มน้ำเปล่าจากกระบอกน้ำ
เด็กหญิงตัวเล็กที่สุดยกน้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสงขึ้นจิบอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างมีความสุข เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หวานมาก!”
เด็กสาวทำท่าทางราวกับค้นพบดินแดนใหม่ เธอยกจิบอีกครั้งด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข จากนั้นจึงวางน้ำเต้าหู้ไว้ข้าง ๆ กับเจียนปิ่งที่ยังไม่ได้แตะต้อง
เจิ้งฮุ่ยเจวียนถามว่า “ทำไมถึงไม่กินล่ะ”
พวกเธอเป็ผู้มีพลังพิเศษ ปริมาณอาหารที่กินจึงมากกว่าผู้หญิงทั่วไปค่อนข้างมาก เจียนปิ่งสองชิ้นกับน้ำเต้าหู้หนึ่งแก้วช่วยให้อิ่มเพียงหกเจ็ดส่วนเท่านั้น เธอจึงคิดว่าจะดูสถานการณ์แล้วค่อยสั่งเพิ่ม
เด็กสาวตัวเล็กที่สุดพูดอย่างจริงจังว่า “ของพวกนี้อร่อยมาก แต่หนูจะเอากลับไปให้แม่” สีหน้าของเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ อ่อนลง เจิ้งฮุ่ยเจวียนลูบหัวเด็กสาวแล้วพูดเสียงเบา “เธอกินเถอะ เดี๋ยวเราซื้อเพิ่มเอาไปฝากแม่ได้”
“จริงเหรอคะ”
“อืม ของพวกนี้ราคาไม่แพง พวกเรายังพอซื้อไหว”
“เย่ ดีใจจังเลย!” เด็กสาวร้องกรี๊ดดีใจ ก่อนจะหยิบเจียนปิ่งของตัวเองขึ้นมากินต่อ
เจิ้งฮุ่ยเจวียนหันกลับไปมองพวกเธอ
เจียงอี้อิ่นได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ชัดเจน ดวงตาของเธอพลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย และมองไปที่คริสตัลที่เธอสะสมไว้และตัดสินใจบางอย่าง
“เถ้าแก่ พวกเราก็อยากสั่งอาหารแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าพวกเรามารับตอนเย็นได้ไหม”
“ได้สิคะ”
“งั้นเอาเจียนปิ่งห้าสิบชิ้น” เธอก้มลงนับ “เนื้อวัวและเบคอนอย่างละสิบชิ้น ส่วนที่เหลือเป็เจียนปิ่งไข่ทั้งหมด แล้วก็เอาน้ำเต้าหู้สามสิบแก้ว ในจำนวนนี้เอาเป็น้ำเต้าหู้พุทราสิบแก้ว”
เห็นได้ชัดว่าเธอคำนวณมาอย่างดีแล้ว เธอควักคริสตัลเลเวลสองออกมาจากกระเป๋า 2 ก้อน แล้วรับคริสตัลเลเวลหนึ่ง 20 ก้อนที่เจียงอี้อิ่นทอนมากลับไป
เจียงอี้อิ่นสังเกตเห็นสีหน้าเ็ปของอีกฝ่าย เพื่อนร่วมทีมของเธอก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องซื้อเยอะขนาดนั้นก็ได้ พวกเรากินกันหมดแล้ว ไม่ต้องแบ่งให้พวกเราก็ได้”
แต่เจิ้งฮุ่ยเจวียนกลับส่ายหัว “ตอนเย็นพวกเราต้องกินข้าวพร้อมกัน ถ้าพวกเรามัวแต่นั่งดู พวกเขาคงไม่กล้ากินหรอก”
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ คนอื่น ๆ ก็ไม่พูดอะไรอีก
เจิ้งฮุ่ยเจวียนกำชับว่า “เถ้าแก่คะ ใส่ผักเยอะ ๆ หน่อยนะคะ ไข่ก็เลือกใบใหญ่ ๆ นะ”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” เจียงอี้อิ่นพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เสี่ยวน่า เธออยู่ที่นี่ พวกเราจะไปล่าสัตว์กลายพันธุ์กัน” เจิ้งฮุ่ยเจวียนสั่งการ
เสี่ยวน่าคือเด็กสาวที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม เธอพูดด้วยความเป็ห่วงว่า “พวกคุณระวังตัวกันด้วยนะคะ” แล้วเธอก็โบกมือลาเพื่อนร่วมทีม
เจียงอี้อิ่นรู้ดีว่าที่จริงแล้วการที่เสี่ยวน่าถูกสั่งให้อยู่ก็เหมือนกับเป็การ ‘จับตาดู’ เธอ เพราะว่านี่คือการซื้อขายครั้งแรกระหว่างสองฝ่าย อีกอย่างพวกเธอก็เป็มือใหม่ เป็เื่ปกติที่อีกฝ่ายจะระแวง เธอจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเธออย่างคล่องแคล่วต่อไป
ตอนแรกเหอน่ายังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาระมัดระวัง เพราะกลัวว่าเธอจะเล่นตุกติกหรือมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ถูกท่าทางที่เป็ระเบียบและคล่องแคล่วของเจียงอี้อิ่นดึงดูด รู้สึกได้ถึงจังหวะที่แปลกประหลาดในทุก ๆ การเคลื่อนไหว มองดูแล้วเพลิดเพลินตา
ไม่นานนักเจียนปิ่งทั้งหมดและเนื้อตุ๋นก็ถูกจัดเตรียมเรียบร้อย เธอขยับแขนที่เมื่อยล้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่พวกเขายังไม่กลับมา
เหอน่าเดินวนไปวนมา ชะเง้อมองเข้าไปในป่าเป็รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ สีหน้าแสดงออกถึงความกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
ความรู้สึกกังวลของเหอน่าส่งผลต่อเจียงอี้อิ่นโดยตรง เพราะเริ่มเป็กังวลขึ้นมาบ้างแล้ว เธอเพิ่งจะมาตระหนักได้ในตอนนี้ว่าการเข้าไปในพื้นที่อันตราย อาจเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นได้
ทันใดนั้นเหอน่าก็พุ่งตัววิ่งเข้าไปในป่า เหมือนกับว่าเธอตั้งใจจะวิ่งออกจากพื้นที่ปลอดภัย เจียงอี้อิ่นจึงรีบะโเรียกเธอไว้ “เธอจะไปไหน...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยคดี ก็มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งออกมาจากป่า นำโดยกู้ไฮว่ถิงและเจิ้งฮุ่ยเจวียน
พวกเขากลับมาแล้ว…
“เสี่ยวน่า วิ่ง!” เจิ้งฮุ่ยเจวียนคว้าแขนของเหอน่าไว้ได้ทัน และพูดออกมาแค่นั้น
ทันใดนั้นเสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นจากด้านในป่า เสือโคร่งตัวใหญ่กระโจนออกมา เท้าซ้ายของมันเหยียบลงบนต้นไม้ต้นหนึ่งจนเกิดเสียงดัง ต้นไม้พลันหักเป็สองท่อนทันที
หูของเจียงอี้อิ่นอื้ออึงไปหมด เธอคิดถึงเสือที่เคยเห็นตอนมาที่นี่ใหม่ ๆ ไม่รู้ว่าเป็ตัวเดียวกันหรือไม่
กู้ไฮว่ถิงชะลอความเร็วลงทันทีที่เขาวิ่งมาถึงที่โล่ง แต่เจิ้งฮุ่ยเจวียนยังคงวิ่งต่อไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีม โดยไม่มีลืมเตือนเขา “กัปตันกู้ เสือตัวนี้ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ รีบวิ่งเถอะ”
เธอพูดพลางมองเจียนปิ่งที่วางอยู่เต็มเคาน์เตอร์ด้วยความเสียดาย แต่ว่าตอนนี้การเอาชีวิตรอดสำคัญกว่า
“เดี๋ยวก่อน ดูนั่นสิ” ทันใดนั้นสีหน้าของกู้ไฮว่ถิงก็ผ่อนคลายลง
แม้ว่าเจิ้งฮุ่ยเจวียนจะรู้สึกว่าการเสียสมาธิในเวลานี้คือการรนหาที่ตาย แต่ทีมของกู้ไฮว่ถิงเป็ทีมมีชื่อเสียง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหันหลังกลับไปมอง
ระยะทางไม่ถึงห้าเมตร เสือโคร่งตัวใหญ่ขนาดเท่าช้างหลายตัวกำลังทำสีหน้าสับสน มองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
แต่ดูเหมือนว่ามันไม่พบอะไร เสือโคร่งตัวั์ไม่เข้าใจว่าเหยื่อที่มันไล่ตามอยู่ดี ๆ ก็หายไปไหน มันได้แต่ระบายความโกรธออกมาอย่างบ้าคลั่ง วิ่งชนต้นไม้จนล้มระเนระนาด
ใครจะไปรู้ว่าท่ามกลางต้นไม้ที่ดูไม่มีพิษมีภัยจะมีเถาวัลย์กลายพันธุ์ซ่อนอยู่ ทั้งสองจึงเริ่มต่อสู้กัน
กลุ่มผู้มีพลังพิเศษต่างจ้องมองเสือโคร่งกลายพันธุ์ต่อสู้กับเถาวัลย์กลายพันธุ์ไม่วางตา จนในที่สุดเถาวัลย์กลายพันธุ์ก็ถูกฉีกออกเป็สิบ ๆ ท่อน ก่อนที่เสือโคร่งจะะโหายเข้าไปในป่า
“นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนและเพื่อนร่วมทีมต่างหันไปมองกู้ไฮว่ถิง พวกเธอคิดว่าเื่นี้ต้องเป็ฝีมือเขาแน่นอน
ทว่ากู้ไฮว่ถิงกลับมองไปที่ร้านขายเจียนปิ่ง แล้วหัวเราะเบา ๆ “เื่นี้ต้องถามเถ้าแก่แล้วละ”
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เจียงอี้อิ่นราวกับสปอตไลต์ ทำเอาเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินจนต้องยกมือขึ้นเกาแก้ม