เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 46 ลอบสังหาร


    หลังจากคุณชายซ่ง ลงราคา หลี่หยางรู้ทันทีว่าชายคนนั้นจงใจปั่นราคา เขาเลยใช้แผนซอนแผนซะเลย

    “เจ้าฟังข้านะ ข้าต้องการของสิ่งนี้ก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้ เราสามารถปล่อยวางได้ แต่……เจ้าคอยดูว่าข้าจะจัดการคุณชายซ่งคนนี้ยังไง ทำตามที่ข้าบอก ”

    ซูเหม่ยหลานหันมามองหลี่หยางอย่างสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่เฉียบคมและนิ่งสงบของเขา ก็พยักหน้าเบา ๆ

     

    “หึ… ข้าจะไม่ยอมให้คนอย่างเจ้ามาทำเป็นเบ่งใส่ข้าหรอก!”

    นางกล่าวเสียงดัง ฟังดูหงุดหงิด ก่อนจะใส่ราคาอย่างรวดเร็ว

     

    “ 600 หินปราณระดับสูง!”

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง โถงประมูลเงียบลงชั่วขณะ — หลายคนเริ่มเดาไม่ออกว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงกล้าประมูลต่อแบบไม่เกรงกลัวตระกูลซ่ง

     

    คุณชายซ่งเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “เจ้าคิดว่าแค่เงินไม่กี่ร้อยจะหยุดข้าได้หรือ?” เขาพลันยกมือขึ้นเตรียมเสนอราคา

     

    แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย คนข้างกายเขาซึ่งดูเป็นผู้อาวุโสหรือที่ปรึกษารีบโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเข้มหยุดไว้ทันที

     

    “คุณชาย หยุดก่อน! ผลึกนั่นมิใช่ของที่จำเป็นกับท่าน อีกทั้งราคานี้สูงเกินไปแล้ว หากซื้อมาโดยไร้ประโยชน์ ตระกูลจะถูกซักถามแน่นอน”

    คุณชายซ่งหันไปมองคนข้างกาย ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟโทสะ แต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์

     

    “ท่านไม่ต้องห่วง ข้ารู้ว่าต้องทำยังไง” เขากล่าวด้วยเสียงเรียบ แต่มีแรงกดดันบางอย่างแฝงอยู่

    “ข้าไม่ได้คิดจะซื้อของไร้ค่าแบบนั้นจริง ๆ หรอก… ข้าแค่อยากปั่นราคาให้เด็กนั่นได้รู้ ว่าการมาแข่งกับข้า มันจะต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”

     

    ผู้อาวุโสมองสบตาเขาอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ

    “ขอเพียงอย่าทำให้ท่านผู้นำต้องลำบากใจ เรื่องอื่นข้าจะไม่ยุ่ง”

    เขาแสร้งทำสีหน้าโมโหเช่นกัน กำมือแน่นแล้วกล่าวเสียงดังผ่านห้องรับรอง

     

    “เจ้าจะมีเงินสักแค่ไหนกันเชียว! อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้เพียงเพราะเรื่องแค่นี้!”

    “ข้าให้…  1000 ปราณระดับสูง!”

     

    เสียงของเขาดังกระหึ่ม ทำให้ทั้งโรงประมูลเงียบงันไปชั่วขณะ ผู้เข้าร่วมหลายคนถึงกับเบิกตากว้าง บางคนอ้าปากค้าง — นี่เป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผลเลยกับวัตถุดิบระดับนี้!

     

    หลี่หยางยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาวาววับราวกับนักล่าที่วางกับดักสำเร็จ เขาโน้มตัวกระซิบกับซูเหม่ยหลานเบาๆ

     

    จากนั้นนางก็ลุกขึ้นยืน ส่งเสียงอย่างอารมณ์เสียให้ได้ยินทั่วห้องประมูล

    “หลี่หยาง! ถ้าเจ้าไม่กล้าสู้ราคา ข้าจะเป็นคนสู้เอง! ข้าไม่สนว่าจะเสียเงินเท่าไร!”

     

    “ข้าประมูล! 1500 หินปราณระดับสูง!”

     

    เสียงนางกังวาน สะท้อนก้องไปทั่วทั้งโรงประมูล ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ตะลึงกับราคามหาศาล และเริ่มซุบซิบกันอย่างหนัก

     

    คุณชายซ่งยิ้มเย้ยหยัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสะใจ เขาหัวเราะเบา ๆ พลางเอนกายอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะกล่าวเสียงดังเจือเยาะเย้ย

     

    “สองพัน! เขาแอบยิ้มเยาะในใจ เจ้าติดกับข้าแล้ว ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้หรอก!

     

    เสียงของเขาดังลั่นทั่วโรงประมูล ทุกสายตาหันมาจับจ้องยังห้องรับรองชั้นสอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและคาดเดา หลายคนต่างพึมพำ

     

    “สองพันหินปราณระดับสูงเลยเหรอ? ของชิ้นนั้นมันจะคุ้มขนาดนั้นเลยหรือ?”

    “เด็กสาวคนนั้นจะทำยังไงต่อ …”

     

    หลี่หยางยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าสงบประหนึ่งพายุไม่อาจกวนใจเขาได้ เขาหันไปมองซูเหม่ยหลานด้วยแววตาแน่วแน่

     

    “พอแค่นี้” เขากล่าวเบา ๆ “กับดักสำเร็จแล้ว”

    เสียงเงียบลงในห้องทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังคุณชายซ่งที่ยังคงยิ้มไม่รู้ตัวว่าหายนะกำลังใกล้เข้ามา

     

    ทันใดนั้น เสียงผู้ดำเนินการประมูลดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเคาะโต๊ะสามครั้ง

     

    “สองพันหินปราณระดับสูง… ขายให้คุณชายซ่ง!”สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที

     

    เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา บ่าวของโรงประมูลก็เดินเข้ามา พร้อมยื่นสมุดบัญชีทองคำให้

     

    “เรียนคุณชายซ่ง กรุณาชำระค่าประมูลในตอนนี้ หากท่านไม่สามารถจ่าย จะถือว่าทำผิดกฎของโรงประมูล”

    คุณชายซ่งหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด มือที่เคยยกขึ้นประมูลสั่นระริก เขามองสมุดบัญชีตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งงานเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจขาดห้วงของเขาดังแผ่วเบา

     

    “ข…ข้า…” เขาอ้าปากจะอธิบาย แต่กลับพูดอะไรไม่ออก

    เงินที่เขาเตรียมมาทั้งหมดนั้น มีไว้ประมูลสมบัติสำหรับผู้อาวุโสของตระกูลซ่งโดยเฉพาะ และตอนนี้… มันหมดลงแล้ว — ถูกเขาใช้ไปกับ “ผลึกจันทรามืดมิด” ที่เขาไม่ได้ต้องการแม้แต่น้อย

     

    ชายในชุดคลุมทองจากหอประมูลหรี่ตาเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน

     

    “ในเมื่อท่านเสนอราคาต่อหน้าผู้คน หากชำระไม่ได้ ย่อมถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติของโรงประมูล ย่อมต้องมีการลงโทษตามกฎ”

     

    เสียงขยับตัวดังขึ้นจากด้านหลัง คุณชายซ่งหันไปอย่างมีความหวัง แต่กลับเห็นเพียงบ่าวรับใช้ของตนที่ก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าพูดจา

    ไม่มีผู้อาวุโสระดับสูงคนใดมากับเขาในวันนี้ เพราะเขาหวังจะใช้โอกาสนี้สะสมชื่อเสียงเพียงลำพัง

     

    หลี่หยางเพียงยกยิ้มมุมปากเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร

    ซูเหม่ยหลานแอบเหลือบมองเขา ก่อนหลุดขำพร่าขึ้นมาเบา ๆ

     

    “จงใจปั่นราคา คิดจะเล่นไฟ กลับโดนไฟเผาตัวเองเสียแล้ว…”

     

    คุณชายซ่งจำใจต้องกัดฟันจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อรักษาหน้าตัวเองต่อหน้าผู้คนมากมาย เขารับผลึกจันทรามืดมิดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บใจ พอเดินกลับมาถึงที่นั่งก็ฟาดมือใส่พนักเก้าอี้อย่างแรงจนไม้แหลกดัง เปรี๊ยะ!

     

    เขาหันไปกระซิบกับชายชุดดำที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

     

    “เจ้าจัดการให้ข้าที… ข้าไม่สนว่าวิธีไหน ข้าไม่ปล่อยเด็กนั่นกับอีนังนั่นไปง่าย ๆ แน่!”

     

    ชายชุดดำพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหายตัวไปเงียบ ๆ ในเงามืด — บรรยากาศในโถงรับรองของชั้นสามพลันมืดมนลงเล็กน้อย

     

    คุณชายซ่งบีบกำผลึกในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น

     

    “กล้าทำให้ข้าเสียหน้าในงานประมูล… เจ้าต้องชดใช้!”

     

    หลังจากออกจากโถงประมูล ผู้คนมากมายยังคงพูดถึงผลึกจันทรามืดมิดและราคามหาศาลที่พุ่งสูงจนเกินคาด หลี่หยางและซูเหม่ยหลานเดินเคียงกันออกจากโถงประมูล ท่ามกลางแสงจันทร์ที่โรยตัวลงมาอาบถนนหินสีครามของเมือง

     

    ซูเหม่ยหลานสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วย่นจมูกใส่เขา

     

    “ข้าต้องเสียเงินหายร้อยเพราะเจ้าคนแซ่ซ่งนั่น!”

    เสียงของนางฟังดูเหมือนโกรธ แต่แววตากลับแอบขำ

     

    หลี่หยางหัวเราะในลำคอ

     

    “อืม แต่เจ้าทำดีมาก เล่นได้แนบเนียนเลยล่ะ ถ้าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแกล้งโกรธ ข้ายังจะหลงเชื่อเลย”

     

    นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงจาง ๆ

    “ฮึ… ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะฉลาดขนาดนี้”

     

    “แล้วเจ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง?” เขายิ้มเจ้าเล่ห์

    “อืม… ครึ่งหนึ่งมั้ง อีกครึ่งเพราะเจ้าน่ะหน้าตาดี ข้าก็เลยสงสารไม่อยากให้โดนหลอก”

     

    “เจ้านี่มัน…”

    หลี่หยางกลอกตา แล้วสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

     

    ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินไปถึงสะพานหินที่ทอดข้ามลำคลองกลางเมือง แสงโคมไฟสะท้อนผืนน้ำส่องสว่างนวลตา ซูเหม่ยหลานยืนพิงราวสะพานแล้วหันมามองเขา

     

    “หลี่หยาง ข้าสนุกมากเลยวันนี้ ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว…”

    น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แต่จริงใจ

     

    หลี่หยางหยุดเดิน มองหน้านางเงียบ ๆ ก่อนจะตอบเบา ๆ

     

    “ถ้าอย่างนั้น… เจ้าอยากมีวันแบบนี้อีกไหม?”

     

    ซูเหม่ยหลานนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบโดยไม่หันมา

     

    ”…ข้าจะคิดดูก็แล้วกัน”

     

    จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นบังใบหน้าเล็กน้อย เดินนำหน้า

     

    ทันใดนั้น ก่อนที่ทั้งสองจะเดินห่างจากสะพานไปไกล แรงกดดันบางเบาก็แผ่ซ่านออกมาจากทิศเหนือของลานหิน เสียงฝีเท้านิ่งสงบแต่หนักแน่นดังใกล้เข้ามา ทุกผู้คนที่เดินผ่านถึงกับชะงักฝีเท้า

     

    หญิงชราผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มเดินตรงเข้ามา ใบหน้าที่แม้มีร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่กลับแผ่รังสีอำนาจที่แกร่งกล้าจนแม้แต่หลี่หยางยังต้องระวังตัว

     

    “เหม่ยหลาน!”

    เสียงของหญิงชรานั้นไม่ดัง แต่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยแรงกดดัน

     

    ซูเหม่ยหลานสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปแล้วกล่าวอย่างเคารพ

    “ท่านยาย… ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

     

    หญิงชราเดินเข้ามาใกล้ กวาดตามองหลี่หยางจากหัวจรดเท้า

    “เจ้าทำให้ข้าตามหาอยู่ตั้งนาน เพราะมัวแต่เดินเล่นกับเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ?”

     

    ซูเหม่ยหลานหลุบตาลงเล็กน้อยแต่ยังคงมั่นคง

    “ข้ารับรองว่าไม่ได้ทำสิ่งใดน่าละอายค่ะ เขาช่วยข้าไว้และยังช่วยข้าหาของในงานประมูลนิดหน่อย”

     

    อาวุโสหญิงหรี่ตาลงอย่างจับสังเกต ก่อนจะหันมาหาหลี่หยาง

     

    “เจ้าเด็กหนุ่ม เจ้าชื่อว่าอะไร?”

     

    หลี่หยางประสานมือโค้งอย่างให้เกียรติ

    “ข้าน้อย หลี่หยาง แห่งตระกูลหลี่จากเมืองชิงหลัว ขอคารวะอาวุโส”

     

    หญิงชราพยักหน้าช้า ๆ ราวกับจดจำชื่อไว้ในใจ

    “กลับจวนได้แล้ว ”

     

    ซูเหม่ยหลานหันมามองหลี่หยางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา

    “ข้าคงต้องไปก่อน… ไว้เจอกันใหม่นะ”

     

    หลี่หยางพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ

    “ขอบคุณสำหรับวันนี้” ซูเหม่ยหลานเอ่ย

     

    หญิงชรากระตุกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหลานสาวยิ้มแบบนั้น ก่อนจะหันหลังพานางจากไป ทิ้งไว้เพียงหลี่หยางที่ยืนมองตามแผ่นหลังทั้งสองค่อย ๆ ลับหายไปในแสงโคมยามค่ำคืน

     

    ระหว่างทางกลับออกจากเมือง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านราวกับกระซิบเตือนภัย เสียงฝีเท้าของ หลี่หยางกระทบพื้นหินดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาเดินมาถึงทางแยกหนึ่งที่เงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบเงาของเขาบนพื้น

     

    จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากพงหญ้ารอบข้าง

    ชายในชุดดำหลายคนก้าวออกมาจากเงามืด ปิดหน้าปิดตา มีอาวุธครบมือ ล้อมรอบเขาไว้ราวกับวางแผนมาก่อนหน้า

     

    จากนั้นเสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังขึ้นตามมา

    “เจ้าหนุ่ม… เจ้าทำให้คุณชายของพวกข้าอับอายกลางงานประมูล คิดว่าจะจากไปโดยสบายงั้นหรือ?”

     


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน