ทั้ง 3 คนมานั่งประชุมกันกลางโถงหลักของเรือนที่ว่างเปล่าใน่ใกล้พลบค่ำ ในโถงมีเพียงโต๊ะเก้าอี้พอให้นั่งเท่านั้น แต่ไร้เครื่องเรือนตกแต่งล้ำค่าเหมือนแต่ก่อน บิดามารดาไฉ่หงมีสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าปกติจนไฉ่หงััได้ พวกท่านคงจะกลัวว่าไม่สามารถเดินทางออกจากเมืองนี้ได้ทันการกระมัง
“ท่านพ่อท่านแม่เ้าคะ เรายอมหน้าด้านให้คนด่าว่า ยอมให้พวกเขาขว้างปาของบูดเน่าเพื่อจะเดินไปให้ถึงหน้าประตูเมืองกันเถอะเ้าค่ะ อย่างไรเราคงหลบซ่อนอยู่แต่ในเรือนนี้ไม่ได้ ทั้งคนเ่าั้คงไม่ขว้างปาข้าวของใส่เราตลอดทางทุกวันหรอกเ้าค่ะ ต่อให้มีก็คงลดน้อยลงบ้างแล้ว เราไม่ได้ผิดอย่างที่พวกเขาว่าสักหน่อย ทำไมเราต้องกลัวด้วยเ้าคะ”
ไฉ่หงเอ่ยความคิดของนางออกมาทันที นางยอมให้คนด่าว่าแต่ได้ออกไปจากเมืองนี้ ยังดีกว่าทนทรมานไม่รู้ชะตากรรมอยู่ที่นี่มากกว่า เผลอๆ หากนางยังไม่ออกจากแคว้นนี้อาจจะถูกจับขายให้หอนางโลมก็เป็ได้ นางยังไม่มีสามีเลย หากถูกจับไปก็ไม่รู้ว่าจะพบเจอบุรุษเลวทรามสักกี่มากน้อย ทั้งนางยังไม่อยากได้ชื่อว่าเป็หญิงคณิกา ชีวิตนางคงได้เกลือกกลั้วอยู่แต่กับเหล่าบุรุษบ้ากามไปจนตายเป็แน่
“เ้าไปก่อนเถอะ พ่อกับแม่มีเื่ต้องสะสาง หากผ่านวันพรุ่งนี้ไป เ้ารีบออกเดินทางทันทียามรุ่งสางของวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องรอพวกข้า เ้าปลอมตัวเป็ชายไปก็ได้ หากเ้าเดินทางลำพังย่อมรวดเร็วกว่า พ่อกับแม่จะตามไปทีหลังดีหรือไม่”
ไฉ่หงได้ยินสิ่งที่บิดาบอกกล่าวเหมือนได้พบทางออก นางยกยิ้มอย่างดีใจ คนอื่นล้วนคิดว่ามีคนตระกูลไฉ่ 3 คนที่อยู่ในเรือนนี้ ทั้งนางยังเคยเรียนแปลงโฉมมาบ้าง คงทาตัวดำปกปิดผิวพรรณที่แท้จริงได้ไม่ยาก บิดามารดาของนางคงกลัวว่าจะออกเดินทางล่าช้าเกินไปกระมังจึงคิดให้นางออกเดินทางไปก่อนล่วงหน้า หากแยกย้ายกันไปอาจจะดีกว่าไปพร้อมกันก็เป็ได้ ทั้งยังไม่ถูกผู้คนจับจ้องมากเท่าใดนัก
“เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมชุดบุรุษนะเ้าคะ ข้าขอไปดูก่อนว่าเหลือชุดใดบ้างที่ข้าพอใส่ได้ ข้าจะแต่งหน้าเป็ชาย ทาตัวดำให้คนจำไม่ได้เลยเ้าค่ะ ที่จริงท่านพ่อท่านแม่ให้ข้าแปลงโฉมให้ก็ได้นะเ้าคะ แล้วพวกท่านค่อยติดตามมาสบทบกันทีหลังภายในวันเดียวกันก็ได้ หากออกนอกเขตเมืองนี้แล้วข้าจะหารถม้าไว้รอพวกท่าน เครื่องประดับที่ท่านพ่อท่านแม่เคยซื้อให้ข้าไว้ข้าแอบเอาไปซ่อนไว้ในเรือนนอนข้าหลายอันเลยเ้าค่ะด้วยไม่อยากเอามาใส่แต่กลัวพวกท่านตำหนิเลยเอาไปแอบไว้ พวกนั้นล้วนเป็ของมีราคาย่อมขายได้ราคาดีอยู่แล้ว ไหนจะไข่มุกประดับบนผมข้าตอนนี้อีก ข้าจะถอดออกเก็บใส่ถุงผ้าเอาไว้ให้หมดเลยเ้าค่ะ อย่างไรเราก็คงไม่ลำบากนักยามเดินทางออกนอกแคว้นนี้”
บิดามารดาของไฉ่หงได้แต่หันมองหน้ากันพลางน้ำตาคลอ อย่างน้อยความดื้อดึงเอาแต่ใจของบุตรสาวกลับทำให้มีของมีค่าติดตัวยามลำบากได้ พวกเขาไม่อยากให้บุตรสาวต้องเดินทางล่าช้าด้วยกลัวนางจะถูกจับไปขาย ทั้งยัง้าทำบางสิ่งเพื่อให้นางหนีออกไปจากเมืองนี้ได้อย่างปลอดภัยก่อน แม้มันจะไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ก็เหมาะสมที่สุดแล้วในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้
“เ้ารีบไปเตรียมการเถอะ พ่อกับแม่จะปรึกษาหารือกันเื่อื่นอีกเล็กน้อย เดี๋ยวก็เข้านอนแล้ว”
“เ้าค่ะท่านพ่อ / ข้าลานะเ้าคะท่านแม่”
ไฉ่หงหันมาคำนับบิดาและมารดาก่อนจะเดินออกไปเพื่อทำตามแผนของบิดาทันที นางรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อมีหนทางให้นางได้ไปจากเมืองนี้แล้ว แม้จะเดินทางลำพังนางก็ไม่กลัว นางพอมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง คงพอเอาตัวรอดได้ ขอแค่ท่านพ่อท่านแม่รีบติดตามนางมาให้ทันก็พอ
หากไม่มีใครจำนางได้ทุกอย่างย่อมราบรื่น แต่นางก็ไม่รู้ว่าทำไมบิดานางจึงรอให้ผ่านพรุ่งนี้ไป พวกท่านจะทำสิ่งใด ใยไม่บอกกล่าวนางบ้าง นางอายุจะครบ 18 ปีแล้ว แต่พวกท่านยังทำเหมือนนางเป้นเด็กตัวเล็กๆ
เมื่อไฉ่หงเดินออกไปแล้วก็มีเงาดำร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากเงามืด
“ท่านจะช่วยพวกข้าหรือไม่? หากพวกข้ายินดีเอาชีวิตเขาแลก เพื่อแลกกับการที่ท่านคอยคุ้มครองบุตรสาวข้าออกไปจากแคว้นนี้ให้ได้ พวกข้าไม่คิดว่าจะเดินทางได้ทันหากไปพร้อมกันทั้ง 3 คน แม้ติดตามไปก็อาจจะล่าช้า ทั้งยังมีคนของคนผู้นั้นรอปิดปากข้าและคนในครอบครัวข้าแล้ว ข้ายังไม่ได้บอกว่าเป็ใครที่คิดก่อฏในคราที่ถูกราชสำนักเรียกไปสอบสวน แต่คนเ่าั้กลับยังระแวงพวกข้า ทั้งข้ายังเดือดร้อนทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ไม่รู้ว่ามันเป็เวรกรรมใดของข้า หากชีวิตข้าทำให้พวกเขาเลิกติดตามบุตรสาวข้าได้ก็คงดี ข้าหวังเพียงนางรอดชีวิตเท่านั้น!”
จางจิ้งฮูหยินของไฉ่ชางนั้นนั่งฟังสามีพูดคุยกับชายร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อเป็มัดเล็กน้อยเช่นผู้ฝึกยุทธ มือของนางกุมมือสามีแน่น นางเพิ่งจะรับรู้ว่ามีคนปองร้ายครอบครัวของพวกนางไม่กี่วัน
การที่ผู้คนสาปแช่งและขว้างปาข้าวของใส่ครอบครัวนางนั้นยังน้อยไป ทั้งมันกลับกลายเป็ดีที่ทำให้คนที่คิดเอาชีวิตทุกคนในตระกูลไฉ่พุ่งเป้ามาหาพวกเขาในยามนี้ไม่ได้ เพราะมีชาวบ้านจับตามองพวกเขาอยู่มาก แต่หากพวกเขาแอบหนีไปเงียบๆ และราบรื่น ก็ไม่แน่ว่าคนเ่าั้จะติดตามไปทัน ตอนนี้สิ่งที่ยากคือการเอาชีวิตรอดจากการตามล่าสังหารจากเหล่ายอดฝีมือ แม้ไฉ่ชางและไฉ่หงจะพอมีวรยุทธอยู่บ้างแต่ก็ไม่เก่งกาจเข้าขั้นมือสังหารเ่าั้เป็แน่ หากคิดต่อกรคงสิ้นชื่อั้แ่กระบวนท่าแรกแล้ว
ผู้ที่มาส่งข่าวให้คนตระกูลไฉ่คือโม่โฉว เขาห่วงใยไฉ่หง เกรงว่านางจะได้รับอันตราย ทั้งตอนนี้เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับวงการนักฆ่าแล้ว เพียงแต่ยังพอมีสหายที่คอยเล่าเื่ราวต่างๆ ให้ฟังอยู่บ้าง จึงได้รับรู้ว่าตระกูลไฉ่นั้นนอกจากจะเสียชื่อเสียงเพราะผู้มีอำนาจผู้นั้นแล้ว พวกเขายังหมายจะเอาชีวิตพวกเขาอีก ด้วยหวังยืมมือราชสำนัก แต่ทางราชสำนักเพียงยึดทรัพย์สมบัติไปเท่านั้นไม่ได้ลงโทษปะา ซึ่งการสร้างเื่ใส่ร้ายตระกูลไฉ่นี้หวังผลถึงชีวิต แต่โทษกลับกลายเป็เพียงเนรเทศออกนอกแคว้นเท่านั้น พวกเขาจึงต้องหามือสังหารมาลงมือเพื่อความแน่ใจ แม้คนเหล่านี้จะเป็เพียงคหบดี แต่ในเมื่อรู้ว่าเป็พวกตนที่คิดก่อฏก็ไม่คิดจะไว้ชีวิตแล้ว หากตระกูลไฉ่ร่วมมือแต่แรกย่อมรอดพ้น
“เ้าไม่ได้ปดพวกข้าใช่หรือไม่!? เื่ที่คนผู้นั้นคิดสังหารพวกข้าทั้ง 3 คนแต่แรก”
โม่โฉวนั่งลงตรงข้ามไฉ่ชางอย่างช้าๆ พลางหยิบถ้วยน้ำชามารินใส่แก้วจิบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำใดออกมาอย่างใจเย็น
“ข้าจะโกหกท่านไปทำไม ในเมื่อข้าเองก็เป็มือสังหารที่เคยถูกคนผู้นั้นไหว้วานให้มาสังหารพวกท่านเช่นกัน แต่ข้าขอบอกตามตรงว่าข้าพึงใจบุตรสาวท่าน จึงคิดช่วยเหลือ ข้าไม่อยากให้นางต้องตาย แต่หากพวกท่านไม่เชื่อก็ตามใจ หากพวกท่านเดินทางไปพร้อมกัน 3 คนย่อมถูกจับตามองได้ง่าย ควรแยกย้ายไปคนละทิศทางแล้วไปพบกันนอกแคว้นก็ยังได้ ข้ามีสหายที่พอมีฝีมือให้คุ้มครองพวกท่านไปได้ ส่วนบุตรสาวท่านข้าจะคุ้มครองให้เอง ขอเพียงท่านไว้ใจข้าก็พอ”
สองสามีภรรยาต่างหันมองหน้ากันอย่างกำลังตัดสินใจบางอย่าง
“ท่านคิดว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วหรือ แล้วบุตรสาวข้าจะรอดพ้นจากการถูกจับหรือไม่ เพียงท่านผู้เดียวจะช่วยนางได้กี่มากน้อย”
“ข้าเป็ยอดฝีมืออันดับ 1 ในกลุ่มนักฆ่ามาก่อน เพียงแต่ข้าวางมือแล้ว ท่านยังคิดว่ามีใครฝีมือดีกว่าข้าอีกอย่างนั้นหรือ?”