รถม้าของเหอกวงถังกลับมาถึงตอนใกล้พลบค่ำ ม่านม่านแยกกลับไปเรือนพักของตนเอง ไป๋จิ้งเข้าครัวไปทำอาหารมื้อค่ำ ไป๋อิงปรนนิบัติเทียนหลินอาบน้ำ โดยไม่มีเสี่ยวเปามาก่อกวน เพราะวันนี้มันอารมณ์ดีที่ได้กินของอร่อยทั้งวันจึงทำตัวเป็มิตรกับนาง
“คุณหนูใจร้ายที่สุดไม่บอกบ่าวสักคำว่าเขาคือองค์ชายสาม” ไป๋อิงตัดพ้อขณะช่วยเทียนหลินแต่งตัว“ถ้าบอกแล้วจะเป็นเช่นไร”“ถ้าบ่าวรู้ว่าเขาเป็นองค์ชายบ่าวคงไม่กล้าเสียมารยาทกับเขา”“ฐานะองค์ชายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดซึ่งเขาคงมิได้ชอบมันสักเท่าใด เขาคงชอบมีเพื่อนนั่งกินข้าวมากกว่ามีคนมายืนก้มหน้าแอบมองเขากินอยู่ข้างโต๊ะ”ไป๋อิงละอายใจที่ตนว่าองค์ชายสามเป็นพวกไร้มารยาท ภาพตอนเขาสยบนางหมาบ้าสองแม่ลูกเพื่อคุณหนูยังติดตานางอยู่ เทียนหลินเห็นไป๋อิงทำหน้าเศร้าก็ลูบหลังมือนางเบา ๆ เป็นการปลอบใจหลังกินอาหารมื้อค่ำเสร็จ เทียนหลินออกมาเดินย่อยอาหารที่ระเบียงหน้าเรือน นางให้สองสาวใช้ไปพักผ่อนไม่ต้องอยู่ปรนนิบัตินางเข้านอน เทียนหลินยืนพิงเสาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านหยูอี้ ก่อนหรงจื่อจะพาพวกนางเดินออกจากร้านเขาให้พวกนางสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้า ตอนเดินผ่านห้องที่พวกเจียงเหมยนั่งอยู่เขาก็ใช้ตัวบังนางไว้ เขากำลังจะทำอะไร? เด็กสาวยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินกลับเข้าห้อง วันนี้นางรู้สึกเพลียเพราะถูกทำให้ตกใจมาทั้งวัน พอศีรษะถึงหมอนก็หลับทันทีพอแสงเทียนในห้องเทียนหลินดับลงหน้าต่างห้องไป๋จิ้งก็ถูกเปิด มีเงาดำร่างหนึ่งผ่านเข้าไปหน้าต่างก็ถูกปิดลงดังเดิม เงาดำเคลื่อนไปที่เตียงอย่างไร้เสียง ไป๋จิ้งรู้สึกตัวตื่นเพราะผ้าห่มถูกดึง นางลืมตาตื่นยังไม่ทันขยับตัวก็มีมือใหญ่มาปิดปากนาง“แม่นางอย่าส่งเสียง ข้าจิงซาองครักษ์ขององค์ชายสาม”เสียงคุ้นหูทำให้ไป๋จิ้งนอนนิ่งไม่ขยับเป็นการบอกอีกฝ่ายว่านางจำเสียงเขาได้ จิงซาเอามือออกแล้วขยับถอยห่างออกจากเตียงไปสองก้าว ไป๋จิ้งลุกขึ้นนั่งโดยดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้อย่างมิดชิด แม้ในห้องจะมืดจนมองไม่เห็นหน้ากัน แต่ไป๋จิ้งรู้ดีว่าสายตาผู้มีพลังยุทธ์มองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าคนธรรมดา“เชิญกล่าวธุระได้เจ้าค่ะ”“องค์ชายสามให้ข้ามาแจ้งว่าถ้าไม่มีธุระใดจำเป็น ช่วงนี้อย่าพาคุณหนูหลินออกจากเหอกวงถัง”“เพราะเรื่องเมื่อเย็นจะทำให้คุณหนูมีอันตรายหรือเจ้าคะ?”“แม่นางวางใจเถอะ องค์ชายสามห่วงใยคุณหนูหลินมากไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายนางได้แน่ เรื่องที่ร้านหยูอี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นยังมีอีกหลายเรื่องกำลังจะตามมา และองค์ชายสามไม่อยากให้คุณหนูหลินเข้าไปเกี่ยวข้องพระองค์จะจัดการทุกอย่างให้เอง”“องค์ชายสามมีความแค้นกับจวนราชครูหรือเจ้าคะ?”“เมื่อก่อนไม่มีแต่ตอนนี้มีแล้ว ดูเหมือนแม่ลูกนั่นจะแตะโดนเกล็ดใต้คอมังกร”“เพียงเพราะพวกนางคิดมาแย่งเครื่องประดับของคุณหนูเท่านั้นหรือเจ้าคะ?”“นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุที่สำคัญคงเป็นอาการผิดปกติของคุณหนูหลินตอนได้ยินเสียงฮูหยินรองซีมากกว่า ข้าถามได้หรือไม่เหตุใดพวกเจ้าจึงกลัวนางถึงเพียงนั้น”“ฮูหยินใหญ่โดนวางยาพิษตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์คุณหนู และเสียชีวิตตอนคุณหนูอายุสามขวบ เมื่อไม่มีมารดาคอยปกป้องคุณหนูก็โดนหญิงชั่วผู้นั้นรังแก สั่งลงโทษด้วยวิธีทารุณแม้ไม่มีความผิด ร่างกายใต้เสื้อผ้าเต็มไปรอยแผลเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงห้าขวบ และเพิ่งได้รับการรักษารอยแผลเหล่านั้นเมื่อไม่นานมานี้ ความเจ็บปวดทรมานตอนรักษาทำให้คุณหนูถึงกับหมดสติ”ไป๋จิ้งเล่าในสิ่งที่จิงซาไม่มีทางสืบได้จากจวนราชครูซีให้เขาฟัง เพราะทุกคำพูดของนางเขาต้องไปรายงานองค์ชายสาม แม้คุณหนูจะมีวรยุทธ์สูงส่งแต่นางไม่อยากประมาท มีองค์ชายสามคอยช่วยอีกทางนางก็อุ่นใจจิงซายืนฟังนิ่ง ก่อนมาที่นี่เขาสืบเรื่องของจวนราชครูมาบ้างแล้ว และพอจะเดาได้ว่าเทียนหลินอาจจะเป็นบุตรสาวคนโตของราชครู ที่หายตัวไปพร้อมกับสองสาวใช้ระหว่างถูกส่งไปอยู่บ้านชนบทสกุลซี สิ่งที่เขาเพิ่งได้ฟังทำให้เขารู้สึกสงสารเทียนหลินจับใจ “ไม่รบกวนแม่นางแล้ว และขออภัยด้วยที่ทำให้ตกใจ”“มิเป็นไรเจ้าค่ะ และข้าชื่อว่าไป๋จิ้ง” จิงซาเข้าไปในตำหนักของหรงจื่อด้วยเส้นทางลับ เรื่องที่เกิดขึ้นในหยูอี้ต้องทำให้ตำหนักของหรงซวี่กับจวนราชครูซีลุกเป็นไฟ หรงจื่อมั่นใจว่าน้องชายต้องส่งคนมาสืบว่าหญิงสาวที่เขามอบเครื่องประดับทั้งยี่สิบเก้าชุดให้คือใคร เขาจึงไม่ออกจากตำหนัก แต่แอบส่งจิงซาออกไปแทน และเรื่องที่เขาได้ฟังจากองครักษ์หนุ่ม ทำให้ถ้วยชาในมือถูกบีบจนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง“ไปเรียกสองพี่น้องมาพบเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”จิงซารีบออกไปเรียกคนตามคำสั่งทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเจ้านายโมโหจนเสียการควบคุมตนเอง ปกติเจ้านายเขาเป็นคนนิ่งเฉยเย็นชาไม่ว่าปัญหาจะหนักหนาแค่ไหนก็ไม่เคยแสดงอารมณ์ จิงซาเล่าเรื่องทุกอย่างให้สองพี่น้องตระกูลเยี่ยฟังก่อนจะพาเข้าพบหรงจื่อ“ปล่อยข่าวให้ทั่วแคว้นว่าองค์ชายห้ารักว่าที่พระชายารองมาก ถึงขนาดซื้อเครื่องประดับทุกชิ้นในร้านหยูอี้ให้เพื่อเป็นของหมั้นหมาย และไปสืบมาว่านักพรตชั่วเมื่อเก้าปีก่อนอยู่ที่ไหนแล้วนำตัวมันมา”“พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยเการับคำสั่ง“เราต้องการยาพิษที่ทำให้ตายทั้งเป็นอย่างช้า ๆ ให้อยู่อย่างทรมานได้นานที่สุด”“พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยเซารับคำสั่ง“ส่งมือดีที่สุดของหน่วยพยัคฆ์สองนายให้เป็นเงาคอยปกป้องพวกนาง”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงซารับคำสั่งทั้งสามรีบออกไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาแค่มองตากันก็รู้ใจ ถ้ายังอยากมีศีรษะอยู่บนบ่าห้ามเผลอไปล่วงเกินคุณหนูหลินหรงจื่อยังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้องหนังสือนึกถึงตอนที่ตนอยู่ในป่าแดนลับกับเทียนหลิน นางต่อสู้กับสัตว์อสูรจนเลือดท่วมตัวแต่ยังเดินไปเก็บสมุนไพรต่อได้ ตอนรักษารอยแผลเป็นนางต้องเจ็บปวดมากเพียงใดถึงหมดสติ “หลินเอ๋อร์ ข้าจะทวงแค้นคืนให้เจ้าเอง” ข่าวเรื่ององค์ชายห้าซื้อเครื่องประดับทุกชิ้นในร้านหยูอี้ ร้านเครื่องประดับอันดับหนึ่งของแคว้นซิงหมิงเป็นของหมั้นหมายว่าที่พระชายารอง ถูกลือไปทั่วเมืองหลวงภายในคืนเดียว องค์ชายห้าถูกฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระสุรเสียงดังลั่นกับเสียงเครื่องกระเบื้องแตกดังราวครึ่งชั่วยาม องค์ชายห้าถึงออกมาจากห้องทรงพระอักษร ใบหน้าหล่อเหลาด้านซ้ายมีรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัด“ไปนำตัวราชครูมาพบเรา” หรงซวี่สั่งองครักษ์คนสนิทด้วยน้ำเสียงเย็นชา“พ่ะย่ะค่ะ”ซีเหลียงถูกนำตัวมาที่ห้องใต้ดินในตำหนักองค์ชายห้ากลางดึก แม้ตาจะถูกปิดด้วยผ้าแต่กลิ่นคาวเลือดกับเสียงแส้ฟาดกระทบเนื้อ สลับกับเสียงสตรีร้องโหยหวน ทำให้ซีเหลียงหายใจติดขัดขาอ่อนแรงจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว เขาถูกปล่อยให้ยืนฟังเสียงที่ราวกับดังมาจากขุมนรกอยู่ครู่หนึ่ง เสียงแส้และเสียงร้องก็เงียบลง น้ำเสียงเย็นชาของว่าที่ลูกเขยก็ดังขึ้น“ขออภัยท่านว่าที่พ่อตา ที่ต้องเชิญท่านมาพบกลางดึกเช่นนี้เพราะมีเรื่องด่วนจะปรึกษา”ซีเหลียงได้ยินเสียงหรงซวี่ เขารีบคุกเข่าลงทันที“กระหม่อมขออภัยที่ฮูหยินกับบุตรีทำเรื่องไม่เหมาะสม ไม่รู้จักเจียมตนทำให้พระองค์ต้องเดือดร้อน กระหม่อมจะกลับไปสั่งสอนพวกนางให้รู้สำนึกพ่ะย่ะค่ะ”“นับว่าท่านยังรู้ความ ครั้งนี้เราจะให้อภัย ค่าเครื่องประดับยี่สิบเก้าชุดที่ท่านว่าที่แม่ยายยกให้พี่สาม เราจะจ่ายให้ถือว่าเป็นของหมั้นหมายกับค่าสินสอดล่วงหน้าก็แล้วกัน ส่วนค่าของชิ้นอื่นในร้านหยูอี้มอบหมายให้ท่านจัดการ”“ขอบพระทัย กระหม่อมจะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ”“เรามีของขวัญจะมอบให้น้องหญิง หวังว่านางจะชอบ ต่อไปจะได้ไม่ดื้อกับเราอีก” ซีเหลียงถูกนำตัวใส่รถม้ามาส่งถึงหน้าจวน ในมือเขาถือห่อผ้าสีดำใบหนึ่ง เมื่อเสียงรถม้าห่างออกไปซีเหลียงจึงเอาผ้าปิดตาตนเองออก เขาใช้เท้าถีบประตูจวนอย่างแรง“เปิดประตูเดี๋ยวนี้!” บ่าวเฝ้าประตูจำเสียงเขาได้ จึงรีบประตูทันที“ไปตามพ่อบ้านมาพบข้า”ราวครึ่งชั่วยามทุกคนในจวนก็มารวมตัวกันที่โถงใหญ่ พวกบ่าวไพร่ยืนอยู่นอกโถงกลางลานกว้าง ซีเหลียงนั่งตำแหน่งประธาน เจียงเหมยกับซีเฟิงยืนอยู่กลางห้อง“บ่าวทุกคนที่ติดตามฮูหยินรองออกไปข้างนอกเมื่อวาน จงก้าวออกมา” ซีเหลียงประกาศก้องบ่าวรุ่นใหญ่คนสนิทของเจียงเหมยและซีเฟิงทั้งสี่คนก้าวออกมายืนหน้าห้องโถง เหมือนพวกนางจะรู้ชะตาชีวิตของตนเองต่างพากันร่ำไห้“นางพวกบ่าวชั้นต่ำ เห็นเจ้านายทำผิดไม่คิดห้ามปราม เอาพวกมันไปโบยให้ตายเดี๋ยวนี้!”ผู้คุมกฎไม่กล้ารอช้า รีบมาช่วยกันลากพวกนางไปโบยทันที เสียงร้องขอชีวิตสลับกับเสียงโบยดังไปทั้งลาน เจียงเหมยไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องแทนบ่าวคนสนิท นางรู้ตัวดีว่าคราวนี้นางกับลูกก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว ผิดกับซีเฟิงที่ยังยืนเชิดหน้าไม่ยอมรับผิด“เจ้าสองคนแม่ลูกรู้ตัวหรือไม่ว่าก่อเรื่องใหญ่เพียงใด?” ซีเหลียงเอ่ยถามเสียงเย็น“ข้ากับเฟิงเอ๋อร์สำนึกผิดแล้วเจ้าคะ ต่อไปไม่กล้าทำอีกแล้ว”เจียงเหมยรีบเอ่ยปากยอมรับผิด แต่ท่าทางของซีเฟิงให้ทำให้ซีเหลียงมองออกว่านางไม่ได้สำนึกผิดแม้แต่น้อย เขาให้พ่อบ้านนำห่อผ้าสีดำไปมอบให้ซีเฟิง“องค์ชายห้าฝากของขวัญชิ้นนี้มาให้เจ้า จงเปิดดูว่าถูกใจหรือไม่?”ซีเฟิงยิ้มเยาะผู้เป็นบิดา นางก่อเรื่องแล้วเป็นอย่างไร เขาไม่เพียงไม่โกรธแต่ยังฝากของขวัญมาให้นางอีกชิ้นเจียงเหมยสังหรณ์ใจว่าของที่อยู่ในห่อผ้าต้องมิใช่ของดี นางกำลังจะห้ามมิให้บุตรสาวรับห่อผ้า แต่ถูกสายตาอำมหิตของซีเหลียงจ้องมองมาทำให้นางไม่กล้าเอ่ยปากซีเฟิงแกะห่อผ้าออกก็พบหีบสีม่วงแกะสลักเป็นรูปนกยูงดูงดงาม แค่หีบยังงดงามขนาดนี้ของที่อยู่ภายในต้องเป็นของล้ำค่าที่เขาส่งมาง้อนางแน่นอน ซีเฟิงค่อย ๆ เปิดหีบออก สิ่งที่อยู่ในหีบทำให้นางตกใจจนล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาว ปากกรีดร้องสุดเสียง หีบถูกโยนทิ้งทันที มือขาวซีดที่มีกำไลสวมอยู่ข้างหนึ่งกระเด็นออกมาจากหีบ เจียงเหมยรีบนั่งลงสวมกอดบุตรสาว“ทีนี้พวกเจ้ารู้สำนึกแล้วหรือยัง ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ” ซีเหลียงเอ่ยถามอย่างเย็นชา“สำนึกแล้วเจ้าค่ะ สำนึกแล้ว ต่อไปไม่กล้าทำอีกแล้ว” ซีเฟิงตอบอย่างลนลาน“องค์ชายห้ายอมจ่ายค่าเครื่องประดับทั้งหมดที่เจ้ามอบให้องค์ชายสาม ถือว่าเป็นค่าของหมั้นกับค่าสินสอดล่วงหน้า ส่วนค่าของชิ้นอื่น ๆ ให้พวกเราเป็นคนจัดการ”“แบบนี้ก็เท่ากับว่าเฟิงเอ๋อร์ต้องแต่งงานโดยไม่ได้อะไรเลย แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเครื่องประดับทั้งร้านหยูอี้เจ้าคะ” เจียงเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น"พวกเจ้าก่อเรื่องขนาดนี้ยังคิดจะเรียกร้องสิ่งใด เป็นเพียงว่าที่พระชายารอง แต่เรียกร้องสิ่งของล้ำค่าเกินฐานะตน แม้แต่พระชายาเอกก็มิเคยได้สินสอดล้ำค่าเท่าที่บุตรสาวเจ้าเรียกร้อง ในเมื่อบุตรสาวเจ้าอยากได้เครื่องประดับทุกชิ้นในหยูอี้ เจ้าก็ขายสมบัติทุกชิ้นของเจ้า แล้วเอาไปซื้อให้นางก็แล้วกัน ถ้าเจ้าจัดการทุกอย่างไม่เรียบร้อย ระวังสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในหีบจะเป็นศีรษะของพวกเจ้าแม่ลูก”ซีเหลียงเดินออกจากโถงทันทีเมื่อกล่าวจบ เขาไม่สนใจอาการกระอักเลือดของเจียงเหมยแม้แต่น้อย