วันรุ่งขึ้น
“ถวายพระพรองค์หญิง”
อู๋ิชะงัก รีบหันไปมองนางกำนัลที่เพิ่งกล่าวทักทายขณะเดินสวนกันอย่างประหลาดใจ
“เ้าได้ยินเหมือนกันกับข้าหรือไม่"
"ได้ยินเพคะ" มู่หลานก็ประหลาดใจเช่นกัน ปกติหากไม่ถูกเย้ยหยันก็ถูกมองเมินเป็อากาศธาตุ เหตุใดวันนี้ท่าทีของคนเหล่านี้จึงเปลี่ยนไป
"ต้องเพราะเื่เมื่อวานแน่ ๆ ถึงว่าอาหารเช้าวันนี้ดีกว่าเมื่อวานมากนัก นับว่าพวกเราเริ่มต้นได้ดี” อู๋ิยิ้มพอใจก่อนจะะโโลดเต้นไปตลอดทางอย่างร่าเริงเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
“พวกเรากำลังไปที่ใดเพคะ”
“ชู่วววว อย่าเพิ่งถาม รีบตามข้ามา” อู๋ิขยิบตาให้นางกำนัลคนสนิทและเดินต่อ
“ทำไมข้าสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย”
มู่หลานเงยหน้ามองกำแพงสูงที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์ก่อนจะก้มลงมององค์หญิงอู๋ิที่กำลังนั่งแหวกเถาวัลย์ด้านล่างอย่างขะมักขะเม้น
“ตามมาเร็ว มู่หลาน” อู๋ิเร่งขณะย่อตัวเพื่อคลานลอดผ่านรูกำแพงไปด้านนอก
"ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง" มู่หลานกอดเอวเล็กพยายามดึงร่างของผู้เป็นายไม่ให้ออกไปด้านนอก
“อย่าออกไปเลยเพคะ หากถูกจับได้จะต้องโทษหนักนะเพคะ”
“ชู่วววว อย่างไรวันนี้ข้าก็จะต้องออกไปข้างนอกให้ได้ เ้าไม่พูด ข้าไม่พูด ผู้ใดจะรู้” อู๋ิยืนยันหนักแน่น ถูกลงโทษก็ยังดีกว่านอนรอความตายโดยไม่ลงมือทำอะไร ในวังนางไม่มีพรรคพวกดังนั้นจึง้ากำลังสนับสนุนจากหมยฮวาและตัวร้ายอย่างหลี่ไท่หยูเพื่อความอยู่รอด
“องค์หญิง!” มู่หลานพยายามค้านแต่ไม่สำเร็จ
สุดท้ายทั้งสองก็ลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ออกมาด้านนอกจนได้ อู๋ิยิ้มกว้างรีบเดินไปตามเสียงจนกระทั่งพบร้านรวงและผู้คนจำนวนมากที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ นางจะคิดเสียว่าการทะลุมิติครั้งนี้คือการท่องเที่ยวต่างประเทศก็แล้วกัน
“มู่หลาน ข้าอยากลองชิมขนมนี่” อู๋ิกวักมือเรียกนางกำนัลให้มาหา อาหารมากมายสองข้างทางล้วนแปลกใหม่ทำให้อยากลองชิมไปเสียทุกอย่าง ท้องที่เพิ่งเติมเต็ม จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีช่องว่างเพิ่มขึ้นมาเสียอย่างนั้น
มู่หลานอึกอักและรีบดึงตัวผู้เป็นายออกมา กระซิบบอกเบา ๆ
“พวกเราไม่มีเงินเพคะ”
“ไม่มีเงิน? ข้าเป็ถึงองค์หญิงจะไม่มีเงินได้อย่างไร" อู๋ิส่ายหน้ารับความจริงนี้ไม่ได้ โลกโน้นแม้ไม่ร่ำรวยแต่ยังไม่ขัดสนถึงเพียงนี้เลย
“ไม่มีจริง ๆ เพคะ”
“เฮ้อ ช่างเถอะๆ รอข้าพบสหายก่อน เื่เงินก็จะไม่เป็ปัญหาอีกต่อไป" อู๋ิเดินห่างออกมาจากร้านขนม ขอเพียงได้พบเหมยฮวาทุกอย่างจะต้องง่ายราวพลิกฝ่ามือ สหายรักจะต้องอ้าแขนต้อนรับพร้อมให้ความสนับสนุนทุกเื่โดยเฉพาะเื่เงิน ๆ ทอง ๆ ที่ขาดแคลน
“สหาย? แต่องค์หญิงไม่เคยมีสหายนะเพคะ” องค์หญิงไม่เคยย่างเท้าออกจากวังสักครั้งจึงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีสหายอยู่นอกวัง ขนาดในวังยังไม่มีใครคบด้วยเลย
“ข้ามีจริง ๆ นั่น! สหายข้าอยู่ที่นั่น!” นิ้วผอมชี้ไปที่ป้ายขนาดใหญ่ ‘จวนแม่ทัพหลี่’ ก่อนจะรีบวิ่งไปที่นั่นอย่างรวดเร็วเพราะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นสีหน้าตื่นใของเหมยฮวา
“องค์หญ... ไม่สิ! คุณหนู! อย่าวิ่งสิเ้าคะ!” มู่หลานรีบวิ่งตามไปด้วยความเป็ห่วง
“เ้า! หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดอยู่ตรงนั้น ที่นี่คือจวนแม่ทัพใหญ่ ใช่คิดจะเข้าก็เข้าได้เลย บอกชื่อแซ่ของเ้ามา”
“ข้า... ข้าเป็สหายของฮูหยินแม่ทัพนามว่าร้ายเต๋อ* เ้าค่ะ” อู๋ิตอบคำถามอย่างฉะฉานและชะเง้อมองด้านในเพื่อตามหาคนที่อยากพบอย่างมีความหวัง
“ชื่อไม่คุ้น หน้าก็ไม่คุ้น ข้าคงปล่อยให้เข้าพบฮูหยินไม่ได้ กลับไปซะ”
“ตะ... แต่ข้าเป็ถึงองค์หญิงนะดังนั้น...”
“แอบอ้างเบื้องสูงมีโทษปะา เ้ารู้หรือไม่ แต่เอาเถอะ วันนี้ข้าอารมณ์ดีจะไม่เอาเื่เ้าฉะนั้นจงรีบไปเสีย”
“แอบอ้างอะไรกันเล่า ข้าเป็องค์หญิงจริง ๆ ชื่อของข้าคือองค์หญิงอู๋... ดะ... เดี๋ยวสิ! จะทำอะไรน่ะ ปล่อยข้า! ปล่อยสิ! อื้อ ๆ” ร่างเล็กพยายามดิ้นให้หลุดเมื่อหันไปขอความช่วยเหลือจากมู่หลานก็พบว่าคนสนิทก็มีสภาพถูกหิ้วปีกไม่ต่างกัน
“หากเ้าเป็องค์หญิง รองแม่ทัพอย่างข้าก็ต้องรู้จัก เอาล่ะ! ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ หาไม่ข้าจะจับพวกเ้าส่งทางการ!”
คนถูกผลักกระเด็นหันขวับไปมองชายหนุ่มตาขวาง บอกกี่ครั้งว่าเป็องค์หญิงก็ไม่ยอมเชื่อ ใช่แล้ว เขาคือรองแม่ทัพฉี ตัวประกอบซื่อบื้อในนิยายของนางเอง
“รองแม่ทัพฉี! ข้าลืมใส่สมองให้เ้าหรือไงถึงได้มีตาหามีแววไม่”
“กล้าด่าข้า ดี! ในเมื่อเตือนแล้วไม่ฟัง ข้าก็จะจับพวกเ้าส่งทางการเดี๋ยวนี้ นี่! แน่จริงก็อย่าหนีสิ”
เมื่อเห็นท่าทางเอาจริง อู๋ิก็รีบฉุดแขนมู่หลานแล้วพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที ในใจก็คาดโทษเขาไปตลอดทางที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้น
'สักวันข้าจะเอาคืนเ้าแน่'
โบราณว่าไว้ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น วันรุ่งขึ้นอู๋ิและมู่หลานจึงไปโผล่ที่หน้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง ครั้งนี้ทั้งสองจะไม่เดิมดุ่ม ๆ เข้าไปให้โดนไล่ออกมาอีกแต่พวกนางกำลังรอเวลา
“เฝ้าให้ดี ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
“ขอรับรองแม่ทัพฉี”
รองแม่ทัพฉีพยักหน้าและเดินออกจากจวนไปพร้อมบีหนึ่ง*และบีสอง* ระยะหลังมีคนแปลกหน้าเข้ามาในเมืองหลวงจำนวนมาก ท่านแม่ทัพที่ห่วงความปลอดภัยของฮูหยินเป็ที่สุดจึงมีคำสั่งให้พวกเขาตรวจสอบในเมืองอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น
“ตอนนี้ล่ะ” ในที่สุดวันนี้นางก็จะได้พบเหมยฮวาเสียที แค่คิดว่าจะมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ หัวใจก็พองโตคับอกแล้ว
“พี่ชาย ข้ามาขอพบฮูหยินแม่ทัพเ้าค่ะ”
“จะให้เรียนว่าผู้ใดมาขอพบขอรับ"
“ร้ายเต๋อเ้าค่ะ” เชื่อว่าเมื่อเหมยฮวาได้ยินชื่อนี้อย่างไรก็ต้องให้เข้าพบอย่างแน่นอน
“รอสักครู่ ข้าจะไปเรียนฮูหยินเดี๋ยวนี้”
“รบกวนพี่ชายแล้ว” อู๋ิคำนับขอบคุณแต่ทันใดนั้นเงาสีดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง
“เ้าอีกแล้วหรือ?”
นางเห็นกับตาว่ารองแม่ทัพฉีเดินไปไกลแล้ว เหตุใดถึงได้ย้อนกลับมาเร็วนัก
“กลับกันเถิดเพคะองค์หญิง” มู่หลานกระตุกเสื้อด้านหลังของเ้านายหลังล้มเหลวอีกครั้ง
“ไม่ อย่างไรวันนี้ข้าก็ต้องพบเหมยฮวาให้ได้ ขอร้องล่ะรองแม่ทัพฉี! ช่วยแจ้งต่อฮูหยินหน่อยเถิดว่าร้ายเต๋อขอพบ”
“ไม่-มี-ทาง” รองแม่ทัพฉีย้ำทีละคำอย่างชัดเจน คิดหรือว่ามารยาออดอ้อนของสตรีจะใช้ได้ผลกับเขา ไม่มีทางเสียล่ะ
อู๋ิเม้มปากแน่นอย่างแค้นเคืองก่อนจะหันหน้าไปอีกด้าน มือบางยกขึ้นและชี้ไปยังจุด ๆ หนึ่งด้วยท่าทางใ
“อ๊ะ ถุงเงินนี่นา! สงสัยเมื่อครู่ข้าจะทำตกไว้” พูดจบก็รีบพุ่งตัวไปยังถุงนั่นเร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายอ่อนแอนี้จะทำได้ แต่เพียงพริบตาภาพถุงเงินก็ถูกบดบังด้วยแผ่นหลังกว้างและพวกเขาก็ไปถึงเป้าหมายพร้อมกัน
“ปล่อยมือของเ้าซะบีสอง!” รองแม่ทัพฉีส่งสายตาข่มขู่พร้อมกับดึงถุงเข้าหาตัว
“แต่ข้าคว้ามันได้ก่อน ท่านต่างหากที่ต้องปล่อย” บีสองหรือเฟยลี่เพิ่มแรงดึงถุงเงินกลับมาอย่างไม่ยินยอมเช่นกัน
“นั่นไม่ถูกต้อง มันคือถุงเงินของข้า พวกท่านคืนมันมาเดี๋ยวนี้นะ” อู๋ิะโขึ้นมาบ้างและอ้างสิทธิ์ความเป็เ้าของทว่าด้วยท่าทางหลุกหลิกอย่างตั้งใจ
“จะไม่ห้ามพวกเขาหรือขอรับท่านลู่เหวิน”
เมื่อเื่ราวเริ่มบานปลายทหารนายหนึ่งจึงหันไปถามผู้บังคับบัญชาอีกคนที่ยืนนิ่งไม่รู้สา
“เหตุใดต้องห้าม พี่น้องทั้งหลายวันนี้พวกเรามาพนันกันดีกว่าว่าผู้ใดจะชนะในศึกนี้”
เหล่าทหารต่างเห็นดีด้วยกับบีหนึ่งหรือลู่เวิน ทั้งหมดควักเงินออกมาและลงข้างคนที่คิดว่าจะชนะ มีเพียงบีหนึ่งเท่านั้นที่เลือกต่างออกไปจากคนอื่น
“ข้าเลือกนาง”
เหล่าทหารพากันหัวเราะอย่างเบิกบาน ไม่มีทางเลยที่สตรีอ่อนแอจะเอาชนะชายฉรรจ์ที่มีวรยุทธ์สูงส่งทั้งสองได้ ไม่นานพวกเขาก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างยินดีเมื่อเห็นหญิงสาวเดินคอตกออกมา
อู๋ิรีบเดินกลับไปหามู่หลานก่อนจะจูงมือพากันออกมาจากตรงนั้นอย่างเร่งรีบ ทิ้งชายสองคนด้านหลังให้แย่งถุงเงินกันต่อไปอย่างไม่มีใครยอมใคร
“ท่านลู่เหวิน ท่านแพ้แล้ว ฮ่า ๆ” เสียงหัวเราะของเหล่าผู้ชนะยังคงดังก้องแต่บีหนึ่งไม่ได้ใส่ใจ เขาทำเพียงมองตามหญิงสาวทั้งสองไปจนลับตา
หลังเดินห่างจากจวนแม่ทัพมาไกลพอสมควร อู๋ิก็เอ่ยถามคนสนิทอย่างอารมณ์ดี
“มู่หลาน วันนี้เ้าอยากกินหรืออยากได้อะไร ข้าจะซื้อให้เ้าทั้งหมดเลย”
“แต่พวกเราไม่มี...”
"มีสิ" ป้ายหยกประณีตสองชิ้นถูกนำออกมาต่อหน้ามู่หลาน คิดว่ากว่าสองคนนั้นจะรู้ตัวคงอีกนาน ตอนนี้คงกำลังแย่งถุงเงินปลอมกันอยู่เลยกระมัง
“ทรงขโมยพวกมันมาหรือเพคะ!” มู่หลานใแทบสิ้นสติ หนีออกมานอกวังไม่พอซ้ำยังขโมยของอีก หากฮ่องเต้ทรงทราบเื่ องค์หญิงจะต้องโทษหนักเป็แน่
“ชู่ววววว เ้าอย่าเสียงดังนักสิ ข้าไม่ได้ขโมยนะ ก็แค่... เอ่อ... ขอยืมเท่านั้น” อู๋ิแก้ตัวก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความผิด
“เถอะน่า ก็แค่ชั่วคราว รับรองด้วยเกียรติของนักเขียน เอ๊ย! องค์หญิง! ข้าจะต้องนำพวกมันไปคืนพวกเขาอย่างแน่นอน”
“ทรงสัญญาแล้วนะเพคะ"
"อื้อ สัญญา ไปกันได้แล้ว ไปหาของอร่อย ๆ กินกัน"
มู่หลานถอนหายใจด้วยความกังวล ได้แต่หวังว่าองค์หญิงจะรักษาสัญญา หาไม่ องค์หญิงและนางคงไม่อาจออกนอกวังโดยไม่ถูกรองแม่ทัพฉีและพวกตามล่าไปตลอดชีวิต
จวนแม่ทัพหลี่
รอยยิ้มกว้างเหือดแห้ง มุมปากเปลี่ยนเป็พลิกคว่ำหลังได้เห็นสิ่งที่อยู่ในถุงที่สู้อุตส่าห์ยื้อแย่งมาด้วยความยากลำบาก
“กะ... ก้อนหินงั้นหรือ!”
“ฮ่า ๆ ๆ สมน้ำหน้า”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังมาจากบีสองในสภาพดูไม่จืด นั่นยิ่งทำให้รองแม่ทัพฉีรู้สึกโกรธมากกว่าเดิม มือหนาปาถุงเงินทิ้งลงพื้นด้วยความโมโห
“กล่าวกันว่าความโลภคือหายนะ” บีหนึ่งเอ่ยขัดจังหวะก่อนที่สหายทั้งสองจะกระโจนใส่กันอีกครั้ง
"เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า! / ไม่เกี่ยวกับเ้า!"
บีหนึ่งส่ายหน้าและมองสหายด้วยความสงสารแกมสมเพช
“นี่พวกเ้ายังไม่รู้ตัวอีกเหรอ หยกของพวกเ้าถูกขโมยไปแล้ว”
รองแม่ทัพฉีและบีสองก้มมองป้ายหยกราคาแพงของตนเองและก็พบว่าพวกมันได้หายไปแล้วจริง ๆ พวกเขามองหน้ากันครู่หนึ่ง ความสามัคคีลุกฮืออย่างพร้อมเพรียง
“ข้าจะต้องจับตัวพวกนางส่งทางการให้จงได้ ไปบีสอง!”
บีหนึ่งได้แต่ส่ายหน้าและหันไปรับทรัพย์อย่างสบายใจ วันนี้เห็นจะมีแต่เขากระมังที่โชคดี
“ขอข้าพักทานข้าวก่อนได้หรือไม่” บีสองลูบท้องไปมาพร้อมมองรองแม่ทัพฉีตาละห้อย ั้แ่เช้าที่เกิดเื่จนกระทั่งตอนนี้ ข้าวยังไม่ถึงท้องสักเม็ด
ครั้นพูดถึงอาหารรองแม่ทัพฉีก็รู้สึกหิวขึ้นมาเช่นกันจึงพยักหน้าตกลงและเดินนำบีสองไปยังโรงเตี๊ยมชื่อดัง และ์ก็เข้าข้างคนดีเพราะพวกเขาเผอิญพบคู่กรณีที่นี่พอดี
“ในที่สุดก็หาพวกเ้าเจอ”
เสียงเย็นเยียบด้านหลังทำให้สตรีสองนางที่นั่งหันหน้าออกไปทางถนนสะดุ้งโหยง แข้งขาอ่อนแรงเสียดื้อ ๆ จนตะเกียบในมือร่วงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น
“ทำอย่างไรดีเ้าคะคุณหนู” มู่หลานกระตุกแขนเสื้อเ้านายยิก ๆ ด้วยความร้อนใจ
“คืนหยกของพวกข้ามาเดี๋ยวนี้!" รองแม่ทัพฉียื่นมือไปด้านหน้า มองหน้าเ้าตัวหัวหน้าด้วยสายตาขู่เข็ญ
“คะ... คือ... ข้าเปลี่ยนพวกมันเป็เงินแล้วเ้าค่ะ” อู๋ิสารภาพเสียงอ่อยและส่งสัญญาณให้มู่หลานมอบเงินที่เหลือจากการจำนำแก่เ้าของ
รองแม่ทัพฉีรับมาเปิดดูด้วยสีหน้าไม่พอใจ แน่นอนว่าเงินที่ได้จากการจำนำกับเงินที่ใช้ไถ่ถอนคืนย่อมต่างกัน ที่สำคัญคือพวกนางนำเงินไปใช้แล้วบางส่วนเห็นได้จากอาหารมากมายบนโต๊ะ เช่นนี้เขาก็มีแต่ขาดทุนเท่านั้น
“เอ่อ... ส่วนที่ใช้ไป ข้าจะหามาคืนให้อย่างแน่นอน เช่นนี้ดีหรือไม่ ให้ข้าไปเป็สาวใช้ในจวนแม่ทัพ ใช้แรงงานแลกเงิน”
“ไม่ ข้าไม่้า ข้าจะให้พวกเ้าชดใช้กรรมในคุกแทน!”
อู๋ิสะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่าคุก นางรีบคุกเข่าและเริ่มร้องไห้เพื่อเอาตัวรอด
“ฮึก! ฮือ ๆ พะ... เพราะความยากจนหิวโหย ข้าจึงต้องทำ ขะ... ข้าไม่ได้มีเจตนาจริง ๆ นะเ้าคะ ได้โปรดอย่าจับพวกเราส่งทางการเลย ดู! ดูนี่สิเ้าคะ” อู๋ิรีบยื่นแขนเปลือยไปตรงหน้ารองแม่ทัพฉี ใช้แผลที่มีให้เป็ประโยชน์
รองแม่ทัพฉีหลุบตามองแขนผอมแกร็นที่มีรอยแผลฟกช้ำจำนวนมาก ดวงตาดุกร้าวจึงอ่อนลงทว่าย้งไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว
“พวกเ้าเป็สาวใช้ตระกูลใด ข้าจะไปทวงความยุติธรรมให้เดี๋ยวนี้” บีสองที่เชื่ออย่างสนิทใจหันไปถามหญิงสาวอีกคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาราวกับเป็ใบ้
มู่หลานเม้มปากแน่น คิดอย่างสับสนว่าจะทำเช่นไรดี สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่นตามน้ำแม้จะโกหกไม่เก่งก็ตาม
“เอ่อ... นายท่านของข้าร่ำรวยมาก มีอำนาจมาก มีฮูหยินเป็ร้อย ๆ และก็มีบุตรชายบุตรสาวหลายคนเช่นกัน นางเป็คุณหนู ส่วนข้าเป็สาวใช้เ้าค่ะ”
“โอ้ไม้ทอด*! นี่น่ะหรือคุณหนู?” บีสองขอยืมคำอุทานของฮูหยินเหมยฮวามาใช้เพราะเขาไม่เห็นรัศมีคุณหนูตระกูลใหญ่จากตัวแม่นางน้อยสักนิด
“ใช่สิเ้าคะ คุณหนูกำพร้ามารดาั้แ่แบเบาะ ฮึก ๆ ๆ ถะ... ถูกมารดาเลี้ยงและพี่สาวใจร้ายรังแกทุกวัน นายท่านเองก็ไม่เคยใส่ใจ ฮือ ๆ คุณหนูของข้าน่าสงสารมากจริง ๆ นะเ้าคะ ฮึก! ฮือ ๆ คุณหนูไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ ข้าวสวยเพียงนิดเดียวก็ต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง กับข้าวก็มีแต่ผักเหี่ยว ๆ จากก้นครัวมิเคยได้ลิ้มรสหมู ไก่ หรือว่าปลาสักครั้ง” เล่าไปก็ร้องไห้ไป สะอื้นจนตัวโยนทำให้ลูกค้าในร้านพากันมามุงดูอย่างแน่นขนัด
“ฮือ ๆ ทะ... ทุกเช้าคุณหนูจะถูกพี่สาวรังแกทุบตี จะหนีก็ไม่มีเงิน เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็ทั้งเก่าและขาด ถูกปะชุนหลายต่อหลายครั้ง ข้าน้อยรู้สึกปวดใจยิ่งนักที่ไม่อาจปกป้องคุณหนูได้ ฮือ ๆ”
อู๋ิอยากจะลุกขึ้นปรบมือและมอบรางวัลออสการ์ให้เสียนี่กระไร เล่นใหญ่ถึงเพียงนี้นางจะต้องเล่นต่ออย่างไรถึงจะเท่าเทียม
“ฮือ ๆๆๆๆ อย่าโทษตัวเองเลย ข้าต่างหากที่ผิด ข้า... ข้าไม่ควรเกิดมาั้แ่แรก ฮือ ๆ”
สองสาวโผกอดกันก่อนจะร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง ระหว่างนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นอย่างหนาหู ดูเหมือนพวกเขาต่างก็เห็นใจพวกนางมาก บางคนถึงขั้นเช็ดน้ำตาเพราะความสงสาร
รองแม่ทัพฉีรู้สึกลังเลปนไม่พอใจเพราะทุกคนมองเขาราวกับเป็คนผิด เขาเองก็เป็เหยื่อ คนที่ควรได้รับความเห็นใจคือเขาต่างหาก
“รองแม่ทัพฉี ข้าว่าปล่อยพวกนางไปเถิดนะ” บีสองอ้อนวอนสหายและกรีดน้ำตาออกจากดวงตาอีกคน
“นี่เ้า! ได้! ครั้งนี้ข้าจะละเว้นให้เ้าสักครั้ง แต่หากมีครั้งหน้า...”
“ขอบคุณรองแม่ทัพฉีที่เมตตา เช่นนั้นพวกเราขอตัว”ไม่ต้องรอให้พูดจบ อู๋ิก็ลุกขึ้นยืนเพื่อจะชิ่ง ทั้งกลัวคู่กรณีจะเปลี่ยนใจหรือเกิดสงสัยขึ้นมาด้วย
รองแม่ทัพฉีอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะคิดบางอย่างออก
“เดี๋ยวก่อน! ข้าลองคิด ๆ ดูแล้ว จะช่วยก็ควรช่วยให้ถึงที่สุด เอาล่ะ ข้ากับบีสองตัดสินใจจะไปกับพวกเ้าด้วย ด้วยฐานะรองแม่ทัพของข้า อย่างไรคนในตระกูลเ้าก็ต้องเกรงใจอยู่บ้าง ทุกท่านเห็นด้วยหรือไม่”
และก็เป็ไปตามคาดเมื่อเขาได้รับเสียงสนับสนุนและคำชื่นชมจากชาวบ้านมากมาย
“ไม่! ไม่ต้อง! น้ำใจของรองแม่ทัพฉี ข้าน้อยรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่ข้าไม่อยากเป็ต้นเหตุทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลต้องด่างพร้อยดังนั้นให้ข้าจัดการ...”
“โอ๊ะ เ้าอย่าได้เกรงใจไป ปล่อยเป็หน้าที่ข้าเอง รับรองต่อไปเ้าจะไม่ถูกรังแกอีกอย่างแน่นอน” รองแม่ทัพฉีส่งยิ้มอ่อนโยนที่ไปไม่ถึงดวงตาแก่คู่กรณี
"แต่ว่า.." ปากอยากจะปฏิเสธแต่ก็ถูกชาวประชากดดัน อู๋ิจึงจำต้องรับปากได้แต่คิดว่าค่อยหาทางสลัดพวกเขาออกในภายหลัง
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนรองแม่ทัพฉีแล้ว เชิญทางนี้เ้าค่ะ”
ทั้งสี่เดินออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมกับเสียงปรบมือชื่นชมที่มอบให้รองแม่ทัพฉีและบีสอง ผิดกับสตรีทั้งสองที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ทว่า์ยังมีเมตตาเมื่อเดินมาพบกับขบวนมือปราบ อู๋ิจึงรีบลากมู่หลานเข้าไปหาพวกเขาทันทีและแสร้งบีบน้ำตาชี้มือไปทางรองแม่ทัพฉีและบีสองอย่างกล่าวร้าย
“ท่านมือปราบช่วยข้าน้อยด้วยเ้าค่ะ พะ... พวกเขาจะทำร้ายพวกข้าเ้าค่ะ ฮือ ๆ”
หัวหน้ามือปราบหันไปมองด้านหลังและยกมือข้างที่ถือดาบปรามไม่ให้ชายสองคนที่ถูกกล่าวหาก้าวเข้ามาใกล้
“พวกเขาทำร้ายเ้างั้นหรือ”
“อกตัญญู” บีสองะโแทรก เสียแรงพวกเขาจะไปช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้พวกนางแต่กลับกล่าวมาหากันเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหน!
“นี่เ้าค่ะรอยแผลพวกนี้เป็ฝีมือของพวกเขา ท่านมือปราบช่วยพวกเราด้วยนะเ้าคะ ฮือ ๆ” อู๋ิเลิกแขนเสื้อเพื่อให้มือปราบได้เห็นร่องรอยการถูกทำร้ายอีกครั้ง
“ไม่จริง! มือปราบหลิว นางโกหก! นางบอกว่าถูกครอบครัวทำร้ายและพวกข้าก็กำลังจะไปที่บ้านของนางเพื่อทวงความยุติธรรม ข้าไม่น่าหลงเชื่อพวกเ้าเลย เอาความเห็นใจของข้าคืนมาเลยนะ”
“มะ... มือปราบหลิวงั้นหรือ ท่านคงไม่ใช่มือปราบหลิวเจียเฉิงกระมัง” อู๋ิถามอย่างกังวล
หลิวเจียเฉิงก้มศีรษะรับก่อนจะออกคำสั่ง
“จับตัวคนร้ายไปไต่สวนที่อำเภอ”
"ข้าซวยแล้ว" อู๋ิหมดแรงฟุบลงไปนั่งกับพื้น พวกเขาเป็สหายกัน คราวนี้นางไม่พ้นนอนคุกแน่ ๆ
รองแม่ทัพฉีมองดูคนร้ายที่ถูกจับกุมอย่างอารมณ์ดี ต่อให้ได้เงินคืนไม่ครบ อย่างน้อยได้เอาคนผิดเข้าคุกก็นับว่าทดแทนกันได้ ทั้งพวกนางยังทำตัวน่าสงสัยจ้องจะลอบเข้าจวนแม่ทัพทุกวันดังนั้นขังลืมไปเลยยิ่งดี
“เ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับข้าเช่นนี้” อู๋ิมองเขาอย่างแค้นเคือง ยอมรับว่าการขโมยและการเอาตัวรอดโดยการโกหกเป็เื่ไม่ดีแต่หากเขายอมให้นางพบเหมยฮวาแต่แรก เื่เช่นนี้ก็คงไม่เกิด
รองแม่ทัพฉีหันไปสบตาผู้พูดแวบหนึ่งแต่ไม่เก็บมาคิดให้รกสมองทั้งยังโบกมือลาแม่นางทั้งสองด้วยท่าทีสะใจและเย้ยหยันอยู่ในที ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าอีกหนึ่งชั่วยามต่อมาว่าคู่กรณีก็ได้ออกจากคุกเป็ที่เรียบร้อยแล้วและกำลังยืนอยู่ต่อหน้าบุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่ง
“คราวนี้ใครอีกล่ะ?” อู๋ิป้องปากกระซิบถามนางกำนัลคนสนิท
“นี่คือองค์รัชทายาทหรงซิ่งเพคะ” มู่หลานกระซิบตอบและรีบก้มหน้าหลบสายตาผู้ที่มีศักดิ์สูงและอนาคตจะได้เป็เ้าครองแผ่นดินด้วยความหวาดกลัว
“เช่นนั้นเขาก็เป็พี่ชายของข้า เสด็จพี่...”
"อย่าบังอาจเรียกข้าว่าพี่”
ความเหินห่างที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนทำเอาอู๋ิอยากลงไปนอนดิ้นกับพื้น โลกนี้จะไม่มีใครรักนางสักคนเลยหรือไงกัน
‘ชีวิตตัวประกอบ เหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอ!’
------------------------------------------
บีหนึ่ง* เป็ชื่อที่เหมยฮวาเื่ข้าไม่อยากเป็ตัวประกอบตั้งขึ้น ชื่อเดิมคือลู่เหวิน
บีสอง* เป็ชื่อที่เหมยฮวาเื่ข้าไม่อยากเป็ตัวประกอบตั้งขึ้น ชื่อเดิมคือเฟยลี่