ลมผ่านพัดพลิ้ว กิ่งไม้ใบหญ้าคล้ายระบำอย่างอ่อนช้อยอยู่ตลอดเวลา ช่างเป็่เวลาที่สงบยิ่งนัก
“ ครึก ครึก ครึก ” เสียงล้อรถม้าที่วิ่งไปตามถนนด้วยความเร็วไม่มากนัก คล้ายว่าผู้เดินทางนั้น้าความสนทรีย์ในการเดินทางมิได้รีบร้อนแต่อย่างใด ด้านหน้ามีอาชาสีน้ำตาลสองตัวดูแข็งแรงยิ่ง ถัดมาก็ปรากฏเป็ชายขับรถม้าหน้าตาเรียบง่าย ใบหน้าใสสะอาด ไร้ซึ่งหนวดเครา ท่าทางเป็คนน่าคบหา ส่วนตัวรถม้าก็เรียบง่ายมีผ้าม่านทึบสีน้ำเงินปิดไว้ทั้งด้านหน้าและด้านข้างทั้งสองไว้ ทำให้ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่อยู่ภายใน
“ น้องหญิงเ้าเป็อย่างไรบ้าง พักเสียหน่อยไหม ” เสียงชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆขับรถม้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วง
“ ไม่เป็ไรหรอกท่านพี่ รีบเดินทางเถอะ เส้นทางยังอีกยาวไกลนัก ” เสียงสตรีที่ตอบกลับมาจากด้านในรถม้าที่น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลไพเราะยิ่งนัก
“ ฮือ ฮือ น้องไป๋เสวี่ย เ้าตื่นสิ เ้าตื่นสิน้องไป๋เสวี่ย ” เสียงเด็กน้อยรูปร่างเล็กผ่อมใส่เสื้อผ้าเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไป กำลังร้องสะอึกสะอื้นพร้อมกับใช้แขนน้อยๆเขย่าแขนเด็กหญิงผู้หนึ่งอยู่ข้างทาง
“ ท่านพี่เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น ” เสียงสตรีด้านในรถม้ากล่าวด้วยความสงสัย
“ มีเด็ก 2 คนอยู่ข้างหน้า เดี๋ยวข้าจะไปดูให้ น้องหญิงรออยู่บนรถม้าก่อน ” ชายขับรถม้ากล่าวเสร็จก็ะโลงจากรถม้า
“ หนูน้อย หนูน้อย เกิดอะไรขึ้น ” ชายหนุ่มเดินไปแตะไหล่เด็กชายที่กำลังร่ำไห้อยู่
เด็กน้อยที่ถูกสะกิดตัวพึงรู้สึกตัวว่ามีคนอยู่ข้างๆ เด็กน้อยที่หน้าอาบไปด้วยน้ำตาและความเศร้ารีบจับแขนเสื้อชายหนุ่ม แล้วร้องขอความช่วยเหลือ
“ ท่านอา ท่านอาา ช่วยน้องสาวข้าด้วย ” เด็กชายที่ร้องไห้ฟูมฟายเกือบฟังไม่ได้ศัพท์
“ ใจเย็นๆก่อนเด็กน้อย น้องสาวเ้าเป็อะไร ไหนเล่าให้อาฟังซิ ” ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น
“ ฮือ ฮือ น้องสาวเดินมากับข้าอยู่ดีๆ นางก็ล้มพับไป ข้าเรียกอย่างไรนางก็ไม่ตอบ ”
ทันทีที่สิ้นเประโยคก็มีเสียง พรืบบ ! คนะโลงจากรถม้าที่จอดอยู่
“ น้องหญิง ! ทำไมเ้ารีบร้อนถึงเพียงนี้ อย่าลืมลูกในท้องเ้าสิ ” ชายหนุ่มร้องด้วยความใ
“ ไม่เป็ไรหรอกท่านพี่ แค่นี้เอง ให้ข้าดูอาการเด็กสาวคนนั้นก่อน ”
เด็กชายหันไปมอง เห็นสตรีผู้หนึ่ง ผิวขาวกระจ่าง ใบหน้างดงาม สวมชุดสีขาวมีผ้าหลุมหลังสีฟ้าอ่อน ในความคิดของเด็กชายผู้นี่จะเรียกสตรีที่พบเห็นว่านางฟ้าก็ถือว่าไม่ผิดนัก เพราะั้แ่ตนเกิดมาก็พึงพบพานสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ น้ำเสียงสตรีผู้นี้อ่อนนุ่มฟังดูมีเมตตาเพียงนางพูดประโยดเดียว ก็ทำให้เด็กชายหยุดร้องไห้ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นจากความเศร้า
หญิงสาวก้มลงแล้วจับชีพจรที่แขนของเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะปรากฏรอยยิ้มน้อยๆขึ้นมา
“ น้องสาวเ้าไม่เป็อะไรหรอก นางแค่เหนื่อยมากแล้วหลับไปเท่านั้น ให้นางหลับไปสักปะเดี๋ยวนางก็ฟื้นขึ้นมาเอง ”
สิ้นเสียงที่หญิงสาวผู้นั้นกล่าว เด็กชายรีบเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าและลดความโศกเศร้าลง แต่เมื่อหญิงสาวได้กล่าวประโยคถัดไปก็ทำให้เด็กชายร้องต้องกลับมาโศกเศร้าอีกครั้ง
“ พวกเ้าพลัดหลงจากพ่อแม่งั้งหรือ ให้ท่านอาไปส่งไปไหม ”
เด็กชายร้องไห้ด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น เมื่อต้องบอกเล่าเหตุการณ์ที่ถูกคนร้ายบุกเข้ามาสังหารพ่อแม่ของตนเอง จนทำให้ตนเองต้องหอบหิ้วน้องสาวหนีความตายด้วยความหวาดกลัวจวบจนถึงบัดนี้
หญิงสาวที่ได้ฟังแล้วก็รู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก
“ แล้วเ้าอยู่หมู่บ้านอะไร มีญาติพี่น้องหรือไม่ ” หญิงสาวถามด้วยความเป็ห่วง
“ บ้านข้าอาศัยอยู่ในป่า นานๆทีท่านพ่อท่านแม่จะพาไปเที่ยวตลาดในหมู่บ้านบ้าง แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าที่ใด ท่านพ่อท่านแม่เองก็มิเคยได้กล่าวถึงญาติพี่น้องของข้าเลย ข้าไม่แน่ใจว่าข้ามีญาติพี่น้องหรือไม่ ”
เมื่อหญิงสาวได้ฟังเื่ราวเช่นนี้ก็รู้สึกเวทนาสงสารพี่น้องคู่นี้ยิ่งนักจึงได้หันไปสบตากับชายหนุ่มข้างๆ ชายหนุ่มได้สบตาแล้วก็เอ่ยเพียงประโยคสั้นๆอย่างเข้าใจความคิดของนาง
“ แล้วแต่น้องหญิงเถอะ ”
หญิงสาวหน้าอมยิ้มอย่างมีความสุขก่อนกล่าวชักชวนให้ทั้งคู่เดินทางร่วมกัน เพื่อไปอาศัยอยู่และช่วยงานกิจการที่จะทั้งคู่นั้นจะกลับไปทำที่บ้านเกิด
เด็กชายมองหน้าน้องสาวแล้วครุ่นคิดอยู่สักพัก หลังจากนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกแล้วทำหน้าที่เข้มขรึม
“ ข้าและน้องสาวขอติดตามท่านอาทั้งสอง ข้าสัญญาว่าจะขยันตั้งใจทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระท่านทั้งสอง ”
“ เช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อเ้าทั้งสองเติบใหญ่แล้วมีเป้าหมายที่อยากจะทำ ท่านอาก็จะไม่ฉุดรั้งพวกเ้า ดังนั้นตอนนี้ก็เดินทางไปกับพวกอาก่อน ไปเถอะ ขึ้นรถม้ากัน ”
“ ครับ ท่านอาหญิง ” เด็กชายตอบด้วยความปิติยินดียิ่งนัก
เมื่อรถม้าแล่นออกไปได้ไม่นานนัก ด้วยความเมื่อยล้าของเด็กชายตัวน้อยจึงได้เผลอหลับไป หญิงสาวนั่งมองเด็กๆทั้งสองหลับใหล ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแอนดูเด็กสองคนนี่ยิ่งนัก
เมื่อตะวันใกล้อยู่เหนือศีรษะ รถม้าก็เดินทางมาถึงป่าไผ่แห่งหนึ่ง ยามใดลมพัดผ่านก็มีเสียงต้นไผ่เสียดสีตีกันคล้ายว่ากำลังเล่นดนตรีให้ผู้เดินทางได้รับฟัง แต่แล้วความสงบก็ได้จบลงเมื่อเด็กสาวได้ตื่นขึ้นมา
“ ท่านพี่ ท่านพี่ เราอยู่ที่ไหน ตื่นเร็ว ตื่นเร็ว ” เด็กสาวเรียกปลุกผู้เป็พี่ด้วยความสับสน พร้อมกับมองหน้าหญิงสาวที่กำลังยิ้มให้ด้วยความมึนงง
“ น้องไป๋เสวี่ย เ้ามีอะไรเหรอ ” เสียงเด็กชายที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยความอ่อนล้า
“ ท่านพี่รีบตื่นเถอะ ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ” เสียงตื่นตระหนกของเด็กน้อยเรียกพี่ชายอีกครั้ง
หญิงสาวมองดูการสนทนาของพี่น้องคู่นี้ก็ได้แต่ยิ้ม คนพี่ที่พยายามอธิบายให้คนน้องเข้าใจสถานการณ์ ส่วนคนน้องก็ทำท่าทีมึนงงแต่ก็พยายามตั้งใจรับฟังพร้อมกับพยักหน้าตอบรับในสิ่งที่พี่ชายพูด
“ ท่านพี่ข้าคิดถึงท่านแม่ ” น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ของเด็กหญิง ทำให้คนเป็พี่ก็ไม่รู้จะพูดปลอบเช่นไรดี
“ หนูน้อย ตื่นน้ำก่อน แล้วค่อยพูดคุยกันต่อดีไหม ” เสียงอันนุ่มนวลของหญิงสาวได้เอยขึ้น
เด็กหญิงรีบกล่าวขอบคุณ แล้วรีบรับน้ำจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
“ กรืบ ๆ ๆ ” เสียงเด็กหญิงกินน้ำอย่างหิวกระหาย
“ ท่านพี่ท่านก็กินด้วยสิ ” เด็กหญิงกล่าวด้วยความเป็ห่วง
“ ไม่เป็ไรหรอก เ้ารีบกินเถอะ เ้าต้องกินเยอะๆ ” เสียงผู้พี่ตอบด้วยความเป็ห่วงเป็ใยผู้เป็น้อง
“ เด็กน้อยรับนี่ไป เ้าเองก็ควรกินน้ำก่อน คงอีกสักพักกว่าจะถึงที่แวะพัก ” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับยื่นน้ำดื่มที่้ใส่ถุงคล้ายว่าทำจากหนังสัตว์ยื่นให้ ส่วนเด็กชายก็รับมาด้วยความเกรงใจ
หลังจากที่เด็กทั้งสองได้ดื่มน้ำแล้ว ภายในรถม้าก็สงบลงอีกครั้ง แต่ก็ไม่นานนักรถม้าก็ได้หยุดลง
“ น้องหญิงถึงที่แวะพักแล้ว พวกเ้าลงมาก่อนเถอะ ” ชายหนุ่มขับรถม้าได้กล่าวขึ้น
เมื่อทุกคนลงจากรถม้าแล้ว ก็มุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยม โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่าไผ่ วัสดุส่วนมากล้วนทำจากไผ่ หน้าประตูทางเข้านั้นมีป้ายชื่อโรงเตี๊ยมแกะสลักจากแผ่นไม้อย่างปราณีต
“ โรงเตี๊ยมไผ่เขียว ”
ที่แห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ อากาศร่มรื่นยิ่งนัก เป็สิ่งที่อัศจรรย์เมื่อผู้คนได้พบเห็น
ภายในโรงเตี๊ยมมีนักเดินทางพ่อค้าแม่ค้าและจอมยุทธ์ร่วมกันราวๆสี่ห้าโต๊ะ มีเสียงพูดคุยกันทำให้บรรยากาศดูไม่เงียบเหงามากนัก
หลังจากการสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อเสร็จ บทสนทนาจากทั้งสี่ที่พึงเดินทางมาถึงก็ได้เริ่มขึ้น
“ ท่านอาชื่อฉิงเซียว ส่วนนี้ภรรยาของท่านอาชื่อฮุ่ยซู แล้วเ้าทั้งสองเล่า ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับการพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มจากหญิงสาวข้างที่นั่งข้างๆ
“ ข้าชื่อเหวินหยาง ” เด็กชายพูด
“ ข้าชื่อไป๋เสวี่ย ” เด็กหญิงที่รูปร่างเล็กท่าทางเป็คนร่าเริงรีบพูดแทรกขึ้นมาราวกับอยากนำเสนอตัวเอง
เห็นเช่นนี้ฉิงเซียวกับฮุ่ยซูยิ้มแล้วหัวเราะออกมาอย่างแอนดูก่อนที่ฮุ่ยซูจะตั้งคำถามถัดไป
“ ปีนี้พวกเ้าอายุเท่าใดกันเล่า ”
“ ปีนี้ข้าหกขวบแล้ว ส่วนน้องไป๋เสวี่ยอายุสี่ขวบ ”
อายุเท่านี้พึงผ่านเื่ราวร้ายๆมา จิตใจเด็กทั้งสองคนนี้เข้มแข็งมากจริงๆ ’ ฮุ่ยซูรำพึงในใจ
“ ท่านอาหญิง ท่านงดงามมาก โตขึ้นมาข้าจะเป็เช่นท่านหรือไม่ ” ไป๋เสวี่ยถามไปพร้อมกับเอามือจับแก้มตัวเองทั้งสองข้าง
ฉิงเซียวกับฮุ่ยซูเมื่อได้ยินคำถามนี้ต่างก็หัวเราะในความใสซื่อของเด็กตัวน้อยคนนี้
“ แน่นอนจ๊ะ อาหญิงเชื่อว่าเมื่อเ้าเติบโตขึ้นต้องงดงามมากด้วยเช่นเดียวกัน ” ฮุ่ยซูยิ้มและใช้มือลูบหัวไป๋เสวี่ยอย่างอ่อนโยน
บทสนทนาดำเนินต่อไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่อาหารจะมาส่งและจัดเตรียมอยู่เต็มโต๊ะ
“ มาเถอะ อาหารพร้อมแล้ววันนี้เราต้องเดินทางอีกไกล กินกันเยอะๆ ” ฮุ่ยซูพูดอย่างมีความสุข
“ ขอบคุณท่านอา ขอบคุณท่านอาหญิง ”
หลังจากจบมื้อเที่ยงไปสักพัก การเดินทางของทั้งสี่คนก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง จากการเดินทางที่เงียบสงบของคู่รักคู่หนึ่ง ณ ตอนนี้ภายในรถม้ามีเสียงพูดคุยกันอย่างสนุนสนาน ช่างเป็ภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก