- [ประตูนรกถูกผนึกแล้ว ขอทุกคนอยู่ในความสงบ ตอนนี้เหล่าผู้พิทักษ์ได้ออกลาดตระเวนกำจัดเหล่าอสุราจากประตูนรกแล้ว] -
เสียงก้องกังวานดัง และในไม่ช้าหลี่เค่อก็เห็นเหล่าคนสวมเครื่องแบบ พร้อมเสื้อโค้ตยาววิ่งมา นี่คือเหล่า 'ผู้พิทักษ์' พวกเขาคือเหล่าศิษย์ของ 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของมหานครแห่งนี้จากภัยร้ายซึ่งเกิดจากประตูนรก
นอกจากนั้นหลี่เค่อยังเห็นคนสวมเครื่องแบบทหารจำนวนมาก คนเหล่านี้น่าจะเป็คนของผู้ปกครองอาณาจักร
"จางซิ่งแขนหลานทำไมเป็แบบนี้..." ผู้พิทักษ์คนหนึ่งแผดเสียง ดูเหมือนเขารู้จักจางซิ่ง
"อาจางอี้เทา..." จางซิ่งมองอาตัวเองด้วยน้ำตา เขาโตแล้ว แต่เขายังเหมือนเด็ก นี่แสดงได้ว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ
หลี่เค่อเห็นฉากนี้เขาไม่สนใจ เขาเพียงมองเฉินรุ่ยฟางและพบว่านางไม่เป็อะไรนั่นก็พอแล้ว การลงมือครั้งนี้คือการตอบแทนน้ำใจของนาง หลี่เค่อไม่คาดหวังแม้คำขอบคุณ เขาเลือกที่จะเดินจากไปในทันที
แต่ก่อนที่เขาจะจากไป
จางซิ่งกับมองหลี่เค่อด้วยความเจ็บแค้นบางอย่าง
"ในเมื่อคุณมีฝีมือทำไมคุณถึงไม่รีบช่วยพวกเรา ถ้าคุณลงมือเร็วกว่านี้ ที่นี่อาจจะไม่มีคนตาย นอกจากนั้น นอกจากนั้นแขนของผมก็ยังไม่ต้องเสียไปแบบนี้"
หลี่เค่อหันเหลี่ยวหลัง
เขาพบจางซิ่งยืนอยู่ในสภาพร่างสั่นสะท้าน มือข้างหนึ่งกุมแขนที่ขาด โดยมีชายสวมชุดผู้พิทักษ์แห่งตำหนักพฤกษชาติมิวางวายสี่คนยืนอยู่ด้านข้าง
บนอกด้านซ้ายของชายที่ถูกจางซิ่งเรียกว่าอาจางอี้เทา มีดวงดาวประดับสามดวงพร้อมรอยขีดสามขีด นี่แสดงว่าชายคนนี้มีการบ่มเพาะระดับ [3] สร้างิญญาขั้นปลาย [3]
ส่วนคนอื่นๆ ก็มีระดับสามเช่นกัน ต่างกันที่พวกเขาเป็ขั้นต้น [1] ก็เท่านั้น
"คุณไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ ที่นี่มีคนตายมากมาย ในเมื่อคุณมีความสามารถทำไมคุณถึง... ถึง..." ร่างจางอี้เทาสั่นไหวขณะเขาจะพูดคล้ายเรียกร้องความยุติธรรม เขารู้สึกเหมือนสัตว์ร้ายกำลังจ้องมองตัวเขา
กลิ่นอายกระหายเืทะลักกระแทกร่างเขาอย่างไร้รูป ทำจางอี้เทาแม้จะเป็ถึงระดับสาม แต่เท้าข้างหนึ่งเขาก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว
'นี่มันไม่ใช่จิตสำนึกของคนธรรมดา นี่มันเป็จิตสำนึกของปีศาจร้าย เพียงแค่การจ้องมองของชายคนนี้ ข้าก็ััได้ถึงความตาย ท่านอาจารย์เคยบอกว่าเหล่าสุดยอดปรมาจารย์นั้น เมื่อเขาผ่านการสังหารมามากมาย เพียงแค่การจ้องมองก็ทำให้ผู้คนัักลิ่นอายความตายได้ เช่นนั้นชายคนนี้...'
"ขออภัยท่านปรมาจารย์ที่เสียมารยาท โปรดให้อภัยผมด้วยเถอะครับ" จางอี้เทาคุกเข่าก้มหัวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
ร่างจางซิ่งและคนอื่นๆ งงงัน โดยเฉพาะเหล่าสหายของจางอี้เทา ทำไมจางอี้เทาถึงเรียกชายชราคนนี้ว่าปรมาจารย์ ร่างกายชายคนนี้ดูสามัญกลิ่นปราณฟ้าดินจากร่างใดๆ ก็ไม่ปรากฏ
หลี่เค่อเดินจากไปโดยไม่สนใจ
ในใจของหลี่เค่อได้แต่บ่นต่อความอ่อนแอของตัวเอง
หากให้สู้กับจางอี้เทาจริงๆ ต่อให้เขาสู้ได้แต่เขาต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง และแน่นอนว่านำปัญหามาให้ไม่จบไม่สิ้น
สิ่งนี้จึงทำให้หลี่เค่อนึกถึงตัวเองตอนเยาว์วัย ในตอนที่เขาอ่อนแอ
เขาต้องมองพวกคนชั่วร้ายทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เขากับตอบโต้พวกมันไม่ได้
'ดูเหมือนเราต้องเร่งการบ่มเพาะให้เร็วขึ้น โลกใบนี้อันตรายกว่าที่คิดมาก'
หลี่เค่อเดินไปส่ายหัวไป ท่วงท่าของเขาดูสามัญ
แต่การที่เดินอย่างปลอดโปร่งในเวลาที่มีแต่คนตายเต็มถนนสองข้างทาง มันกับยิ่งทำให้ภาพลักษณ์หลี่เค่อในสายตาคนอื่นน่ายำเกรง
"อาอี้เทา เมื่อครู่อาเรียกชายคนนั้นว่าปรมาจารย์ ชายคนนั้นคือระดับ [5] รวมจิติญญางั้นเหรอ"
"ถ้าไม่ใช่ระดับ [5] รวมจิติญญา อาคนนี้จะขาสั่นจนต้องคุกเข่าได้งั้นเหรอไอ้เด็กโง่"
"แต่ชายคนนั้นเหมือนคนแก่ธรรมดา"
"ไอ้เด็กโง่ แกจะมองเห็นความลึกล้ำของปรมาจารย์ที่แท้จริงได้ยังไง นอกจากนั้นแกลองสังเกตทีท่าการเดินที่แสนปลอดโปร่งนั้น นอกจากนั้นสังเกตดูความชราบนร่างเ่าั้ แกคิดว่าฉันโง่เหมือนแกงั้นเหรอที่กล้าหาเื่ปรมาจารย์ที่้าซ่อนเร้นตัวตนที่กำลังใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างเงียบๆ ไอ้หลานบัดซบ แกเกือบทำให้ทั้งตระกูลเดือดร้อน พวกเราเป็แค่ตระกูลชั้นเจ็ด.ศิลาดิน แก่คิดว่าพวกเรามีปัญญาไปมีเื่กับาุโที่อยู่ในระดับ [5] รวมจิติญญาอย่างน้อยงั้นเหรอ ต่อให้รวมบรรพชนระดับ [4] ตราสัญลักษณ์ขั้นปลาย [3] ของตระกูลเรามารวมตัวกันทั้งหมด ก็ยังไม่พอที่จะทำให้ปรมาจารย์ระดับ [5] รวมจิติญญาฆ่าแล้วเสียเหงื่อด้วยซ้ำ แค่ปรมาจารย์คนเดียวก็ฆ่าพวกเราทั้งตระกูลได้ ไอ้หลานบัดซบเอ็งหาเื่ผิดคนแล้ว นอกจากนั้นเกือบทำให้ทั้งตระกูลต้องเดือดร้อน อาคนนี้เคยสอนแกกี่ครั้ง แกจะหาเื่ใครต้องดูด้วยว่าคนนั้นเป็ใคร และเป็คนของผู้ใด แต่ตอนนี้แก่กับ... ช่างเถอะ! วันนี้จะเห็นแก่ว่าแกพิการไปแล้วฉันจะไม่เอาความแก กลับบ้านไปได้แล้ว!" จางอี้เทาแผดเสียง
ก่อนส่ายหน้าผิดหวังต่อหลานชายที่ไปหาเื่ปรมาจารย์ผู้หลบซ่อนตัวตน เขาช่างเป็หลานชายที่มีดวงตามืดบอดเสียจริงๆ
จากนั้นจางอี้เทาก็ถอนหายใจ เขาดีใจที่เขาแสดงออกได้ถูกต้องในตอนหลัง
ไม่เช่นนั้นหากระดับปรมาจารย์ขุ่นเคือง ตัวเขาก็รับไม่ไหวจริงๆ
แม้เื้ัตัวเขาจะมี 'ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย' ปกป้องในฐานะศิษย์ภายใน
แต่นั่นก็เฉพาะตัวเขาเท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง กฎบนโลกใบนี้ชัดเจน เหล่าตำหนักเซียนขุนเขาและยอดสำนักต่างๆ พวกเขาจะปกป้องเฉพาะศิษย์ของตัวเอง ส่วนคนในตระกูลหรือผู้เกี่ยวข้อง หากไม่ใช่ผู้ใกล้ชิดเช่นผู้สืบสายเื บิดามารดา ภรรยา เหล่ายอดสำนักย่อมไม่สนใจให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมใด
ดังนั้นจางอี้เทารู้ดีหากปรมาจารย์ระดับ [5] รวมจิติญญาลงมืออาละวาด เขาอาจจะรอดชีวิต แต่ทั้งตระกูลต้องตาย
เขาไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้
และแน่นอนว่าจางอี้เทาไม่รู้ว่าหลี่เค่อที่เขาพบเจอนั้นไม่ใช่ปรมาจารย์ สิ่งที่เขาคิดคือความเข้าใจผิด
แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้บุคลิกของหลี่เค่อนั่นเหนือคนธรรมดามากนัก
เฉินรุ่ยฟางนางมองภาพหลี่เค่อเดินจากไป นางพึมพำเบาๆ คำว่าปรมาจารย์ไม่หยุด สำหรับหญิงสาวปรมาจารย์คือตัวตนที่นางวาดฝันจะไปถึง
ตัวตนที่ทุกคนในโลกใบนี้ต้องยำเกรง
...
ในห้องของหลี่เค่อ หลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวาย เขาเดินไปซื้อสมุนไพรหลายชนิด จากนั้นก็กลับมาผสมมันลงในอ่างอาบน้ำของตัวเอง ก่อนที่จะเอาร่างจุมลงไป
ใบหน้าของหลี่เค่อแม้จะไม่แสดงอารมณ์ความเ็ป แต่ทั่วใบหน้าของเขาปรากฏเหงื่อซึมไหล
วันนี้หลังการต่อสู้ เขาได้ย่อยความทรงจำของป่าดำเพิ่มขึ้นมาอีกนิด
และนั่นทำให้หลี่เค่อได้รู้จักเกี่ยวกับสมุนไพรหลอมกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ฝึกปราณระดับ [1] หลอมกาย หรือใช้ในคนธรรมดาเพื่อจะบรรลุสู่ระดับหนึ่ง
ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยขัดเกลากระดูกและกายเนื้อของผู้ฝึกตนได้เป็อย่างดี
เพียงแต่ว่าเนื่องจากหลี่เค่ออายุมากและร่างกายอ่อนแอ ความเ็ปจึงทิ่มแทงมากกว่าคนทั่วไปนับสิบเท่า
แต่ถึงอย่างนั้นหลี่เค่อก็ไม่อ้าปากกรีดร้อง
สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
มันเ็ปมาก แต่มันก็ยังน้อยกว่าตอนที่หลี่เค่อฝึกพลังจิตกับกระถางเก้าิญญาใน่เขาเยาว์วัย
หลี่เค่อลุกขึ้นจางอ่าง เขาพบว่าร่างกายเขาเคลื่อนไหวดีขึ้น ผิวพรรณก็กระจ่าง ร่องรอยแห่งวัยจางลงเล็กน้อย ทั่วอ่างน้ำมีกลิ่นเหม็นของสิ่งหมักหมมในกายที่ถูกขับออก
หลี่เค่อรับรู้ว่าเขาควรทำแบบนี้อีกอย่างน้อยๆ ห้าถึงหกวัน เพื่อสร้างสภาพร่างกายที่ดีที่สุดก่อนจะหลอมกายเซียนทองขั้นแรกด้วยเคล็ดวิชาเสริมอย่าง 'เคหาทองคำ'
"ลูกจี๋และน้าจั่วยุ่นก็ควรได้แช่ในตัวยาแบบนี้เช่นกันรากฐานของพวกเขาจะได้สมบูรณ์" พูดเสร็จหลี่เค่อเดินออกจากห้องของตัวเองไปที่ห้องพักของสองพ่อลูก