หลังจากคุณชายซ่ง ลงราคา หลี่หยางรู้ทันทีว่าชายคนนั้นจงใจปั่นราคา เขาเลยใช้แผนซอนแผนซะเลย
“เจ้าฟังข้านะ ข้าต้องการของสิ่งนี้ก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้ เราสามารถปล่อยวางได้ แต่……เจ้าคอยดูว่าข้าจะจัดการคุณชายซ่งคนนี้ยังไง ทำตามที่ข้าบอก ”
ซูเหม่ยหลานหันมามองหลี่หยางอย่างสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่เฉียบคมและนิ่งสงบของเขา ก็พยักหน้าเบา ๆ
“หึ… ข้าจะไม่ยอมให้คนอย่างเจ้ามาทำเป็นเบ่งใส่ข้าหรอก!”
นางกล่าวเสียงดัง ฟังดูหงุดหงิด ก่อนจะใส่ราคาอย่างรวดเร็ว
“ 600 หินปราณระดับสูง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง โถงประมูลเงียบลงชั่วขณะ — หลายคนเริ่มเดาไม่ออกว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงกล้าประมูลต่อแบบไม่เกรงกลัวตระกูลซ่ง
คุณชายซ่งเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “เจ้าคิดว่าแค่เงินไม่กี่ร้อยจะหยุดข้าได้หรือ?” เขาพลันยกมือขึ้นเตรียมเสนอราคา
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย คนข้างกายเขาซึ่งดูเป็นผู้อาวุโสหรือที่ปรึกษารีบโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเข้มหยุดไว้ทันที
“คุณชาย หยุดก่อน! ผลึกนั่นมิใช่ของที่จำเป็นกับท่าน อีกทั้งราคานี้สูงเกินไปแล้ว หากซื้อมาโดยไร้ประโยชน์ ตระกูลจะถูกซักถามแน่นอน”
คุณชายซ่งหันไปมองคนข้างกาย ดวงตายังเต็มไปด้วยไฟโทสะ แต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
“ท่านไม่ต้องห่วง ข้ารู้ว่าต้องทำยังไง” เขากล่าวด้วยเสียงเรียบ แต่มีแรงกดดันบางอย่างแฝงอยู่
“ข้าไม่ได้คิดจะซื้อของไร้ค่าแบบนั้นจริง ๆ หรอก… ข้าแค่อยากปั่นราคาให้เด็กนั่นได้รู้ ว่าการมาแข่งกับข้า มันจะต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”
ผู้อาวุโสมองสบตาเขาอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ขอเพียงอย่าทำให้ท่านผู้นำต้องลำบากใจ เรื่องอื่นข้าจะไม่ยุ่ง”
เขาแสร้งทำสีหน้าโมโหเช่นกัน กำมือแน่นแล้วกล่าวเสียงดังผ่านห้องรับรอง
“เจ้าจะมีเงินสักแค่ไหนกันเชียว! อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้เพียงเพราะเรื่องแค่นี้!”
“ข้าให้… 1000 ปราณระดับสูง!”
เสียงของเขาดังกระหึ่ม ทำให้ทั้งโรงประมูลเงียบงันไปชั่วขณะ ผู้เข้าร่วมหลายคนถึงกับเบิกตากว้าง บางคนอ้าปากค้าง — นี่เป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผลเลยกับวัตถุดิบระดับนี้!
หลี่หยางยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาวาววับราวกับนักล่าที่วางกับดักสำเร็จ เขาโน้มตัวกระซิบกับซูเหม่ยหลานเบาๆ
จากนั้นนางก็ลุกขึ้นยืน ส่งเสียงอย่างอารมณ์เสียให้ได้ยินทั่วห้องประมูล
“หลี่หยาง! ถ้าเจ้าไม่กล้าสู้ราคา ข้าจะเป็นคนสู้เอง! ข้าไม่สนว่าจะเสียเงินเท่าไร!”
“ข้าประมูล! 1500 หินปราณระดับสูง!”
เสียงนางกังวาน สะท้อนก้องไปทั่วทั้งโรงประมูล ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ตะลึงกับราคามหาศาล และเริ่มซุบซิบกันอย่างหนัก
คุณชายซ่งยิ้มเย้ยหยัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสะใจ เขาหัวเราะเบา ๆ พลางเอนกายอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะกล่าวเสียงดังเจือเยาะเย้ย
“สองพัน! เขาแอบยิ้มเยาะในใจ เจ้าติดกับข้าแล้ว ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เจ้าไม่มีทางสู้ข้าได้หรอก!
เสียงของเขาดังลั่นทั่วโรงประมูล ทุกสายตาหันมาจับจ้องยังห้องรับรองชั้นสอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและคาดเดา หลายคนต่างพึมพำ
“สองพันหินปราณระดับสูงเลยเหรอ? ของชิ้นนั้นมันจะคุ้มขนาดนั้นเลยหรือ?”
“เด็กสาวคนนั้นจะทำยังไงต่อ …”
หลี่หยางยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าสงบประหนึ่งพายุไม่อาจกวนใจเขาได้ เขาหันไปมองซูเหม่ยหลานด้วยแววตาแน่วแน่
“พอแค่นี้” เขากล่าวเบา ๆ “กับดักสำเร็จแล้ว”
เสียงเงียบลงในห้องทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังคุณชายซ่งที่ยังคงยิ้มไม่รู้ตัวว่าหายนะกำลังใกล้เข้ามา
ทันใดนั้น เสียงผู้ดำเนินการประมูลดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเคาะโต๊ะสามครั้ง
“สองพันหินปราณระดับสูง… ขายให้คุณชายซ่ง!”สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา บ่าวของโรงประมูลก็เดินเข้ามา พร้อมยื่นสมุดบัญชีทองคำให้
“เรียนคุณชายซ่ง กรุณาชำระค่าประมูลในตอนนี้ หากท่านไม่สามารถจ่าย จะถือว่าทำผิดกฎของโรงประมูล”
คุณชายซ่งหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด มือที่เคยยกขึ้นประมูลสั่นระริก เขามองสมุดบัญชีตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งงานเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหายใจขาดห้วงของเขาดังแผ่วเบา
“ข…ข้า…” เขาอ้าปากจะอธิบาย แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
เงินที่เขาเตรียมมาทั้งหมดนั้น มีไว้ประมูลสมบัติสำหรับผู้อาวุโสของตระกูลซ่งโดยเฉพาะ และตอนนี้… มันหมดลงแล้ว — ถูกเขาใช้ไปกับ “ผลึกจันทรามืดมิด” ที่เขาไม่ได้ต้องการแม้แต่น้อย
ชายในชุดคลุมทองจากหอประมูลหรี่ตาเย็นชา เอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดัน
“ในเมื่อท่านเสนอราคาต่อหน้าผู้คน หากชำระไม่ได้ ย่อมถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติของโรงประมูล ย่อมต้องมีการลงโทษตามกฎ”
เสียงขยับตัวดังขึ้นจากด้านหลัง คุณชายซ่งหันไปอย่างมีความหวัง แต่กลับเห็นเพียงบ่าวรับใช้ของตนที่ก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าพูดจา
ไม่มีผู้อาวุโสระดับสูงคนใดมากับเขาในวันนี้ เพราะเขาหวังจะใช้โอกาสนี้สะสมชื่อเสียงเพียงลำพัง
หลี่หยางเพียงยกยิ้มมุมปากเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
ซูเหม่ยหลานแอบเหลือบมองเขา ก่อนหลุดขำพร่าขึ้นมาเบา ๆ
“จงใจปั่นราคา คิดจะเล่นไฟ กลับโดนไฟเผาตัวเองเสียแล้ว…”
คุณชายซ่งจำใจต้องกัดฟันจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อรักษาหน้าตัวเองต่อหน้าผู้คนมากมาย เขารับผลึกจันทรามืดมิดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บใจ พอเดินกลับมาถึงที่นั่งก็ฟาดมือใส่พนักเก้าอี้อย่างแรงจนไม้แหลกดัง เปรี๊ยะ!
เขาหันไปกระซิบกับชายชุดดำที่ติดตามมาด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“เจ้าจัดการให้ข้าที… ข้าไม่สนว่าวิธีไหน ข้าไม่ปล่อยเด็กนั่นกับอีนังนั่นไปง่าย ๆ แน่!”
ชายชุดดำพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหายตัวไปเงียบ ๆ ในเงามืด — บรรยากาศในโถงรับรองของชั้นสามพลันมืดมนลงเล็กน้อย
คุณชายซ่งบีบกำผลึกในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น
“กล้าทำให้ข้าเสียหน้าในงานประมูล… เจ้าต้องชดใช้!”
หลังจากออกจากโถงประมูล ผู้คนมากมายยังคงพูดถึงผลึกจันทรามืดมิดและราคามหาศาลที่พุ่งสูงจนเกินคาด หลี่หยางและซูเหม่ยหลานเดินเคียงกันออกจากโถงประมูล ท่ามกลางแสงจันทร์ที่โรยตัวลงมาอาบถนนหินสีครามของเมือง
ซูเหม่ยหลานสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ แล้วย่นจมูกใส่เขา
“ข้าต้องเสียเงินหายร้อยเพราะเจ้าคนแซ่ซ่งนั่น!”
เสียงของนางฟังดูเหมือนโกรธ แต่แววตากลับแอบขำ
หลี่หยางหัวเราะในลำคอ
“อืม แต่เจ้าทำดีมาก เล่นได้แนบเนียนเลยล่ะ ถ้าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแกล้งโกรธ ข้ายังจะหลงเชื่อเลย”
นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงจาง ๆ
“ฮึ… ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะฉลาดขนาดนี้”
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าโง่หรือไง?” เขายิ้มเจ้าเล่ห์
“อืม… ครึ่งหนึ่งมั้ง อีกครึ่งเพราะเจ้าน่ะหน้าตาดี ข้าก็เลยสงสารไม่อยากให้โดนหลอก”
“เจ้านี่มัน…”
หลี่หยางกลอกตา แล้วสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินไปถึงสะพานหินที่ทอดข้ามลำคลองกลางเมือง แสงโคมไฟสะท้อนผืนน้ำส่องสว่างนวลตา ซูเหม่ยหลานยืนพิงราวสะพานแล้วหันมามองเขา
“หลี่หยาง ข้าสนุกมากเลยวันนี้ ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้ว…”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แต่จริงใจ
หลี่หยางหยุดเดิน มองหน้านางเงียบ ๆ ก่อนจะตอบเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้น… เจ้าอยากมีวันแบบนี้อีกไหม?”
ซูเหม่ยหลานนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบโดยไม่หันมา
”…ข้าจะคิดดูก็แล้วกัน”
จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นบังใบหน้าเล็กน้อย เดินนำหน้า
ทันใดนั้น ก่อนที่ทั้งสองจะเดินห่างจากสะพานไปไกล แรงกดดันบางเบาก็แผ่ซ่านออกมาจากทิศเหนือของลานหิน เสียงฝีเท้านิ่งสงบแต่หนักแน่นดังใกล้เข้ามา ทุกผู้คนที่เดินผ่านถึงกับชะงักฝีเท้า
หญิงชราผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มเดินตรงเข้ามา ใบหน้าที่แม้มีร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่กลับแผ่รังสีอำนาจที่แกร่งกล้าจนแม้แต่หลี่หยางยังต้องระวังตัว
“เหม่ยหลาน!”
เสียงของหญิงชรานั้นไม่ดัง แต่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ซูเหม่ยหลานสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปแล้วกล่าวอย่างเคารพ
“ท่านยาย… ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
หญิงชราเดินเข้ามาใกล้ กวาดตามองหลี่หยางจากหัวจรดเท้า
“เจ้าทำให้ข้าตามหาอยู่ตั้งนาน เพราะมัวแต่เดินเล่นกับเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ?”
ซูเหม่ยหลานหลุบตาลงเล็กน้อยแต่ยังคงมั่นคง
“ข้ารับรองว่าไม่ได้ทำสิ่งใดน่าละอายค่ะ เขาช่วยข้าไว้และยังช่วยข้าหาของในงานประมูลนิดหน่อย”
อาวุโสหญิงหรี่ตาลงอย่างจับสังเกต ก่อนจะหันมาหาหลี่หยาง
“เจ้าเด็กหนุ่ม เจ้าชื่อว่าอะไร?”
หลี่หยางประสานมือโค้งอย่างให้เกียรติ
“ข้าน้อย หลี่หยาง แห่งตระกูลหลี่จากเมืองชิงหลัว ขอคารวะอาวุโส”
หญิงชราพยักหน้าช้า ๆ ราวกับจดจำชื่อไว้ในใจ
“กลับจวนได้แล้ว ”
ซูเหม่ยหลานหันมามองหลี่หยางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ข้าคงต้องไปก่อน… ไว้เจอกันใหม่นะ”
หลี่หยางพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณสำหรับวันนี้” ซูเหม่ยหลานเอ่ย
หญิงชรากระตุกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหลานสาวยิ้มแบบนั้น ก่อนจะหันหลังพานางจากไป ทิ้งไว้เพียงหลี่หยางที่ยืนมองตามแผ่นหลังทั้งสองค่อย ๆ ลับหายไปในแสงโคมยามค่ำคืน
ระหว่างทางกลับออกจากเมือง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านราวกับกระซิบเตือนภัย เสียงฝีเท้าของ หลี่หยางกระทบพื้นหินดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาเดินมาถึงทางแยกหนึ่งที่เงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบเงาของเขาบนพื้น
จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากพงหญ้ารอบข้าง
ชายในชุดดำหลายคนก้าวออกมาจากเงามืด ปิดหน้าปิดตา มีอาวุธครบมือ ล้อมรอบเขาไว้ราวกับวางแผนมาก่อนหน้า
จากนั้นเสียงหัวเราะเย้ยหยันก็ดังขึ้นตามมา
“เจ้าหนุ่ม… เจ้าทำให้คุณชายของพวกข้าอับอายกลางงานประมูล คิดว่าจะจากไปโดยสบายงั้นหรือ?”