บทที่ 32 แสดงละคร (รีไรต์)
เมิ่งว่านถังมองดูพ่อลูกสี่คนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ถ้ามีใครสักคนกล้าหัวเราะออกมา เธอจะทำให้พวกเขาได้เห็นดีแน่
“ฉันจะออกไปดูหน่อย”
เมิ่งว่านถังลุกขึ้นเดินออกไป
เมื่อเดินไปที่หน้าประตูบ้าน ก็เห็นลู่ชิงเต๋อยืนอยู่ข้างนอก พอเห็นว่าเป็นเมิ่งว่านถังออกมาเขาก็รู้สึกกระวนกระวายทันที คิ้วขมวดทั้งสองขมวดเป็นปมแน่น อยากจะหันหลังเดินหนีไปเสียเลย
“น้องรองอยู่บ้านไหม?” ลู่ชิงเต๋อไม่อยากคุยกับเมิ่งว่านถัง แต่ก็จำใจต้องถาม
“อยู่ มีอะไรเหรอ?”
เมิ่งว่านถังนึกถึงท่าทีของเจ้าของร่างเดิมที่มีต่อลู่ชิงเต๋อ เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ลู่ชิงเต๋อไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงตอบด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง “พ่อกับแม่อยากให้น้องรองไปหาที่บ้าน”
เขาเตรียมใจรอโดนด่าแล้ว ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น
ลู่ชิงเต๋อเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งว่านถัง กลับพบว่าสีหน้าของเธอดูแปลกไป จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
“เขาเพิ่งออกจากอนามัยเมื่อวาน เพิ่งกลับมาเช้านี้เอง พวกคุณไม่รู้เรื่องเลยงั้นเหรอ?” เมิ่งว่านถังถามด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
ลู่ชิงเต๋อตกใจ “เกิดอะไรขึ้น?”
“เขาเกือบถูกน้ำน้ำพัดร่างออกไป พวกคุณไม่ได้ยินเรื่องนี้เลยหรือ?” เมิ่งว่านถังพบว่ามีเรื่องที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่ว คนในครอบครัวลู่ไม่สนใจลู่ชิงเหยี่ยเลยแม้แต่น้อย
กระทั่งลู่ชิงเต๋อที่ดูซื่อ ๆ คนนี้ก็ไม่ต่างกันเลย
“ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันไปดูเองก็ได้” เมิ่งว่านถังพูดโดยไม่รอให้ลู่ชิงเต๋อเอ่ยปาก “ฉันจะกินข้าวก่อนแล้วค่อยไป คุณกลับไปก่อนเถอะ”
หลังจากพูดจบ เธอก็เดินเข้าบ้าน
เมิ่งว่านถังพบว่าเด็ก ๆ หิวมากแล้ว จ้องมองปลาไนตุ๋นน้ำแดงจนน้ำลายไหล แต่ไม่มีใครลงมือกินสักคำ
“รีบกินเถอะ ไม่งั้นอาหารจะเย็นก่อน พวกลูกสามคนกินปลาให้หมดนะ กินช้า ๆ นะระวังก้างปลาติดคอด้วยนะ” เมิ่งว่านถังคีบเนื้อปลาใส่ชามของตัวเอง แกะก้างออกให้หมด แล้วค่อยใส่ลงในชามของเสี่ยวพ่าง
เสี่ยวพ่างใช้ช้อนกินข้าวอย่างเชื่องช้า
พี่ชายทั้งสองคนกินปลาหมดไปครึ่งตัวแล้ว แต่เจ้าตัวน้อยเสี่ยวพ่างกลับยังมีข้าวคำเดิมอมไว้ในปาก
“ใครมาเหรอ?” ลู่ชิงเหยี่ยถามอย่างเป็นธรรมชาติ
“พี่ชายคนโตของคุณ”
เมิ่งว่านถังตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ลู่ชิงเหยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่ใหญ่? เขามาทำไม?”
“เขาบอกว่าพ่อแม่ของคุณอยากให้ไปหาสักหน่อย พวกเขาไม่รู้เรื่องที่คุณบาดเจ็บด้วยซ้ำ ถ้าฉันไม่บอก พวกเขาคงไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้ดังไปทั่วแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด”
เมิ่งว่านถังถือโอกาสใส่ไฟ
นี่ไม่นับว่าเป็นการยุยงให้แตกแยก แต่เป็นเพียงการสรุปประเด็นสำคัญของปัญหาเท่านั้น
ลู่ชิงเหยี่ยขมวดคิ้วตลอดเวลา ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดี
“ฉันบอกแล้วไปแล้วว่าเดี๋ยวฉันจะไปเอง” เมิ่งว่านถังกินข้าวอย่างรวดเร็ว
เธอไม่กินหมูสามชั้น แต่ชอบกินถั่วฝักยาวผัดกับหมูสามชั้น ถั่วฝักยาวตุ๋นจนเข้าเนื้อ มีน้ำมัน รสชาติอร่อยมาก เมิ่งว่านถังไม่เพียงแต่กินเองเท่านั้น แต่ยังป้อนให้ลูกอีกด้วย
เสี่ยวพ่างกินจนปากเปรอะเปื้อนไปหมด
โกวเซิงกับโกวต้านก็กินราวกับลูกหมาตัวน้อยที่ไม่ได้กินข้าวมาหลายร้อยปี กินอันนั้นที กินอันนี้ที รู้สึกคล้ายกับอยากลิมลองทุกรสชาติ
เมิ่งว่านถังก็ไม่ได้ห้าม ปล่อยให้ลูก ๆ กินเข้าไปอย่างไม่ขัดขวาง พลางใส่หางปลาและหัวปลาใส่ชามของลู่ชิงเหยี่ย
“กินเยอะ ๆ จะได้บำรุงสมอง อย่าโง่จนถูกคนอื่นหลอกขายแล้วยังนับเงินให้เขาอีก”
ลู่ชิงเหยี่ย “...”
โกวต้านเหลือบมองพ่อ เขาพบว่าสีหน้าของพ่อแปลกไป แล้วหันหน้าไปมองแม่ แม่กินเสร็จแล้วออกไป ตั้งใจล้างหน้า แล้วหวีผมใหม่ แถมยังเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกจากบ้าน
“พ่อครับ แม่ทำแบบนี้เหมือนไปดูตัวไหมครับ?”
โกวเซิงยังกินปลาไนตุ๋นซอสแดงอยู่ในปาก พอเห็นแม่ออกไป เจ้าตัวน้อยก็รีบเดินเข้าไปหาลู่ชิงเหยี่ยด้วยความกังวล
ถ้าแม่รังเกียจพ่อแล้วอยากหน่ากับพ่อจริง ๆ จะต้องหย่ากับพ่อ แม่ก็คงไม่อยากเลี้ยงดูพวกเขาทั้งสามคนที่เป็นเหมือนก้อนภาระแน่ ๆ พอถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะไม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ แบบนี้อีก
แถมพ่อของเขาก็คงจะแต่งงานใหม่แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น แม่เลี้ยงก็จะตีพวกเขาทั้งสามคนอย่างแน่นอน
โกวเซิงตัวน้อยกังวลใจที่สุด
“พ่อ พ่อไม่เอาไหนเลย แม้แต่เมียของตัวเองก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ แถมยังให้พวกเราสามคนต้องลำบากตามพ่ออีก โอ๊ย!” โกวเซิงพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ถูกลู่ชิงเหยี่ยตีหัวเข้าให้แล้ว
โกวเซิงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “ผมก็แค่พูดความจริง”
“แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังอุดปากลูกไม่ได้อีกนะ”
ลู่ชิงเหยี่ยทำหน้าบึ้งตึง โกวเซิงก็เงียบปากทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีก แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจมากแค่ไหนก็ตาม
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืดเท่าไรนัก
เมิ่งว่านถังออกไปทางประตูหลังบ้าน
เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว
เธอไม่ได้เรียกใคร เดินตรงเข้าบ้านไป และเกือบจะชนกับเฟิงอวี้เหม่ยที่หน้าประตูบ้าน เฟิงอวี้เหม่ยเงยหน้ามองอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นว่าเป็นเมิ่งว่านถัง จึงพูดด้วยท่าทีอึดอัดว่า “พี่สะใภ้รอง”
“คนอื่นล่ะ?”
เมิ่งว่านถังไม่เคยเรียกพ่อแม่ เธอจะเรียกว่าพ่อเฒ่าลู่ หรือไม่ก็จะเรียกว่าพ่อแม่ของคุณแทน
เฟิงอวี้เหม่ยมองเข้าไปในบ้านอย่างรู้ใจ แล้วกระซิบเสียงเบา “อยู่ในบ้าน พี่สะใภ้รอง อาการบาดเจ็บของพี่รองดีขึ้นหรือยัง?”
“ไม่ดีขึ้นหรอก ยังต้องพักฟื้นอีก”
เมิ่งว่านถังมองเฟิงอวี้เหม่ยอย่างประหลาดใจ เธอสังเกตว่าเฟิงอวี้เหม่ยดูแปลกไปเล็กน้อย คงไม่ใช่เพราะเงินหนึ่งหยวนที่เธอให้ไปในวันนั้น จะทำให้เฟิงอวี้เหม่ยวางอคติของตัวเองลงหรอกนะ?
ถ้าเป็นเธอ เธอก็คงไม่กล้าด่าคนอื่นอีก
“เธอรู้ไหมว่าพวกเขาตามหาพี่รองของเธอทำไม?” เมิ่งว่านถังดึงเธอไปด้านข้าง แล้วถามเสียงเบา
เฟิงอวี้เหม่ยหันไปมองซ้ายทีมองขวาที แแล้วกระซิบเสียงเบาว่า “แม่คงต้องนอนพักบนเตียงสักสิบวันครึ่งเดือน”
เมิ่งว่านถังหรี่ตาลง และเข้าใจความหมายของหญิงชราคนนั้นแล้ว
“เหอะ”
เธอบอกเฟิงอวี้เหม่ยด้วยความหวังดี “ถ้าไม่มีอะไรก็อย่าเพิ่งออกมา”
“...”
เฟิงอวี้เหม่ยเคยเป็นคนใจร้อนมาก่อน แต่ตอนนี้เมื่อไม่ต้องปะทะอารมณ์กับกลับเมิ่งว่านถังแล้ว เธอกลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก
เมิ่งว่านถังไม่สนใจว่าเฟิงอวี้เหมยจะคิดอย่างไร พลางเดินตรงปรี่เข้าไปในบ้านทันที
บ้านของครอบครัวลู่หลังนี้เป็นบ้านที่สร้างด้วยหิน บนหลังคาไม่ได้ปิดด้วยกระดาษ บนคานบ้านก็ยังมีใยแมงมุมเกาะ
ในห้องมีตู้สีแดงเข้มอยู่หนึ่งใบ สีน้ำมันที่ทาไว้บนตู้ก็หลุดลอกออกไปค่อนข้างมาก
ดูน่าเกลียดเล็กน้อย
ที่พื้นก็ยังขรุขระไม่เรียบ
แม่เฒ่าลู่นอนอยู่บนเตียง มีผ้าขนหนูวางทับอยู่บนหน้าผาก เมิ่งว่านถังเพิ่งเปิดม่านประตูเข้าไปก็ได้ยินแม่เฒ่าลู่ร้องครวญครางทันที
ส่วนพ่อเฒ่าลู่ก็นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมิ่งว่านถังยืนอยู่ในห้องหนึ่งนาทีแล้ว แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรกับเธอสักคำ
เมิ่งว่านถังหัวเราะเยาะในใจ
ไม่ว่าพวกเขาจะตามหาลู่ชิงเหยี่ยด้วยจุดประสงค์อะไร และไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพวกเขาจะแย่แค่ไหน แต่เธอก็มาที่นี่แล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะถามไถ่อาการบาดเจ็บของลู่ชิงเหยี่ยบ้าง และสอบถามว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือยัง
แต่ผลลัพธ์คือคนแก่สองคนนี้กลับยังแสร้งมาเล่นละครน้ำเน่าแบบนี้กับเธอ
“ดูเหมือนพวกคุณจะไม่ได้มีธุระด่วนอะไร ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นฉันกลับนะ” เมิ่งว่านถังพูดเพื่อลองหยั่งเชิง และพบว่าทั้งแม่เฒ่าลู่กับพ่อเฒ่าลู่ต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมิ่งว่านถังหรี่ตามองพวกเขา
“ในเมื่อพวกคุณไม่มีธุระอะไร งั้นฉันขอพูดเรื่องของฉันหน่อยก็แล้วกัน ลู่ชิงก็เอาเงินไปจากฉันเพื่อรักษาอาการป่วยของคุณ พวกคุณวางแผนจะคืนเงินให้ฉันเมื่อไหร่?”
คำพูดของเมิ่งว่านถังยังไม่ทันจบ เธอก็เห็นพ่อเฒ่าลู่และแม่เฒ่าลู่มองตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“คุณไม่ได้มีแค่ลู่ชิงเหยี่ยเป็นลูกชายคนเดียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตราบใดที่มีเรื่องให้ต้องใช้เงิน พี่น้องทั้งสามคนก็ต้องแบ่งกันจ่าย”
แม่เฒ่าลู่แทบสำลักเมื่อได้ยินคำพูดนี้
“เงินนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ”
เมิ่งว่านถังแค่นหัวเราะด้วยความโมโห “เงินที่เอามาจากฉัน แล้วคุณจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับฉันได้ยังไง?”