ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 20 ปานแดง
"น้องสาว เ้าบอกว่าแมวตัวนี้คือท่านหมออี้ เ้ามีหลักฐานอะไรงั้นหรือ?"
มี่มี่ที่ได้ยินคำถามนี้ถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมา นางลืมไปสนิทเลยว่าการจะบอกคนอื่นเื่แมวตัวนี้พูดคุยกับนางได้ไม่ใช่เื่ฉลาดมากนัก หากคนที่รับฟังไม่ยอมเชื่ออาจหาว่านางสติไม่สมประกอบเอาได้ ฟางเซียนที่ไม่รู้ความคิดของมี่มี่ก็เอ่ยถามขึ้นต่อว่า
"เช่นนั้นแมวตัวนี้ต้องบอกเ้าได้สิ ว่าท่านหมออี้มีปานที่ไหนบนร่างกาย"
'นางจะไปรู้ได้ยังไงว่าข้ามีปานแดงที่แก้มก้นด้านซ้าย'
อี้เฉินคิดในใจ แต่เขาลืมไปว่าความคิดของเขาตอนนั้นลอยเข้าไปหามี่มี่อย่างจัง มี่มี่ที่ได้ยินก็นึกว่าอี้เฉินบอกกับนางเพื่อบอกกับฟางเซียน มี่มี่จึงเอ่ยขึ้นว่า
"เขามีปานแดงที่แก้มก้นด้านซ้ายเ้าค่ะ"
เหมี๊ยว~~ อี้เฉินส่งเสียงร้องขึ้นมาอย่างใ ใครใช้ให้เ้าไปบอกนางกันล่ะเนี่ย ฟางเซียนที่เบิกตากว้างอย่างใยิ่งกว่า หน้าของนางแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นางแค่ถามเล่นๆเท่านั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ยินคำตอบจริงจังเสียหน่อย จริงๆนางเองไม่รู้หรอกว่าเขามีปานตรงไหน นางจึงตอบไม่ได้ว่าเื่ที่มี่มี่พูดเป็เื่จริงหรือไม่จริงกันแน่
"แค่นี้ยังไม่พอหรอกนะ มีอะไรเกี่ยวกับท่านหมออี้ที่เ้าคิดว่าจะใช้พิสูจน์ได้อีกบ้างไหม"
อี้เฉินที่ได้ยินดังนั้นก็ร้องเสียงสูงอีกครั้งก่อนจะะโหนีหายไปทันที โดยไม่รอให้มี่มี่ถามอะไรต่ออีก จางจือที่เดินสวนเข้ามาถึงกับงุนงงในปฏิกิริยาของแมวน้อย
"เม่ยเม่ย ทำอะไรกันอยู่หรือ"
"พวกเรากำลังคุยเื่ปานกันเ้าค่ะ จริงสิ เกอเกอ ข้าจำได้ว่าท่านมีปานรูปพระจันทร์ที่ไหล่ซ้ายด้วยนี่เ้าคะ"
ฟางเซียนที่ได้ยินถึงกับหยุดคิดเื่หมออี้กับแมวตัวนั้น นางหันกลับมาถามจางจือด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า
"น้องชาย ปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่ แล้วเ้ามีปานรูปพระจันทร์จริงหรือ"
"เอ่อ... ปีนี้ข้าอายุ 20 ปี มีปานเช่นนั้นจริงๆขอรับ"
หลังได้ฟังคำพูดนี้ ฟางเซียนถึงกับตกตะลึง นางไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอเขาในที่แบบนี้ ขอบคุณ์ที่ให้โอกาสนางแล้วจริงๆ มี่มี่และจางจือไม่เข้าใจในท่าทางของฟางเซียน นางกับพี่ชายได้แต่มองหน้ากัน ฟางเซียนที่รู้สึกตัวก็ยิ้มออกมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า
"มี่มี่ มีที่พักหรือยัง หากยังก็มาพักด้วยกันเถอะ ข้ายังอยากฟังเื่ของท่านหมออี้จากเ้าอยู่"
"ขอบคุณเ้าค่ะ"
จบคำของมี่มี่ ฟางเซียนก็ขอตัวไปทำธุระของตัวเอง ส่วนจางจือก็พามี่มี่ไปที่ห้องรับรองแขกเพื่อเก็บของ และก็ขออนุญาตฟางเซียนพามี่มี่ไปเดินเล่นในตลาด
------------------------------
อี้เฉินที่วิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆอย่างใช้ความคิด เขากำลังคิดหาวิธีกลับคืนร่างเดิมโดยเร็วที่สุด ก่อนอื่นเขาต้องให้มี่มี่ไปสอบใบอนุญาตรักษาผู้ป่วยเสียก่อน ถึงจะคิดขั้นต่อไปได้ เขาควรให้นางเปิดโรงหมอรับรักษาคนดี หรือควรให้นางลองไปสมัครงานที่โรงหมอที่อื่นก่อนดี แต่นางยังอายุน้อยเกินไป บวกกับนางเป็สตรี ทำให้ความน่าเชื่อถือมีน้อยกว่าบุรุษ ดังนั้นเขาต้องคิดวิธีที่จะเพิ่มชื่อเสียงให้มี่มี่ในระยะเวลาอันสั้นเสียก่อน
ระหว่างที่เขาเดินเล่นก็พบเข้ากับแมวสีเทาเ้าถิ่นที่กำลังเดินมาพอดี มันเดินตรงมาทางอี้เฉินอย่างมุ่งร้าย อี้เฉินไม่สนใจแมวสีเทาตัวนั้น เตรียมจะเดินออกไปทางอื่น แต่แมวสีเทาไม่ยอมให้เขาถอยออกไปทางอื่น มันะโลงมาตรงหน้าอี้เฉินพอดิบพอดี ก่อนจะขู่คำรามอย่างที่คิดว่าตัวเองน่าเกรงขามเป็อย่างมากออกมา แต่ในสายตาอี้เฉิน มันเป็เพียงอาการของแมวพองขนเท่านั้น และแล้วแมวตัวนั้นก็กระโจนพุ่งเข้าใส่อี้เฉินตรงๆอย่างรวดเร็ว
ม๊าวววว เหมี๊ยวววว ง๊าวววววววววว
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างชุลมุน เขาเป็มนุษย์นะไม่ใช่แมว หากเขาต่อสู้กับแมวตัวหนึ่งแล้วพ่ายแพ้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ดังนั้นเขาจึงต่อสู้สุดแรงเกิดอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนที่เขาจะได้รับชัยชนะในที่สุด แม้จะบอกว่าเป็ชัยชนะ แต่ก็เป็ชัยชนะที่สมบุกสมบันมากเลยทีเดียว แมวสีเทาตัวนั้นนอนหมอบลงกับพื้นอย่างผู้แพ้ อี้เฉินที่เห็นดังนั้นก็อดเดินเชิดใส่เ้าแมวสีเทาทีหนึ่งก่อนจะเดินจากไปอย่างภาคภูมิใจ แล้วก็นึกได้ว่าเขาจะภาคภูมิใจอะไรกัน ชนะแค่แมวตัวเดียวเอง เฮ้อ เมื่อไหร่จะได้กลับร่างเดิมกันนะ แต่เ้าแมวสีเทาไม่ยอมปล่อยให้เขาจากไปง่ายๆ มันเดินตามก้นไม่ยอมจากไปไหน อี้เฉินที่ไม่รู้จะไล่เ้าแมวสีเทาอย่างไรให้มันจากไป ก็เลยปล่อยเลยตามเลย และเดินกลับบ้านของตัวเองในที่สุด
เมื่อเขากลับมาบ้านก็พบเพียงฟางเซียนที่อยู่ในบ้านเพียงลำพัง เขาไม่พบมี่มี่กับจางจืออยู่ จึงคิดว่าพวกนั้นน่าจะออกไปข้างนอกกัน ระหว่างที่เขาเดินผ่านฟางเซียน เขาไม่คิดจะสนใจมองนางสักนิดเดียว เขาเชิดหน้าเดินตรงไปอย่างมุ่งมั่น ฟางเซียนที่เห็นแมวสีขาวพาแมวสีเทาเข้ามาก็อดทักขึ้นไม่ได้ว่า
"ท่านหมออี้ เป็แมวเต็มตัวถึงขั้นพาแมวสาวเข้าบ้านเลยหรือนี่"
อี้เฉินที่ได้ยินคำพูดของฟางเซียนก็หันไปมองค้อนนางทีหนึ่งก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไปอย่างไม่สนใจ
"ข้าว่าเ้าไม่มีทางเป็ท่านหมออี้อย่างที่แม่หนูมี่มี่บอกได้หรอก มันดูไม่น่าเชื่อเกินไป แต่ข้ามีอะไรบางอย่างอยากระบายออกมา มันเป็เื่เมื่อสิบแปดปีก่อน เ้าก็ทำตัวเป็ท่านหมออี้ให้หน่อยก็แล้วกัน"
เมื่ออี้เฉินได้ยินคำพูดของฟางเซียนทำให้เขาหันกลับมาตั้งใจฟังในทันที ฟางเซียนที่เห็นเช่นนั้นก็อดขำขึ้นมาไม่ได้ หากเ้าแมวสีขาวตัวนี้เป็ท่านหมออี้จริงคงจะตลกน่าดู เท่าที่นางสังเกต ดูเหมือนเ้าแมวจะสามารถฟังภาษามนุษย์รู้เื่อยู่เหมือนกันนะ เมื่อเหลือบมองไปทางแมวสีเทา กลับเห็นมันนั่งเลียขนตัวเองโดยไม่สนใจคำพูดของนางเหมือนเ้าแมวสีขาว บางครั้งนางก็อดคิดไม่ได้ว่าคำพูดของแม่หนูมี่มี่อาจจะเป็ความจริงก็ได้ ฟางเซียนได้แต่ถอนหายใจออกมาก
"ข้าจะสมมติว่าเ้าคือเ้าคือท่านหมออี้ก็แล้วกัน"
หลังกล่าวจบนางก็เล่าเื่ราวต่างๆมากมายที่นางเก็บเอาไว้ในใจอย่างอัดอั้นตันใจมานานแสนนาน ที่นางเลือกจะระบายเื่นี้ออกมาในตอนนี้เพราะเื่ปานที่ไหล่ของจางจือ ทำให้นางไม่สามารถทนเก็บความลับที่เก็บมานานเป็สิบๆปีได้อีก แต่ก็ไม่รู้จะเล่าเื่ใหญ่เช่นนี้กับใครได้ จึงได้แต่มานั่งระบายกับแมวตัวหนึ่ง
หลังพูดทุกอย่างออกมาก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่กลับเป็อี้เฉินที่ตกตะลึงนิ่งอึ้งไปในทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟางเซียนเล่าในวันนี้ เขาพอรู้อยู่บ้างว่าสตรีที่เขาช่วยเหลือน่าจะถูกคนลอบทำร้ายหมายให้ถึงแก่ชีวิต แต่เขาก็ไม่เคยซักถามสิ่งใด เพราะเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเื่ของคนอื่นมากนัก รู้มากทุกข์มากจริงๆ อี้เฉินได้แต่คิดในใจ
ฟางเซียนที่ได้ระบายทุกสิ่งทุกอย่างออกมาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก นางถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะหันมาปะทะกับแมวสองตัวที่นั่งอยู่ด้านข้าง นางรู้สึกแปลกประหลาดใจเป็อย่างมากกับเ้าแมวสีขาวที่ตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่นางพูด แต่เมื่อมองไปทางเ้าแมวสีเทากลับรู้สึกแปลกใจมากกว่า เ้าแมวตัวนั้นวิ่งไปวิ่งมาเป็วงกลมในสวนไม่หยุด ดมฟุดฟิดไปทั่วๆสวน ก่อนจะหยุดในพุ่มดอกไม้แปลงโปรดของนางแล้วโหย่งตัวขึ้น...
"ไม่นะ!!!"
ฟางเซียนรีบวิ่งเข้าไปทันที แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ดอกไม้แปลงโปรดของนาง เฮ้อ นางได้แต่โมโหไล่เ้าแมวสีเทาออกไปทันที อี้เฉินที่ได้สติถึงกับหัวเราะออกมาอย่างตลกขบขัน เ้าแมวสีเทานี่ก็มีประโยชน์จริงๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้สตรีนางนี้ลืมเื่เลวร้ายไปทันทีเลยทีเดียว