เหล่ามหาโจรครองฟ้าที่นำโดยนักบวชผี ปรมะ รวมตัวกันอยู่ในทุ่งหญ้ากว้าง ใบไม้และพืชน้อยใหญ่มีขนาดเพียงหน้าขาเท่านั้น นักรบฉกรรจ์มากกว่าหนึ่งพันชีวิตได้ออกตามล่ากองโจรหุบเขาและชนเผ่าเอ้อหวินเค่ออย่างเต็มกำลัง แต่ทว่าใบหน้าของพวกมันล้วนผิดหวังเนื่องจากไม่พบแม้เพียงเงาของพวกโจรหุบเขา ส่วนชนเผ่าเอ้อหวินก็ไม่สามารถจับเป็นมาได้แม้แต่รายเดียว
สีหน้าของปรมะซีดขาวไร้อารมณ์ มันกล่าวสั่งด้วยน้ำเสียงเย็น “ผ่านมาสองวันแล้ว ยังหาตัวพวกมันไม่พบอีก พวกเจ้าทุกคนฟังให้ดี ภายในวันนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ ว่าพวกมันไปหลบซ่อนอยู่ที่ใด!!!”
ตลอดเวลาสองวันที่ผ่านมา ปรมะได้สั่งให้กองทัพผีของมันผลิกแผ่นดินหาศัตรู แม้จะพบเห็นรอยเท้า กิ่งไม้หัก แต่ก็ไม่สามารถระบุปลายทางที่คนเหล่านี้มุ่งหน้าไปได้
บุรุษร่างใหญ่กล่าวออก “กองโจรหุบเขา ต่อสู้กับเราจนเหลือรอดเพียงร้อยชีวิต ทั้งหนึ่งร้อยชีวิตคือมือดีที่สุดของพวกมันในตอนนี้ การจะตามล่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่”
ได้ยินเช่นนั้น สายตาของปรมะเหลือบมองไปยังลูกน้องคนสนิท “จงขุย ให้เจ้านำกำลังไปด้วยตัวเอง ค้นหาให้กว้างขึ้น หากวันนี้ข้าไม่ได้เบาะแสของพวกมัน ข้าจะทำให้ทุกคนกลายเป็นหุ่นเชิดผีดิบของข้า”
“ขอรับ ขอรับ ท่านหัวหน้า” บุรุษร่างใหญ่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เหล่าคนทั้งหมดที่ได้ยินคำพูดของปรมะล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เว้นแต่เพียงบุรุษร่างใหญ่ผู้นี้ มีนามว่า จงขุย สมญา สัตว์ป่า มันเป็นมือขวาของปรมะมาช้านาน ระดับฝีมือคาดว่าไปถึงขั้นที่7ของผู้ฝึกยุทธแล้ว
หลังจากที่จงขุย พาคนออกไปตามล่าเป้าหมาย ได้ถามคนของมันไปว่า เส้นทางใดที่ตรวจค้นบ่อยที่สุด และด้วยความฉลาดของจงขุย ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สามารถตามรอยของผู้หลบนี้จากเอ้อหวินเค่อได้สำเร็จ สายตาของสัตว์ป่าจับจ้องไปยังแผ่นหลังของผู้หลบหนี บัดนี้ชนเผ่าเอ้อหวินเค่อหลายร้อยชีวิตหลงเหลือเพียงกลุ่มคนเล็กๆราวๆสามสิบคนเท่านั้น
“เป็นอย่างที่พี่จงขุยบอกจริงๆ พวกมันใช้เส้นทางนี้เพื่อกลับเข้าไปในเผ่า” ชายคนหนึ่งกล่าวออกด้วยความยินดี เมื่อพบเจอเหยื่อที่ตามหามานานถึงสองวันสองคืน
ชายอีกคนกล่าวถาม “ว่าแต่ ถ้าพี่จงขุยรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันจะใช้เส้นทางนี้ในการหลบหนี”
แน่นอนว่าทั้งหมดได้ค้นหาบริเวณนี้มาตลอด พวกมันค้นหาทั้งวันคืน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของศัตรูเลย คร่าแรกที่จงขุยนำทางพวกมันมาที่นี่ก็ยังไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำว่าจะเจอศัตรูได้
จงขุยกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “เป็นหนู ริอาจใช้เส้นทางของราชสีห์นะสิ” เมื่อเห็นว่าคนของมันไม่เข้าใจอีกฝ่ายจึงกล่าวอธิบาย “ก็เพราะพวกเจ้าค้นหาในตำแหน่งนี้บ่อยที่สุดไงละ ไม่ใช่เราที่จับตาดูมัน แต่เป็นมันที่จับตาดูเรามาตลอด เส้นทางที่เจ้าค้นหาสองวันสองคืน ย่อมคลายความระวังและกลายเป็นช่องว่างให้พวกมันซ้อนเส้นทางหลบหนีกลับเข้าสู่เผ่าเอ้อหวินได้” กล่าวจบใบหน้าของจงขุยเย็นยะเยือก มันได้นำเกาทัณฑ์ออกมาและง้างยิงในมุมมืด โดยมีเป้าหมายคือการดับชีวิตของเอ้อหวินซาง
ฟิ้วววว!!!! ลูกธนูพุ่งเร็วดุจลำแสง เสียบเข้าใส่กลางหลังของหัวหน้าเผ่าเอ้อหวินคนปัจจุบัน
ซวบบบ!!!! จากนั้นเสียงตะโกนโหวกเหวกของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มดังก่อนจะกลายเป็นเสียงกระทบกันของศัตราวุธ
ในเวลาเดียวกัน พวกของหนิงเทียนกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาแหลมโกลาหล ที่มันได้ชื่อนี้มาเป็นเพราะว่าเส้นทางที่จะขึ้นไปค่อนข้างจะวุ่นวายเล็กน้อย ด้วยทางเดินที่เล็กและแคบทำให้ต้องเดินเรียงแถวแนวลึกขึ้นไปบนยอดสุด จึงเป็นเหตุให้เขาแหลมโกลาหลไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา
พวกของหนิงเทียนใช้เวลาเดินขึ้นสู่ยอดเขาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม พวกมันได้พบกับทางออกที่เหมือนปากขวด เมื่อเดินผ่านมา ปรากฏพื้นที่กว้างขนาดเล็กเพียงพอให้คนร้อยกว่าชีวิตรวมตัวกันได้อย่างไม่อึดอัด ที่สำคัญยอดเขาแหลมนี้ด้วยความสูงของมันเมื่อมองลงไปจะพบเห็นที่ตั้งของเผ่าเอ้อหวินเค่ออย่างถนัดตา
“เหิ่นเสี่ยว เหิ่นเสี่ยวกลับมาแล้ว” “กุนซือ กุนซือเองก็ยังปลอดภัย”
ทันทีที่เห็น กลุ่มโจรหุบเขาร้องตะโกนแจ้งความต่อกันเป็นทอดๆ ก่อนจะแหวกทางให้หูหลี่ไป๋เดินเข้าหา
หนิงเทียนกวาดสายตามองไปรอบๆ มันพบว่าจำนวนของกองโจรหุบเขาแทบลดลงเพียงน้อย สมาชิกน้อยใหญ่สามารถมารวมตัวในสถานที่แห่งนี้ได้ถึง8ใน10ส่วน แตกกระจายไร้ผู้นำ แต่ยังหลบหนีมาได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ไม่นานนักเสียงของฉีเต๋อก็ได้ดัง เรียกความสนใจของหนิงเทียนและหูหลี่ไป๋ แม้จะไกลห่างแต่ยังพอมองเห็นได้บ้าง “บริเวณรอบนอกรัศมี10ลี้ห่างจากเผ่าเอ้อหวินเค่อ เกิดเหตุปะทะของคนสองกลุ่ม”
สายตาของทุกคนจ้องมองจากยอดเขาสูง แม้สายตาของพวกมันจะดีมากเพียงใด แต่ด้วยระยะทางที่ไกลมาก ทำให้เห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆสองจุดเท่านั้น คงจะมีเพียงแต่หนิงเทียนที่มองเห็นเป็นภาพเลือนรางไม่ชัดที่ใบหน้าและฮาจุนที่เห็นทั้งหมดชัดแจ้งแต่นางก็ไม่ได้สนใจว่าทั้งสองฝ่ายเป็นใคร
คนที่สังเกตเห็น คือคนใกล้ชิดอย่างเอ้อตูเล่อหลาง มันไม่เห็นตัวคนแต่เห็นประกายแสงสีเงินส่องประกายเข้ามาในดวงตา เพราะครั้งหนึ่งของสิ่งนี้เคยอยู่ในตัวของบิดามัน และเมื่อบิดาถูกปรมะฆ่าตาย ตำแหน่งเจ้าเมืองจึงได้เปลี่ยนเป็นลุงของมัน“นั้นคือ ท่านเอ้อหวินซาง เป็นเขาแน่ๆ” บุรุษหนุ่มรีบกล่าว
แม้จะรู้เช่นนั้น แต่กองโจรหุบเขาก็ทำได้แต่มองดูเหล่ามหาโจรครองฟ้าจับตัวผู้นำเผ่าเอ้อหวินเค่อไปโดยไม่สามารถทำอะไรได้
หูหลี่ไป๋กล่าวออก “เผ่าเอ้อหวินจบสิ้นแล้ว วันนี้ทุกคนนอนหลับให้เพียงพอ พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางสู่ฉินเพื่อขอกำลังเสริม”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนหัวเราะในลำคอ “ไม่ใช่ว่า เหตุผลที่หัวหน้าต้องการกำลังของเผ่าเอ้อหวิน ก็เพื่ออำนาจในการต่อรองกับฉิน ในเมื่อตอนนี้แผนการของท่านพังทลายแล้ว คิดว่าฉินจะยังให้ความสนใจกับกองโจรแตกทัพที่มีกันเพียงร้อยกว่าชีวิตหรือ??”
หูหลี่ไป๋จ้องมองไปที่อีกฝ่ายพร้อมกล่าว “กุนซือ เจ้ามีแผนการที่ดีกว่านี้??”
หนิงเทียส่ายศีรษะ “ข้าไม่มีแผนการ เพียงแต่ การร่วมมือกันระหว่างกองโจรหุบเขาและเผ่าเอ้อหวินเค่อ ข้าสามารถทำให้มันสำเร็จได้” กล่าวถึงตรงนี้หนิงเทียนเรียกเอ้อตูเล่อหลางออกมา จากนั้นมันประกาศต่อหน้าทุกคน “บุรุษหนุ่มคนนี้คือ หลายชายแท้ๆของผู้นำเผ่าเอ้อหวินเค่อ เขาสามารถให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมมือกับกองโจรหุบเขาได้”
จากนั้นเอ้อตูเล่อหลางกล่าวต่อไป “ข้าขอรับปาก หากพวกท่านช่วยเหลือเผ่าเอ้อหวินเค่อของเรา เราจะมอบปืนใหญ่ดินดำให้แก่พวกท่าน”
“ปืนใหญ่ดินดำคือสิ่งใด? มีค่าให้พวกเราต้องยื่นมือเข้าเสี่ยงตายงั้นรึ??” ฉีเต๋อกล่าวถามเสียงดัง
คำถามนี้หนิงเทียนยิ้มตอบ “แม้ข้าไม่เห็นกับตา แต่ลองคิดดูว่า สิ่งที่มหาโจรครองฟ้าต้องการถึงขนาดให้หนึ่งในห้าดาราบุกเผ่าเอ้อหวิน ข้าคิดว่าปืนใหญ่ดินดำจะต้องเป็นของที่ทรงพลังและมีประโยชน์กับเราแน่ที่สำคัญช่วงชิงสิ่งที่ศัตรูต้องการ และนำมันมาเป็นของตัวเอง มีอะไรที่คุ้มค่าไปกว่านี้อีกงั้นรึ??”
“เพียงแต่ กำลังของเรากับมันแตกต่างกันมากเกินไป ยิ่งเวลานี้ พวกมันยึดครองเผ่าเอ้อหวินเค่อได้แล้ว เท่ากับว่าเราจะต้องปะทะกับกองทัพผีของปรมะและยังมีปืนใหญ่ดินดำของเผ่าเอ้อหวิน” เหิ่นเสี่ยวกล่าวแสดงความเห็น
หูหลี่ไป๋กล่าวต่อ “กุนซือ เจ้ามีความคิดจะทำเยี่ยงใด??”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนหันมองไปทางบุรุษหนุ่มและถามกลับ “เจ้ามีแผนการอย่างไร??”
เอ้อตูเล่อหลางครุ่นคิดหนึ่งในพิชัยสงครามและกล่าว “กำลังของเรามีน้อยกว่า หากต้องการชนะคงต้องตีที่หัว ดั่งคำว่า จับโจรให้จับหัวหน้า”คำกล่าวของเอ้อตูเล่อหลางทำให้กองโจรหุบเขานับร้อยคนมองไปที่มันด้วยความเลื่อมใส
เหิ่นเสี่ยวจับไปที่แขนของบุรุษหนุ่ม “เยี่ยม เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยม หากเราจับตัวปรมะได้ก็เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายชนะ”
แต่แล้วท่ามกลางความหวังที่เกิดขึ้น หนิงเทียนส่งเสียงหัวเราะออกมา “จับโจรต้องจับที่หัว นะถูกต้องแล้ว แต่จะทำเช่นนั้นได้ เจ้าจะต้องมีกำลังที่มากพอ และต้องมีแผนการที่จะเข้าถึงตัวของหัวหน้า คิดไว้หรือยังว่าจะใช้วิธีใด??”
ได้ยินเช่นนั้นเอ้อตูเล่อหลางเงียบเสียง มันแสดงความเห็นตามตำรา หากต่อสู้กับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า จำต้องเอาชนะที่หัวหน้าของมัน ทว่าตำราพวกนี้ไม่ได้สอนวิธีที่จะใช้ให้เกิดผลจริง จากความยินดีและความฮึกเหิมกลายเป็นความเงียบในทันที
หนิงเทียนเห็นเช่นนั้นจึงได้กล่าวออก “การจะจับหัวโจกที่มีกำลังมากกว่า จำเป็นจะต้องใช้ไส้ศึก”
หูหลี่ไป๋ร่นหว่างคิ้วและกล่าวถามออก “เราจะส่งคนเข้าไปในกองทัพของปรมะ หาโอกาสและจังหวะที่ดีที่สุด เพื่อพิชิตมันจากข้างกาย??”
หนิงเทียนส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง “ไม่ พวกเราจะไม่ส่งใครคนหนึ่งเข้าไป แต่พวกเราจะเข้าไปทั้งกองทัพและพิชิตพวกมันจากภายใน”
เหิ่นเสี่ยวรีบกล่าวค้าน “ไม่มีทาง ต่อให้พวกเรายอมสวามิภักดิ์ ปรมะ มันก็ไม่มีทางเชื่อใจพวกเราแน่”
หนิงเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก “เพราะแบบนี้เราถึงต้องมีของขวัญชิ้นใหญ่ นั้นคือหัวของผู้นำคนต่อไป” ได้ยินเช่นนั้นทุกสายตาจ้องมองไปที่บุรุษหนุ่มเป็นทางเดียว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนกล่าวค้านอยู่มาก “ในเมื่อปรมะยึดเผ่าเอ้อหวินเค่อได้แล้ว ตัวตนของผู้นำคนต่อไปจะไปมีค่าอันใด??”
หนิงเทียนกล่าวออกพร้อมกับจ้องมองไปยังที่ตั้งของเผ่าเอ้อหวิน “เช่นนั้นเรามารอดูกันเถอะว่า เอ้อหวินซางจะยอมกัดเลือดขายประชาชนและนำโจรเข้าสู่บ้านหรือจะยอมหักไม่ยอมงอ” ในระหว่างทางมาที่นี่หนิงเทียนได้สอบถามถึงนิสัยผู้นำคนปัจจุบัน จากเอ้อตูเล่อหลางมาบ้าง และมันค่อนข้างมั่นใจว่าเอ้อหวินซางจะยอมหักไม่ยอมงอ และสิ่งที่จะทำให้คนๆนั้นยอมทำตามได้ ก็คือหลานชายแท้ๆที่อยู่กับพวกมัน...