เช้าวันอังคารเริ่มต้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่แผ่ซ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วั้แ่ลืมตาตื่น ท้องฟ้าเบื้องนอกบานหน้าต่างกระจกใสของคอนโดมิเนียมเป็สีเทาหม่นครึ้ม คลาคล่ำไปด้วยเมฆฝนก้อนหนาที่ตั้งเค้ามาั้แ่รุ่งสาง สภาพอากาศอันไร้แสงแดดเช่นนี้ช่างดูคล้ายคลึงกับพายุอารมณ์ที่ยังคงก่อตัวเงียบเชียบอยู่ภายในอกของผมเหลือเกิน
บรรยากาศตึงเครียดและเงียบงันบนรถ Aston Martin สีเทาเข้มคันหรูของคุณธีร์เมื่อค่ำคืนวันจันทร์ยังคงตามมาหลอกหลอนและทับถมจิตใจของผมจนแทบหายใจไม่ออก ตลอดการเดินทางจากคอนโดของผมมายังตึกสำนักงานใหญ่ของ T-Group เมื่อวานนี้ มันเต็มไปด้วยความอึดอัดอันแสนทรมาน ััจากฝ่ามือหนาของคุณธีร์ที่เอื้อมมากุมมือของผมไว้ที่คอนโซลกลางนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอุ่นซ่านเหมือนอย่างเคย เพราะมือของผมเย็นเฉียบและไร้เรี่ยวแรงจะบีบกระชับตอบกลับไป ความเงียบกักขังเราสองคนไว้ในพื้นที่แคบๆ จนผมรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตาย และคำถามเชิงหยั่งถึงเื่อนาคตหลังจบการฝึกงานของคุณธีร์ก็ยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานริมกระจกบานใหญ่ของแผนก Creative Design ชั้น 3 จอภาพขนาดใหญ่แสดงผลไฟล์นำเสนอแบบจำลองสามมิติของโครงการ T-Forest โครงการเมกะโปรเจกต์พื้นที่สีเขียวแนวตั้งที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็หนึ่งในทีมออกแบบหลัก ทว่าในเวลานี้ หัวสมองของผมกลับว่างเปล่า ตื้อตันไปหมด เส้นสายสถาปัตยกรรมและรายละเอียดโครงสร้างสวนป่าจำลองที่เคยสร้างความตื่นเต้นให้ผม บัดนี้ดูเลือนรางคล้ายภาพฝันที่ห่างไกลออกไป
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเลื่อนมืออันสั่นเทาไปลูบไล้ขอบกระเป๋าเป้ใบโตที่วางพิงอยู่ข้างขาเก้าอี้ ลึกเข้าไปในช่องเก็บของด้านหลังสุด มีสมุดสเกตช์ภาพหน้าปกหนังแท้สีน้ำตาลเข้มเล่มโปรดซุกซ่อนอยู่ และภายในนั้น... มีสิ่งที่เป็ต้นเหตุของความหนักใจทั้งหมดในตอนนี้สอดอยู่ นามบัตรกระดาษอาร์ตการ์ดสีดำขอบทองหรูหราของผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลบริษัท V-Design พร้อมกับสำเนาจดหมายเสนอการจ้างงาน (Offer Letter) อย่างเป็ทางการที่มอบข้อเสนออัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าเบี้ยเลี้ยงปัจจุบันถึงสองเท่า พร้อมตำแหน่งสถาปนิกประจำทันทีหลังจากเรียนจบ
ผมรู้สึกผิด... ผิดที่เลือกจะเก็บเื่นี้เป็ความลับและไม่ยอมเปิดปากบอกคุณธีร์ตรงๆ แต่ลึกๆ ในใจของผมมันก็มีเสียงร่ำร้องด้วยความน้อยใจและปวดร้าวที่ไม่มีใครรับรู้ ทุกวันนี้ยามที่ผมเดินไปตามทางเดินของออฟฟิศ หรือเดินเข้าไปในแพนทรีเพื่อชงกาแฟ ผมมักจะได้ยินเสียงกระซิบกระซาบลับหลังของเพื่อนร่วมงานและพนักงานในแผนกอื่นเสมอ
“นั่นไง เด็กเส้นของท่านประธาน”
“ก็แค่เด็กฝึกงาน แต่ได้ทำโครงการเมกะโปรเจกต์อย่าง T-Forest สองมาตรฐานชัดๆ”
“ไม่ต้องสอบสัมภาษณ์งานด้วยซ้ำ เข้ามาทางสายตรงของ CEO เลยนี่นา เก่งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือเก่งแค่เื่เอาใจบอส”
คำนินทาและแววตาสมเพชแกมอิจฉาเ่าั้เป็ดั่งหนามแหลมคมที่กรีดแทงความภูมิใจของผมจนไม่มีชิ้นดี ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานหามรุ่งหามค่ำ อดหลับอดนอนเขียนแบบร่างเพื่อให้ออกมาดีที่สุด แต่ในสายตาของคนนอก ความพยายามทั้งหมดของผมกลับถูกบดบังด้วยบารมีและอิทธิพลของคุณธีร์จนหมดสิ้น ทุกคนมองว่าผมได้รับโอกาสเพราะสถานะ 'คนโปรด' ของประธานบริหาร ไม่ใช่เพราะความสามารถของตัวเองเลยสักนิด นามบัตรและข้อเสนอจาก V-Design ที่ติดต่อเข้ามาเพราะเห็นผลงานการนำเสนอของผมในงานสัมมนาการออกแบบจึงเป็เหมือนสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันว่าฝีมือสถาปัตยกรรมอันน้อยนิดของผมยังมีค่าในสายตาคนอื่นที่ไม่ได้รู้จักประธานของ T-Group
ผมแค่อยากรู้... อยากพิสูจน์ตัวเองข้างนอก อยากรู้ว่าถ้าก้าวเดินออกไปจากพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีชื่อของคุณธีร์คอยค้ำคอและปกป้องไว้ ฝีมือและการออกแบบของผมจะดีพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้จริงหรือเปล่า
---
ในขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอันสับสนและหนักอึ้งอยู่นั้น เสียงกระดิ่งโทรศัพท์สายภายในบนโต๊ะทำงานพลันแผดเสียงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความเงียบสงบในโซนทำงานของผมถูกทำลายลงในพริบตา ผมสะดุ้งสุดตัวปัดไปโดนกระป๋องดินสอเกือบหล่นจากขอบโต๊ะ ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นตระหนกที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอย ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกดรับสาย
“พู่กันพูดครับ...” ผมกรอกเสียงลงไป พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“น้องพู่กันคะ รบกวนนำแฟ้มรายงานโครงการ T-Forest ขึ้นมาพบท่านประธานที่ห้องทำงานชั้นสี่สิบห้าด่วนที่สุดค่ะ”
เสียงของพี่เก๋ เลขานุการส่วนตัวของคุณธีร์ดังผ่านมาตามสาย น้ำเสียงของเธอเรียบนิ่ง เป็ทางการ และแฝงไปด้วยความรีบร้อนผิดปกติจนผมใจหายวาบ ลางสังหรณ์ไม่ดีเกาะกุมหัวใจของผมทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปกติแล้วเวลาพี่เก๋โทรมาเรียกผมขึ้นไปพบคุณธีร์ น้ำเสียงของเธอจะมีความเป็กันเองและแอบกระซิบกระซาบหยอกเย้าอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้มันกลับเ็าและห่างเหินราวกับผมเป็พนักงานแปลกหน้าที่กำลังจะโดนเรียกไปตักเตือนความผิดร้ายแรง
“ด่วน... ด่วนที่สุดเหรอครับพี่เก๋” ผมถามกลับเสียงสั่นเครือคล้ายกำลังหาที่พึ่ง
“ค่ะ ด่วนที่สุดค่ะ รบกวนขึ้นมาตอนนี้เลยนะคะ” พี่เก๋ย้ำคำสั้นๆ ก่อนจะวางสายไปในทันที
เสียงตัดสายดังตื๊ดยาวเหยียดส่งผลให้หัวใจของผมเต้นรัวกระหน่ำอยู่ในอกราวกับเสียงกลองศึก มือไม้ของผมเย็นเฉียบและชื้นเหงื่อจนแทบไม่มีแรงประคองหูโทรศัพท์วางคืนแป้น ผมหันไปมองหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ เม็ดฝนเริ่มตกลงมากระทบกระจกทีละเม็ด สองเม็ด ก่อนจะกลายเป็สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนาเม็ด สะท้อนบรรยากาศชวนหดหู่
“พู่กัน มีอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเป็ไก่ต้มเลย”
เสียงของพี่ส้ม หัวหน้าแผนกที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะเยื้องๆ กันทักขึ้นด้วยความเป็ห่วง แววตาของพี่ส้มฉายความกังวลอย่างชัดเจนเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆ ของผม
“ปะ... เปล่าครับพี่ส้ม พอดีพี่เก๋โทรมาตามให้พู่นำแฟ้มโครงการ T-Forest ขึ้นไปรายงานคุณธีร์ที่ชั้นสี่สิบห้าน่ะครับ”
ผมฝืนยิ้มบางๆ ที่ดูจืดชืดและจวนเจียนจะร้องไห้ตอบกลับไป
“อ้าวเหรอ... งั้นรีบไปเถอะ อย่าทำให้บอสต้องรอ เดี๋ยวจะโดนเพ่งเล็งเอา สู้ๆ นะพู่กัน”
พี่ส้มตบไหล่ผมเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ทว่าคำว่า 'อย่าทำให้บอสต้องรอ' กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันจนผมแทบก้าวขาไม่ออก
ผมกอดแฟ้มรายงาน T-Forest สีน้ำเงินเข้มเล่มใหญ่แนบอกแน่น ราวกับว่ามันเป็โล่กำบังชิ้นสุดท้ายที่จะช่วยปกป้องตัวผมจากภัยอันตรายที่กำลังรออยู่เบื้องบน ผมพยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยขาที่เบาโหวงไร้เรี่ยวแรง เดินตรงไปยังลิฟต์แก้วความเร็วสูงที่ตั้งอยู่กึ่งกลางตึกอย่างช้าๆ นิ้วสั่นเทากดปุ่มเรียกตัวลิฟต์ และเมื่อประตูกระจกเปิดออก ผมก็ก้าวเข้าไปยืนข้างในเพียงลำพัง
ลิฟต์แก้วความเร็วสูงค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นสู่ชั้นยอดตึกอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทิวทัศน์เบื้องนอกที่เคยดูงดงามตระการตา บัดนี้ถูกบดบังด้วยหยาดน้ำฝนที่ไหลเกาะกระจกเป็ทางยาว ภาพตึกสูงระฟ้าและถนนเบื้องล่างดูพร่าเลือนและมืดมนลงไปทุกขณะ ยิ่งตัวเลขแสดงชั้นบนหน้าจอดิจิทัลขยับเข้าใกล้เลข 45 มากเท่าใด อัตราการเต้นของหัวใจของผมก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนเจ็บแปลบในอก ลมหายใจสะดุดขัดด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงที่เกาะกุมจิตใจอย่างสิ้นเชิง
---
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับประตูลิฟต์แก้วที่เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นโซนต้อนรับหน้าห้องทำงานประธานบริหารบนชั้น 45 บรรยากาศของชั้นนี้เงียบสงัดจนหนาวสะท้าน มีเพียงเสียงทำงานแ่เบาของเครื่องปรับอากาศที่พ่นลมเย็นเฉียบปะทะผิวกายจนผมต้องหดคอหนีความเย็น พี่เก๋ไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าห้อง เธออาจจะหลบไปจัดการธุระอื่น หรือจงใจหลบหน้าเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้งเพื่อดึงความกล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดออกมา ขยับกอดแฟ้มงานในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวเท้าตรงไปยังบานประตูไม้สีมะฮอกกานีบานใหญ่หนาทึบที่ปิดสนิท ผมเอื้อมมือสั่นเทาไปเคาะประตูเบาๆ สามครั้งตามมารยาท ก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปด้านใน
สิ่งที่ปะทะใบหน้าของผมทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูไม่ใช่ความอบอุ่นหรือไอรักที่เคยได้รับ แต่เป็ความเงียบงันที่แสนะเืและกดดันจนแทบจะแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างในห้องทำงานอันหรูหรากว้างขวางแห่งนี้ แสงไฟนีออนโทนสีขาวนวลส่องสว่างกระทบโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่และเก้าอี้หนังแท้สีดำ ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับดูอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก
คุณธีร์ไม่ได้นั่งเซ็นเอกสารหรือตรวจงานอย่างขะมักเขม้นเหมือนอย่างทุกวัน เขานั่งนิ่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาเรียบตึงราวกับสลักมาจากก้อนน้ำแข็ง แววตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นดำมืด เ็า และไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เสียยิ่งกว่าวันแรกที่ผมก้าวเข้ามาเหยียบตึก T-Group ในฐานะเด็กฝึกงานเสียอีก สายตาที่จ้องตรงมายังผมนั้นว่างเปล่าแต่น่ากลัวจนทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าลานปะา
ผมพยายามรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ ก้าวไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเขาอย่างเกร็งๆ ระยะห่างระหว่างเราสองคนในเวลานี้ช่างดูห่างไกลแสนไกลเหลือเกิน
“คุณธีร์... เรียกพู่ขึ้นมามีเื่ด่วนอะไรหรือเปล่าครับ นี่คือแฟ้มรายงาน T-Forest ที่พี่เก๋แจ้งไว้ครับ”
ผมเอ่ยถามออกไปเสียงแ่เบา พลางยื่นแฟ้มรายงานในมือส่งไปข้างหน้าด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ
คุณธีร์ไม่ได้เอื้อมมือมารับแฟ้มรายงานนั้นไป เขายังคงนั่งนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบไม่ละสายตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับ้าจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงัน ความเงียบที่ทอดยาวระหว่างเรามันบีบคั้นอารมณ์จนผมแทบอยากจะหมุนตัววิ่งหนีออกไปเสียให้พ้นๆ
ทว่าทันใดนั้น คุณธีร์ก็ค่อยๆ ขยับตัวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขัดเงามันวับ เลื่อนส่งข้ามโต๊ะมะฮอกกานีมาตรงหน้าผมอย่างช้าๆ และแ่เบาจนไร้เสียง
เมื่อสายตาของผมก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น ลมหายใจของผมพลันสะดุดกึก ร่างกายทุกส่วนแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในทันใด หัวใจดิ่งวูบลงสู่หุบเหวแห่งความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง
มันคือสำเนาจดหมาย Offer Letter ของ V-Design และนามบัตรสีดำขอบทองของคุณอภิชาติ!
กระดาษแผ่นนี้... กระดาษแผ่นที่ผมแอบพับและสอดซ่อนไว้ในหน้าสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัวเล่มโปรดของผม สมุดเล่มที่มักจะเก็บไว้ก้นกระเป๋าเป้สะพายหลังที่ผมพกติดตัวตลอดเวลาและไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้แตะต้องหรือเปิดอ่านมาก่อน แม้กระทั่งเพื่อนสนิทก็ไม่เคยได้เห็นสิ่งนี้
สมองของผมแล่นริ้วสับสนอลหม่าน ความตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง และตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนโดนทรยศและล่วงละเมิดความเป็ส่วนตัวอย่างรุนแรง คุณธีร์แอบค้นกระเป๋าเป้ของผม... แอบเปิดสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัวที่ผมหวงแหนที่สุดงั้นเหรอ? แอบรื้อค้นสิ่งที่เป็พื้นที่ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวของผมลับหลังอย่างนั้นเหรอ?
“คุณธีร์...” เสียงของผมสั่นระริกและเบาหวิวราวกับใบไม้แห้งที่กำลังจะหลุดลอย
“เอาแผ่นนี้... เอาแผ่นนี้มาได้ยังไงครับ คุณธีร์แอบค้นของส่วนตัวของผมงั้นเหรอ”
---
คุณธีร์ขยับตัวขึ้นมานั่งตัวตรง มือหนาทั้งสองข้างประสานเข้าด้วยกันบนโต๊ะทำงาน แววตาของเขายังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบราวกับผิวน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เขาเอ่ยออกมากลับทรงพลังและสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านเอาไว้จนน่ากลัว
“คิดจะปิดบังพี่ไปถึงไหน พู่กัน...”
สรรพนามที่เขาใช้แทนตัวเองเปลี่ยนไป แต่โทนเสียงกลับไม่มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย
“คิดจะลาออกไปทำงานที่ V-Design ใช่ไหม ถึงได้แอบเก็บข้อเสนอของพวกมันเอาไว้เงียบๆ แบบนี้”
คำถามที่เต็มไปด้วยการคาดคั้นและความเ็านั้นกรีดลึกในใจของผม ความน้อยใจและเ็ปที่พยายามสะกดกลั้นมาโดยตลอดพลันะเิทะลักออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป น้ำตาเริ่มเอ่อคลอเบ้าตาจนภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน มือของผมสั่นเทาจนแทบจะจับแฟ้มงานไว้ไม่อยู่
“ปิดบังเหรอครับ?”
ผมเค้นเสียงตอบกลับไปพลางจ้องหน้าเขาเขม็ง น้ำตาเม็ดโตหยดแรกไหลร่วงลงอาบแก้ม
“แล้วคุณธีร์ล่ะครับ คุณธีร์มีสิทธิ์อะไรมารื้อค้นกระเป๋าเป้ของผม! มีสิทธิ์อะไรมาเปิดสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัวของผมลับหลังแบบนี้! นั่นมันคือของส่วนตัวของผมนะคุณธีร์! คุณล่วงล้ำความเป็ส่วนตัวของผมมากเกินไปแล้ว!”
“พู่กัน พี่ถามว่าเธอคิดจะลาออกไปทำงานที่นั่นใช่ไหม ตอบพี่มา!”
เสียงทุ้มของคุณธีร์ดังขึ้นเล็กน้อย แววตาคมฉายแววกรุ่นโกรธและสับสนปนหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
“ใช่ครับ! ผมแอบเก็บมันไว้เพราะผมกำลังคิดทบทวนอยู่!”
ผมะโตอบกลับไปทั้งน้ำตา ร่างเล็กสะท้านไหวด้วยแรงอารมณ์อัดอั้นที่พรั่งพรูออกมา
“คุณธีร์รู้ไหมครับว่าทุกวันนี้ผมต้องเจออะไรบ้างในออฟฟิศนี้? ลับหลังผม ทุกคนในบริษัทต่างกระซิบกระซาบนินทาว่าผมเป็แค่เด็กเส้นประธาน! เข้าทำงานที่นี่ได้โดยไม่ต้องผ่านการสัมภาษณ์งาน ไม่ต้องสอบวัดฝีมืออะไรเลยเพราะมีประธานคอยหนุนหลังและเปย์อยู่เื้ั! ทุกคนมองว่างานออกแบบของผมที่ได้ทำมันเกิดจากบารมีและเงินทองของคุณธีร์ที่คอยยัดเยียดให้!”
ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มลวกๆ แต่น้ำตาเ้ากรรมก็ยังไหลบ่าลงมาไม่ขาดสาย สะอื้นไห้และตัดพ้อต่อว่าอย่างอัดอั้นตันใจ
“ผมทุ่มเททำงาน เขียนแบบร่างข้ามวันข้ามคืนจนสายตัวแทบขาด แต่ในสายตาคนอื่นความพยายามของผมมันไม่มีค่าอะไรเลย ทุกอย่างมันถูกลบหายไปด้วยคำว่า 'เด็กเส้นประธาน' คำเดียว! ผมแค่อยากรู้... อยากพิสูจน์ตัวเองข้างนอกดูบ้าง อยากรู้ว่าถ้าก้าวออกไปนอกตึก T-Group แห่งนี้... ถ้าไม่มีชื่อของคุณธีร์คอยค้ำคอและปกป้องไว้ ฝีมือการออกแบบและการทำงานของผมจะมีค่าพอให้ผู้อื่นยอมรับจริงหรือเปล่า! V-Design เขาเห็นผลงานของผมจริงๆ เขาเสนอโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองโดยที่ไม่ได้สนใจว่าผมเป็คนของใคร! แล้วทำไมผมจะไม่มีสิทธิ์คิดและพิจารณาทางเลือกอื่นบ้างล่ะครับ!”
---
คำพูดพรั่งพรูที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความน้อยใจของผมทำให้ร่างสูงชะงักกึก แววตาคมกริบไหววูบอย่างรุนแรงด้วยความตกตะลึงและลนลานลึกๆ ที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็น นิสัยเผด็จการชอบควบคุมและหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียของรักไปทำให้เขาคุมสติไม่อยู่ ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็การใช้อำนาจกดขี่เพื่อรั้งผมไว้ทันที
คุณธีร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงสง่าในสูทสามชิ้นสีเทาชาร์โคลเนี้ยบกริบแผ่รังสีเผด็จการกดขี่ชั้นผู้บริหารออกมาจนบรรยากาศในห้องตึงเครียดถึงขีดสุด เขาก้าวยาวๆ มาหยุดอยู่ที่ขอบโต๊ะทำงาน แววตาดำมืดไร้ก้นบึ้งจ้องมองมาที่ผมด้วยความเฉียบขาด
“V-Design มันไม่ได้สนใจฝีมือการออกแบบของเธอหรอกพู่กัน! พวกมันแค่้าดึงเธอไปเพื่อทำลายโครงการ T-Forest ของพี่ พวกมันอยากใช้เธอเป็เครื่องมือทำร้ายพี่!”
เสียงทุ้มเอ่ยสั่งเฉียบขาดดังก้องห้องทำงานกว้าง
“พี่ไม่มีวันอนุญาตให้เธอย้ายงานไปที่นั่นเด็ดขาด! ห้ามย้าย ห้ามลาออก และห้ามไปเซ็นสัญญากับพวกมัน!”
คำสั่งเฉียบขาดและเอาแต่ใจของคุณธีร์ทำให้ผมอึ้งงัน ความเ็ปแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจจนรู้สึกปวดแปลบเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาพร้อมๆ กัน
“คุณธีร์ไม่มีสิทธิ์มาสั่งห้ามผมเื่นี้นะครับ...” ผมเอ่ยเสียงแ่ปนสะอื้น
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์!” คุณธีร์ะเิเสียงต่ำเอ่ยคำขาด
“เื่เงินเดือนและผลประโยชน์ที่พวกมันเสนอให้... พี่สั่งเพิ่มเงินเดือนให้เธอได้สามเท่าของที่นั่นทันทีหลังจากเธอเซ็นสัญญาเป็พนักงานประจำที่นี่! สวัสดิการและตึกทำงานที่หรูหรากว่านี้พี่ก็บันดาลให้เธอได้... ปฏิเสธข้อเสนอของพวกมันซะเดี๋ยวนี้พู่กัน! พี่สั่งในฐานะประธานบริษัท... และสั่งในฐานะคนรักของเธอ!”
คำพูดของคุณธีร์ช่างเปรียบเสมือนใบมีดโกนอาบยาพิษที่กรีดลึกลงบนแผลใจของผมจนพังยับเยินอย่างไม่มีชิ้นดี หยาดน้ำตาอุ่นร้อนทะลักพรูลงอาบสองแก้มกลมจนนองหน้า ร่างกายสั่นสะท้านสะอื้นจนตัวโยนด้วยความเสียใจและน้อยใจถึงขีดสุด
“เพิ่มเงินเดือนสามเท่า... สั่งห้ามลาออก...”
ผมหัวเราะสมเพชตัวเองปนเสียงสะอื้นไห้ที่สั่นสะท้าน
“สำหรับคุณธีร์แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันจัดการและควบคุมได้ด้วยอำนาจกับเงินตราของคุณธีร์หมดเลยใช่ไหมครับ... แม้กระทั่งจิตใจและความฝันของผม คุณธีร์ก็ยังคิดจะใช้เงินฟาดหัวซื้อไว้เพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมของคุณธีร์งั้นเหรอ!”
ผมก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าวหนึ่ง จ้องมองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายที่แม้นิ่งขรึมแต่แววตากลับสั่นระริกด้วยความปวดร้าวที่ผมส่งกลับไป
“ตกลงแล้ว... พู่กันคนนี้เป็อะไรสำหรับคุณธีร์กันแน่ครับ? เป็เพียงเด็กฝึกงานที่ต้องเชื่อฟังคำสั่ง... เป็คนรักที่มีค่าแค่คำพูดสั่งการ... หรือเป็แค่ของเล่นแก้เหงาราคาแพงที่คุณธีร์จะสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน หรือใช้เงินซื้อเก็บประดับบารมีไว้ข้างกายยังไงก็ได้งั้นเหรอครับ”
คำตัดพ้อแสนร้าวรานใจที่สะท้อนความจริงอันเ็ปทำให้อาการนิ่งขรึมของคุณธีร์พังทลายลงในพริบตา ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ปากหนาพยายามอ้าออกคล้ายจะพูดหรือปฏิเสธคำพูดเ่าั้ แต่ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเขาได้เลย
ผมสะอื้นจนตัวโยนจนหน้าอกสะท้อนรุนแรง ปัดหยาดน้ำตาที่บดบังทัศนียภาพออกไปอย่างเ็ปใจ ก่อนจะวางแฟ้มรายงานโครงการ T-Forest สีน้ำเงินเข้มกระแทกลงบนโต๊ะทำงานมะฮอกกานีตัวหรูเสียงดังฉาดใหญ่จนกระดาษเอกสารด้านในแทบจะหลุดรุ่ยออกมากระจัดกระจาย
“ถ้าสำหรับคุณธีร์แล้ว... เกียรติและความตั้งใจของผมมันสามารถซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจควบคุมของคุณธีร์... เราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วครับ!”
สิ้นประโยคตัดพ้ออันแสนแตกหัก ผมก็หมุนตัววิ่งตรงไปยังประตูทางออกทันทีโดยไม่แม้แต่จะเหลือบสายตากลับมามองร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งตะลึงงันอยู่เื้ั
“พู่กัน! พู่กัน! เดี๋ยว! กลับมาคุยกันให้รู้เื่ก่อน!”
เสียงทุ้มของคุณธีร์ะโเรียกชื่อผมอย่างร้อนรนและตื่นตระหนกอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลนลานและแหบพร่านั้นไล่หลังมาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าววิ่งตามมา ทว่าความเ็ปและหัวใจที่แตกสลายกระตุ้นให้ผมใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีวิ่งเตลิดหนีออกไปนอกห้องทำงานประธานอย่างรวดเร็ว
ผมวิ่งผ่านพี่เก๋ที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะทำงานหน้าห้อง เธอสะดุ้งมองผมด้วยความใ ผมร้องไห้โฮเอามือปิดหน้า กอดตัวเองวิ่งตรงไปที่ลิฟต์แก้วความเร็วสูงที่กำลังเปิดประตูอยู่พอดี ผมพุ่งตัวเข้าไปข้างในทันทีแล้วใช้นิ้วมือสั่นเทากดปุ่มปิดประตูและกดปุ่มลงไปชั้นล่างสุดรัวๆ อย่างบ้าคลั่ง
บานประตูลิฟต์แก้วความเร็วสูงค่อยๆ เลื่อนมาประกบปิดเข้าหากัน ปิดกั้นร่างสูงใหญ่ของคุณธีร์ที่กำลังวิ่งตามมาพ้นโค้งมุมห้องและยืนหอบหายใจด้วยสีหน้าตื่นตระหนกอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แววตาคมกริบที่เคยเ็านั้นเต็มไปด้วยความตื่นใ ร้าวราน และพยายามจะเอื้อมมือมาขวางประตูลิฟต์ไว้แต่ไม่ทันกาล
และเมื่อประตูลิฟต์ปิดสนิทและตู้กระจกเริ่มเคลื่อนตัวดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว โลกทั้งใบของผมก็ถล่มทลายลงตรงนั้น ร่างเล็กของผมทรุดฮวบลงไปนั่งชันเข่าสะอื้นไห้ตัวโยนกับพื้นมุมลิฟต์แก้วอย่างไร้ที่พึ่งพิง สองมือกอดหัวเข่าไว้แน่น ปล่อยให้หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบสองแก้มไม่ขาดสายท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ที่ะเิออกก้องกังวานไปทั่วลิฟต์แก้วสีเทาหม่นที่กำลังนำพาผมไปจากเขา... เ้านายที่แสนร้ายกาจและเ็าคนที่ทำลายหัวใจของผมจนหมดสิ้นในวันนี้