ความเงียบงันในสนามประลองคงอยู่ได้ไม่นานนัก ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงฮือฮาที่ดังกระหึ่มราวกับคลื่นั์สาดซัด!
"์! ข้าดูผิดไปหรือไม่! จ้าวหู่แพ้แล้ว!" "ไม่ใช่แค่แพ้...แต่แพ้อย่างหมดรูป! เขาไม่ได้แตะต้องชายเสื้อของหลินเฟิงเลยด้วยซ้ำ!" "หลินเฟิง...เด็กคนนั้นมันเป็ใครกันแน่? สามปีก่อนยังเป็แค่เด็กขี้โรคที่นอนรอความตายอยู่เลยไม่ใช่รึ!"
ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของหลินเฟิงที่เดินลงจากลานประลองด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับสายน้ำ แววตาของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความดูแคลนและสงสาร...บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความยำเกรง, ความสงสัยใคร่รู้, และความอิจฉาที่ปิดไม่มิด
หลินเฟิงััได้ถึงสายตาเ่าั้ แต่เขาก็ทำเป็ไม่รับรู้ เขาเดินกลับไปยังจุดที่เคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ ศิษย์คนอื่นๆ ที่เคยยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างพากันขยับถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว เปิดพื้นที่ว่างรอบตัวเขาราวกับเป็เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าล่วงล้ำ
เขามองผ่านฝูงชนไปยังหลิวซูซิน ดวงตากลมโตของเธอกำลังเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ปากเล็กๆ อ้าค้างอย่างลืมตัว เมื่อสายตาของพวกเขาสบกัน เธอก็รีบหลบสายตาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำระคนสับสน...นางเอกสาวน้อยของเรายังคงประมวลผลเื่ราวที่น่าเหลือเชื่อตรงหน้าไม่ทัน
บนอัฒจันทร์ไม้ ผู้าุโที่เป็ประธานในการทดสอบลุกขึ้นยืน ชายชราในชุดสีครามเข้มผู้นี้คือ ผู้าุโหลี่ ผู้ดูแลกฎระเบียบของศิษย์ชั้นนอกทั้งหมด เขากระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง แต่เสียงนั้นกลับดังชัดเจนไปทั่วทั้งลานประลอง ทำให้เสียงฮือฮาทั้งหมดเงียบลงอีกครั้ง
"การประลองสิ้นสุด! ผลการทดสอบประจำปี...ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งคือ...หลินเฟิง!"
การประกาศชื่อของเขาในฐานะผู้ชนะเลิศ สร้างแรงสั่นะเืในจิตใจของเหล่าศิษย์อีกระลอก มันคือการตอกย้ำความจริงที่น่าเหลือเชื่อนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"ในฐานะผู้ชนะเลิศ หลินเฟิงจะได้รับรางวัลเป็ 'ยาเม็ดรวมปราณ' จำนวนสามเม็ด และมีสิทธิ์เข้าใช้ 'หอตำรา' ของศิษย์ชั้นนอกได้เป็เวลาสามวันเต็ม! ส่วนผู้ที่ทำผลงานได้โดดเด่นอีกเก้าคน...จงก้าวออกมาข้างหน้า!"
ผู้าุโหลี่ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้อันดับรองลงมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีชื่อของจ้าวหู่ที่พ่ายแพ้อย่างน่าอัปยศรวมอยู่ด้วย เด็กหนุ่มผู้เคยเป็ดาวเด่น บัดนี้ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความอับอายและโกรธแค้น ขณะที่เพื่อนๆ ของเขากำลังช่วยพยุงร่างที่สะบักสะบอมของเขาให้ลุกขึ้นยืน สายตาที่เขามองมายังหลินเฟิงนั้นราวกับจะแผดเผาให้เป็จุณ
หลินเฟิงก้าวออกไปรับรางวัลจากผู้าุโหลี่อย่างนอบน้อม เขารับขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่บรรจุยาเม็ดรวมปราณและป้ายไม้สำหรับเข้าหอตำรามาไว้ในมือ
"ทำได้ดีมาก" ผู้าุโหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "ข้าไม่เคยเห็นทักษะการต่อสู้ที่เฉียบคมและเยือกเย็นเช่นนี้จากศิษย์ชั้นนอกมาก่อน เ้าเรียนรู้มันมาจากที่ใดกัน?"
นี่คือคำถามที่หลินเฟิงเตรียมคำตอบไว้แล้ว เขารู้ดีว่าต้องมีคนสงสัยในที่มาของความสามารถที่ก้าวะโของเขา
"เรียนท่านผู้าุโ" เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย "หลังจากที่ข้าฟื้นจากอาการป่วยเมื่อสามปีก่อน ข้าพบว่าร่างกายของข้าอ่อนแออย่างมาก ข้าจึงพยายามฝึกฝนร่างกายตามกระบวนท่าพื้นฐานที่เหล่าครูฝึกเคยสอนอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ส่วนทักษะการต่อสู้เมื่อครู่นี้...ข้าเพียงแค่อาศัยการสังเกตและคาดเดาการเคลื่อนไหวของศิษย์พี่จ้าวเท่านั้นขอรับ"
มันเป็คำตอบที่ผสมผสานระหว่างความจริงและความเท็จ เขาฝึกฝนร่างกายจริงๆ แต่ไม่ใช่จากกระบวนท่าพื้นฐานของสำนัก และทักษะการต่อสู้ของเขาก็ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สั่งสมมาจากนิยายนับร้อยเื่ในชาติก่อน
ผู้าุโหลี่หรี่ตามองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาของชายชรานั้นฉลาดหลักแหลมราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจของเขาได้ หลินเฟิงรู้สึกกดดันเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรักษาความสงบนิ่งบนใบหน้าไว้ได้
"อืม...ขยันหมั่นเพียรและมีพร์ในการสังเกตงั้นรึ..." ผู้าุโหลี่พยักหน้าช้าๆ "ดี...ดีมาก ความพยายามไม่เคยทรยศใคร จงรักษาความมุ่งมั่นนี้ไว้ให้ดี"
ดูเหมือนว่าผู้าุโหลี่จะไม่ได้ซักไซ้ต่อ บางทีอาจเป็เพราะเขาคิดว่ามันเป็พร์ที่ซ่อนเร้น หรืออาจจะเป็เพราะเขาไม่้าใส่ใจที่มาของศิษย์ชั้นนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่งมากเกินไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม...หลินเฟิงก็รอดพ้นจากวิกฤตินี้ไปได้อย่างหวุดหวิด
หลังจากการทดสอบสิ้นสุดลง เหล่าศิษย์ก็เริ่มทยอยกันแยกย้ายกลับไป ทว่าวันนี้...เส้นทางกลับกระท่อมของหลินเฟิงนั้นแตกต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
จากที่เคยเดินอย่างเดียวดายไม่มีใครสนใจ บัดนี้กลับมีศิษย์หลายคนพยายามเข้ามาทักทายและผูกมิตรกับเขา
"ศิษย์พี่หลิน! ยินดีด้วยนะขอรับ! ท่านสุดยอดไปเลย!" "ศิษย์พี่หลิน หากมีเวลาว่าง ช่วยชี้แนะเคล็ดวิชาให้ข้าบ้างได้หรือไม่?"
หลินเฟิงที่จิตใจเป็ผู้ใหญ่แล้ว ย่อมเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ดี เขารับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างราบรื่น เขาไม่ได้เย่อหยิ่ง แต่ก็ไม่ได้ตีสนิทกับใครง่ายๆ เขาเพียงแค่พยักหน้าและตอบรับด้วยคำพูดสั้นๆ อย่างสุภาพ รักษาระยะห่างที่เหมาะสมเอาไว้
เขารู้ดีว่า "มิตรภาพ" ที่เกิดจากความแข็งแกร่งเพียงชั่วข้ามคืนนั้น...เปราะบางยิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมที่คุ้นเคย เขาก็ปิดประตูลงกลอนทันที บรรยากาศที่เงียบสงบทำให้เขาสามารถถอนหายใจออกมาได้อย่างเต็มปอด เขานั่งลงบนเตียงแล้วเปิดขวดยาออกมาดู ยาเม็ดสีน้ำตาลอ่อนสามเม็ดนอนนิ่งอยู่ที่ก้นขวด ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาจางๆ
"ยาเม็ดรวมปราณ..." เขารำพึงกับตัวเอง "ตามที่นิยายบรรยายไว้ ยาชนิดนี้สามารถช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังปราณและช่วยในการทะลวงผ่านคอขวดของระดับพลังได้...ของดีจริงๆ"
ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของระดับก่อร่างขั้นที่เก้าแล้ว ยาเม็ดนี้นับว่ามาได้ถูกเวลาพอดี มันจะช่วยให้เขาทะลวงเข้าสู่ ระดับหลอมกายา ได้อย่างแน่นอน!
ทว่า...เขายังไม่รีบร้อนที่จะใช้มันในทันที เขายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่า...นั่นคือสิทธิ์ในการเข้าใช้ "หอตำรา"
ในความทรงจำของเขา "จักรพรรดิเทพัสยบฟ้า" คือสุดยอดคัมภีร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่การได้ศึกษาเคล็ดวิชาของโลกใบนี้โดยตรง ก็อาจจะช่วยให้เขาเข้าใจรากฐานของยุทธภพแห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ...มันอาจจะมีเบาะแสบางอย่างที่ช่วยยืนยันได้ว่า ความทรงจำของเขาเื่เคล็ดวิชาเทวะนั้น ไม่ได้เป็เพียงแค่เื่ที่เขาคิดไปเอง
ตกดึกคืนนั้น ขณะที่หลินเฟิงกำลังนั่งทบทวนแผนการในอนาคตของตนเองอยู่นั้น...
ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างแ่เบาและระมัดระวังทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ใครกันที่จะมาหาเขาในยามวิกาลเช่นนี้?
เขาค่อยๆ เดินไปที่ประตูแล้วถามด้วยเสียงเรียบ "ผู้ใด?"
"ขะ...ข้าเอง...หลิวซูซิน"
เสียงตอบที่แฝงแววประหม่าดังมาจากนอกประตูทำให้หลินเฟิงประหลาดใจ เขาลดการป้องกันลงแล้วเปิดประตูออกเล็กน้อย
ภายใต้แสงจันทร์ ร่างของเด็กหญิงยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีขวยเขิน ในมือของเธอถือห่อผ้าเล็กๆ อยู่
"ศิษย์พี่ซูซิน มีธุระอะไรรึ?"
"เอ่อ...คือ..." ซูซินก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ "ข้า...ข้าเห็นว่าเ้าคงจะเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าเลย...แอบเอาหมั่นโถวร้อนๆ จากโรงครัวมาให้...แล้วก็...นี่ยาสำหรับทาแผลภายนอก ข้ากลัวว่าเ้าอาจจะาเ็จากการประลอง..."
เธอยื่นห่อผ้าและขวดยาเล็กๆ มาให้เขาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ
หลินเฟิงมองสิ่งของในมือเธอสลับกับใบหน้าที่น่ารักซึ่งกำลังแดงก่ำของเธอ ในใจพลันรู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก ตลอดสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะตกต่ำหรือถูกใครๆ หลงลืม ก็มีเพียงเด็กหญิงคนนี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างและหยิบยื่นน้ำใจให้เขาเสมอมา...โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
นี่คือ...ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้รับในชาติก่อน
"ขอบคุณมาก ศิษย์พี่ซูซิน" เขารับของมาถือไว้ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว "แต่ข้าไม่เป็อะไรมากหรอก"
"ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว..." ซูซินพึมพำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิดหนึ่ง "เ้า...เก่งมากจริงๆ นะหลินเฟิง ข้า...ข้าดีใจด้วยจริงๆ"
รอยยิ้มที่จริงใจของเธอสว่างไสวราวกับดวงจันทร์บนท้องฟ้า ทำให้หัวใจที่ด้านชาของชายวัยสี่สิบกว่าปีในร่างเด็กแปดขวบต้องสั่นไหวอย่างรุนแรง
"ไปพักผ่อนเถอะ ดึกมากแล้ว" หลินเฟิงกล่าวเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้
"อื้อ...เช่นนั้น...ฝันดีนะ" ซูซินกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งจากไปอย่างเขินอาย ทิ้งให้หลินเฟิงยืนมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเธอไปจนลับสายตา
เขากลับเข้ามาในกระท่อม ปิดประตูลง แล้วมองดูหมั่นโถวร้อนๆ และขวดยาในมือ...คลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ความอิจฉาริษยาจากศัตรู หรือความสนใจจากผู้าุโเท่านั้น...
แต่ดูเหมือนว่า...มันจะได้สร้างสายสัมพันธ์เล็กๆ ที่อบอุ่นและบริสุทธิ์ขึ้นในหัวใจของเขาด้วยเช่นกัน