ราตรีค่อยๆเคลื่อนผ่านสายลมเบาบางตีพัดเปลวไฟสั่นไหวไปมาราวกับมันกำลังเต้นรำที่ด้านข้างแสงสว่างในค่ำคืนอันยาวนาน ชิลยังคงนั่งปักหลักจ้องมองเปลวไฟไหววูบไปมาอย่างผ่อนคลายเขาไม่มีความคิดที่จะไปที่ใดต่อในค่ำคืนนี้
นั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ ไม่นานเขาก็โบกมือขวาเล็กน้อยปรากฏผลึกก้อนสีดำนิลลอยออกมา
“ผลึกพลังงานทมิฬเ้าได้มันมาจากั์ป่าขนโลหิตสินะ”
เสียงหญิงสาวดังมาจากด้านหน้าซาเนียที่เดินหายเข้าไปในป่าอยู่นานสองนาน ปัจจุบันนางกลับมาพร้อมกับชุดผ้าบางสีฟ้าที่ส่งกลิ่นหอมอบอวนไปทั่ว ผิวขาวอมชมพูได้กลับมาขาวใสน่าััดังเดิมแล้ว
“ข้าว่าสีชุดเดิมของเ้าดูน่ามองกว่านะ”
ชิลกล่าวพลางยิ้ม
“ชุดเดิม?”
ซาเนียนิ่งคิดไปชั่วครู่ไม่นานจึงรู้ว่าชุดเดิมที่ชายหนุ่มกล่าวคือชุดที่ถูกย้อมสีด้วยเืั์ป่าขนโลหิต
“เ้า! หะ...”
จู่ๆคำโต้เถียงก็ถูกหยุดไว้โดยฟันขาวนวลที่เม้มกัดลงมายังริมฝีปากล่าง นางกำลังอดกลั้นเพราะเมื่อคิดถึงเื่บุญคุณ เื่อื่นก็ช่างเล็กน้อย และแม้จะรู้สึกหัวเสียอยู่บ้าง แต่นางเข้าใจดีว่าคนทุกคนเกิดมาย่อมมีจุดด้อยและสิ่งอันเป็จุดด้อยของชายหนุ่มผู้นี้ก็คือ
‘ปากไม่ดี’
เห็นซาเนียไม่คิดกล่าวต่อ ชิลก็ยิ้มอ่อนพลางจับจ้องผลึกพลังงานทมิฬในมือต่อ
บรรยากาศโดยรอบผืนป่าพันิญญาล้วนเงียบสงัดมีเพียงเสียงสะเก็ดไฟที่กระเด็นออกมาจากเปลวเพลิงไหวลู่ลมไปมาแสงจางๆส่องกระทบใบหน้าชายหนุ่มและหญิงสาวทำให้เวลานี้ทั้งสองดูจะงดงามขึ้นกว่าปกติ
“เ้าสังหารมัน?”
หลังจากที่เงียบอยู่นานซาเนียก็เอ่ยขึ้นนางจับจ้องไปยังผลึกพลังงานทมิฬที่อยู่ในมือชิล
“ใช่”
เขาไม่ได้เลี่ยงคำตอบแต่อย่างใด
“ยังไง?”
“ดาบข้าฟันมันด้วยดาบ”
“เ้าเป็ผู้ฝึกฝนรากฐานทมิฬ?”
“เปล่าข้าเป็ผู้ฝึกฝนรากฐาน์”
“เื่จริง?”
“อืม”
“เป็ไปได้อย่างไร...”
ซาเนียเบิกตากว้าง นางไม่อยากเชื่อว่าชิลที่เป็ผู้ฝึกฝนรากฐาน์และอยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรก จักสามารถล้มั์ป่าขนโลหิต แม้เขาจะมีศาสตราวุธระดับหายากก็ตาม
ก่อนหน้าเมื่อนางเห็นชิลวาดอาคมก่อไฟรวมทั้งผลึกพลังงานทมิฬในมือ ก็เกิดความคิดว่าบางทีเขาอาจเป็ผู้รับใช้ทมิฬที่มีอาคมจู่โจมอันรุนแรงมากพอที่จะสังหารั์ป่าขนโลหิตแต่สุดท้ายนางล้วนคิดผิด
ชิลยังคงจ้องมองผลึกพลังงานทมิฬในมือโดยไม่สนใจสีหน้าอันสับสนของซาเนียที่อยู่ด้านข้าง สักพักเขาก็ตัดสินใจ โยนผลึกพลังงานทมิฬเข้าไปในกองไฟที่อยู่ตรงกลางหินทั้งสิบก้อน
“นั่นเ้าทำอะไร!!”
ซาเนียที่เห็นการกระทำดังกล่าวได้ใอย่างสุดขีด ต้องรู้ว่าผลึกพลังงานทมิฬล้วนเป็สิ่งมีค่าแม้มันจะไม่มีประโยชน์กับผู้รับใช้์ที่ฝึกฝนรากฐาน์ แต่มันก็ขายได้ในราคามหาศาลหากนำมันไปขายให้กับผู้รับใช้ทมิฬ
“เ้าบ้าไปแล้วหรือว่าเ้าเป็เศรษฐี ถึงได้โยนมันทิ้งราวกับของไร้ค่า”
นางกล่าวพร้อมทำหน้าตาแปลกประหลาด
“โยนทิ้ง?ใครว่าข้าโยนทิ้ง”
ชิลกล่าวด้วยท่าทางงุนงงเงยหน้า มองใบหน้าอันงดงามด้านหน้า
“หากไม่เรียกว่าโยนทิ้งแล้วสิ่งที่เ้าทำคืออันใด”
ได้ยินดังนั้นั์ตาสีองุ่นจึงหรี่ลง ก่อนอ้าปากถอนหายใจ
“โง่เขลานัก”
“อะไรนะ!?”
“ข้าว่าเ้าโง่”
“เ้าว่าข้า?”
“ใช่”
จู่ๆบนใบหน้าอันงดงามก็ชักกระตุกก่อนโทสะค่อยๆก่อตัวขึ้น เหตุใดนางจะไม่รู้วิธีการใช้ผลึกพลังงานทมิฬ ผู้เคยอ่านหนังในหอสมุดวังเมฆาสูญสิ้นมามากมายเช่นนางเป็คราแรกที่ถูกผู้อื่นเรียกว่าโง่เขลา
แม้ใจจะไม่ยอมรับทว่าก็พยายามควบคุมสติ สักพักจึงปั้นหน้าฉีกยิ้มเคลือบหน้ากากกล่าว
“เ้าหาว่าข้าโง่เขลาแล้วดูสิ่งที่เ้ากำลังทำ เ้าโยนสมบัติมีค่าทิ้งราวกับไม่รู้ค่าของมันนี่สิถึงเรียกว่าโง่เขลา หึ”
ซาเนียยืดตัวตรงแสดงท่าทางมั่นใจเล็กน้อยพลางคิดในหัวว่าจะกล่าวตอกบุรุษตรงหน้าอย่างไรดี กระนั้นความคิดทั้งหมดกลับถูกหยุดด้วยดวงตาสีองุ่นอันลุ่มลึกที่ส่งกลิ่นอายโบราณออกมา
“พวกโง่มีอยู่สองจำพวกพวกโง่เขลาแล้วรู้ตัวว่าโง่ กับพวกโง่เขลาแล้วคิดว่าตัวเองฉลาด”
ชิลถอนสายตากลับ จ้องไปยังกองไฟก่อนกล่าวต่อ
“บางทีเ้าอาจเป็อย่างหลัง”
“เ้า!!”
นางไม่ไหวแล้วถึงขีดจำกัดแล้ว อดทนมามากแล้ว อย่างไรขณะที่กำลังจะลุกขึ้นต่อว่าชิลด้วยความเดือดดาลจู่ๆฝ่ามือทั้งสองของบุรุษตรงหน้าก็ปรากฏแสงสว่างขึ้น เมื่อเห็นดังนั้น นางก็หยุดการกระทำโดยพลัน
“นี่...”
พริบตาหินนับสิบที่ลงอักขระไว้ก่อนหน้า ได้ส่องแสงพร้อมสั่นไปมาเปลวไฟตรงกึ่งกลางวง ไม่นานมันก็ขยายใหญ่ขึ้น หดเล็กลง ขยายใหญ่ หดลง ซ้ำไปมาจากนั้นจึงเปลี่ยนจากสีส้มเป็สีเขียว
“เ้าเป็ผู้หลอมิญญา! ได้ไง!!!”
ซาเนียตื่นตะลึงกับสิ่งที่ห็นเบื้องหน้าโดยทราบกันว่าเมื่อใดเปลวไฟเปลี่ยนเป็สีเขียว เมื่อนั้นการหลอมิญญาจะเกิดขึ้นนี่เป็สิ่งที่นางเคยเห็นเมื่อครั้งเหล่าสาวก์ได้ทำการหลอมิญญาของเหล่าผู้รับใช้์เพื่อปรับปรุงพลังงาน์ในร่างของพวกเขาให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
แต่ผู้รับใช้์เ่าั้จะต้องเป็ตัวตนที่ยากจะค้นพบแม้แต่อัจฉริยะพันปีอย่างนางก็ยังไม่ได้รับโอกาสในการหลอมิญญาเช่นนั้น
“เปล่า ข้าไม่ใช่ผู้หลอมิญญา”
ชิลตอบพลางจ้องมองเปลวเพลิงด้านหน้าอย่างจริงจังเวลานี้เหงื่อหลายเม็ดเริ่มปรากฏให้เห็น
“แล้วสิ่งที่เ้าทำคืออะไร?”
ซาเนียกล่าวอย่างสับสนมองการกระทำของชิล ภายในใจขณะนี้คิดเพียงว่า ‘บุรุษผู้นี้คาดเดายากยิ่ง’
“ข้ากำลังฝึกฝน”
ชิลตอบ
“ฝึกฝน?”
ใบหน้าอันงดงามของซาเนียกระตุกเล็กน้อยชายผู้นี้เป็ตัวอันใดทั้งอยู่ในระดับผสานกายขั้นแรกแต่กลับสามารถล้มสัตว์อสูริญญาเทาทั้งมีศาสตราวุธระดับหายากไว้ใน พร้อมมีทักษะดาบอันสูงส่งทั้งยังสามารถร่ายอาคม แน่นอนว่านั่นทำให้เขาเป็ผู้ใช้อาคมมิผิดพลาด และท้ายที่สุดเขายังมีความสามารถของผู้หลอมิญญาอีก
นี่มันจะไม่มากเกินไปหน่อยรึ
ซาเนียจ้องไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของชิลราวกับมองสัตว์ประหลาดไม่นานสะเก็ดแสงสีดำก็กระจายออกมาจากเปลวไฟ มันสั่นไหวรุนแรงครู่หนึ่งก่อนค่อยๆกลับสู่ความสงบดังเดิม แต่ตอนนั้นเอง เปลวไฟสีเขียวจางคราแรก ก็เริ่มแปรเปลี่ยนกลับเป็สีส้ม
“ล้มเหลว”
ซาเนียหรี่ตาจ้องเปลวไฟตรงหน้าบัดนี้นางค่อยคลายใจลงบ้าง เมื่อเห็นว่าสิ่งที่บุรุษั์ตาองุ่นทำเกิดความผิดพลาดอย่างน้อยเขาก็มิใช่สัตว์ประหลาด
‘แต่เดี๋ยวนะ เขาว่ากำลังฝึกฝน มิใช่ว่าเพิ่งเคยทำครั้งแรกใช่หรือไม่’
ธิดา์ลอบมองชายหนุ่มด้วยใบหน้าอันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
อย่างไรก่อนที่จะได้กล่าวถามอะไรชิลก็นำนำผลึกพลังงานทมิฬออกมาอีกหนึ่งก้อน พลางยกแขนเสื้อเช็ดเหงื่อ
“เ้ามีมันอีกก้อน!!”
ซาเนียใราวเห็นผี สักพักจึงนึกขึ้นได้
“หมูป่าเขาเดียวรึ?”
นางมองไปยังผลึกพลังงานทมิฬในมือชิลพร้อมหรี่ตาลง จดจ้องราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“จะว่าไปตอนนั้นเ้าใช้วิธีอันใดในการชะล้างไออสูรของหมูป่าเขาเดียว และเหตุใดมันถึงมีรสชาติที่ดีกว่าที่เคย”
ซาเนียกล่าวพร้อมวาดตามองใบหน้าอันขาวสะอาดภายใต้เรือนผมสีน้ำตาล นางรอคำตอบอยู่นาน ทว่าดูเหมือนสิ่งที่ตอบกลับมาจักมีเพียงความเงียบเห็นเช่นนั้นจึงทำใจระงับความอยากรู้ เพราะไม่อยากรบกวนสมาธิชิลในตอนนี้
“เ้าอยากรู้”
กระนั้นราวกับชายหนุ่มััได้ถึงความตั้งใจจริงและมารยาทอันหาได้ยากในชนชั้นสูง จึงกล่าวตอบเสียงเบา
“ใช่ข้าอยากรู้”
ซาเนียเสียงอ่อนลงเมื่อััได้ว่าบุคคลตรงหน้า บางทีอาจไม่เลวร้ายนักเพราะความรู้ในเชิงลึกเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่สามารถแบ่งปันกันได้โดยง่ายอย่างไรนางกลับต้องพบกับความผิดหวังอีกครา
“สามหมื่นหิน์”
ซาเนียงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนางไม่เข้าใจคำพูดของชิลในทันที แต่พอเห็นมือข้างหนึ่งที่ยื่นออกมาด้านหน้ายกค้างกลางอากาศอยู่นานสองนาน จึงเข้าใจเื่ทั้งหมด
“เ้าล้อข้าเล่น?”
“ข้าเปล่าล้อเล่น”
มองมือสีขาวที่ยืนออกมาจากแขนเสื้อสีฟางนิ่งค้างเกือบนาที จึงเข้าใจว่าเขามิได้ล้อเล่นจริงๆ
“เ้าขัดสนเื่เงิน?”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้เพียงแต่ทุกสิ่งย่อมมีค่าตอบแทน”
ชิลกล่าวอย่างไม่แยแสพลางโยนผลึกพลังงานทมิฬไปมาราวกับของเล่น
“มันแพงไปข้าให้เ้าได้เพียงห้าพันหิน์”
“งั้นก็ลืมมันซะ”
“...”
นางหมดคำจะพูด จ้องไปยังชิลที่นำผลึกพลังงานทมิฬโยนเข้ากองไฟอีกคราโดยมิได้กล่าวอะไรเพิ่ม
พริบตาสีส้มด้านหน้าได้เปลี่ยนเป็สีเขียวมือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นโอบเปลวไฟ ส่งผลให้มันสั่นไปมา พร้อมขยายขนาด สลับกับหดตัว
บัดนี้สมาธิของเด็กหนุ่มราวกับพุ่งทะลุ์
ซาเนียเห็นเช่นนนั้นก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังใช้ความพยายามเป็อย่างมากในการหลอมิญญาครั้งนี้ จึงไม่คิดกล่าว หรือแม้แต่ส่งเสียงใดๆรบกวน
ไม่นานเปลวไฟก็เริ่มสั่นไปมาอย่างรุนแรงมันขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็เปลวเพลิงขนาดั์ ส่งผลให้ซาเนียจำต้องเร่งพลังงาน์ดีดตัวถอยหนี เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจัด
ใช้เวลาอยู่หลายลมหายใจเปลวเพลิงขนาดั์ก็เริ่มส่งเสียงเป็เสียงที่คล้ายเปลวเพลิงที่เพิ่งถูกจุดขึ้นจากน้ำมันในตะเกียงตึงกำลังอยู่พักใหญ่ จู่ๆก็ปรากฏหินสีดำเงาพุ่งขึ้นกลางอากาศ มันลอยออกมาจากกึ่งกลางเปลวไฟก่อนลอบสูงขึ้นไปในอากาศ นิ่งค้างอยู่ไม่กี่วิ จึงร่วงหล่น
เห็นดังนั้น ชิลก็ยื่นมือที่ห่อหุ้มพลังงาน์ออกไปคว้าจับมันไว้
หินสีดำเงาส่งกลิ่นอายอันล้ำลึกอยู่ใจกลางฝ่ามือตอนนี้สายตาอันงดงามได้จับจ้องมาจากระยะไกล แสดงออกถึงความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“มันสำเร็จรึ?”