บทที่ 33 มียาไล่งูบ้างไหม
“รีบทิ้งกิ่งไม้เร็วเข้า!”
จี้หานลั่วได้ยินเสียงตะโกนด้วยความตกใจของลุงจง
นางก้มมองกิ่งไม้ในมือตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องตัวแข็งทื่อไปในทันที
เห็นเพียงงูสีเขียวตัวหนึ่ง กำลังเลื้อยไต่ขึ้นมาตามกิ่งไม้ เข้าใกล้มือเรียวงามดุจต้นหอมของนางเข้ามาเรื่อย ๆ
จังหวะที่นางมองไปนั้น เจ้างูตัวนั้นกำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย
ราวกับกำลังเตรียมฉกเข้าที่มือของนาง...
คนเราเมื่อตกอยู่ในความหวาดกลัวถึงขีดสุด สมองจะหยุดสั่งการไปชั่วขณะ
นางได้แต่เบิกตามองงูตัวนั้นแลบลิ้นสองแฉกใส่ แต่มือกลับไม่ยอมฟังคำสั่งจากสมอง แข็งทื่อขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
[ฤดูร้อนไม่หนาว: เชี่ย! นั่นมันงูเขียวหางไหม้มีพิษนะเว้ย! สตรีมเมอร์ตกใจจนเอ๋อไปแล้วเหรอ? รีบทิ้งไม้เร็ว!]
[เซียนจับงู: ห้ามขยับนะ สายตางูไม่ค่อยดี ตราบใดที่สตรีมเมอร์ไม่ขยับ งูจะหาเป้าโจมตีไม่เจอ แล้วมันจะเลื้อยไปเอง]
[มองภูเขาจากที่ไกล: เช้ดดด! เทพธนูชัด ๆ ! ยิงงูที่กำลังจะฉกจนกระเด็นได้ในดอกเดียว โคตรเทพเลยว่ะ มอบรางวัล 9,999 เหรียญดวงดาว]
“คุณชายรอง” ลุงจงบอกเบา ๆ แววตาฉายความขุ่นเคืองวูบหนึ่ง
ในใจคิดว่าคุณชายใหญ่ไม่น่าแต่งงานกับคุณหนูเมืองหลวงที่ บอบบางเช่นนี้กลับมาเลย ช่วยอะไรก็ไม่ได้แถมยังเป็นตัวถ่วง
แค่งูพิษตัวเดียวก็ตกใจจนก้าวขาไม่ออก ช่างโง่เง่าสิ้นดี
“โชคดีที่คุณชายรองมาทันเวลา”
เซี่ยงเฉิงหรงเก็บธนูในมือ กวาดตามองงูเขียวหางไหม้ที่ถูกลูกธนูปักตรึงอยู่กับพื้น ในใจรู้สึกหวาดเสียววูบ เกือบจะผิดคำฝากฝังของพี่ใหญ่เสียแล้ว “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?”
“ไม่เป็นไร แค่ขาอ่อนนิดหน่อย” จี้หานลั่วมองดูงูเขียวที่ยังดิ้นพล่านอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
ในยุคที่ไม่มีเซรุ่มแก้พิษแบบนี้
ถ้าโดนงูเขียวหางไหม้กัด อัตราการตายสูงถึง 90%
เซี่ยงเฉิงหรงหยิบก้อนหินขึ้นมาทุ่มใส่หัวงูที่กำลังดิ้นรนจนเละ เพื่อให้แน่ใจว่ามันตายสนิทแล้วจริง ๆ จากนั้นจึงดึงลูกธนูของตนกลับมา
ทันใดนั้น ก็มีแมวลายสลิดตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากพงหญ้า คาบซากงูแล้ววิ่งหนีไป
“นั่นแมวบ้านใคร?”
จี้หานลั่วกะพริบตาปริบ ๆ ไม่อยากจะเชื่อ “ไม่กลัวโดนพิษหรือ?”
“แมวป่าขอรับ” มุมปากลุงจงกระตุก “มันฉลาดจะตาย กินแค่ตัวงูไม่เป็นไรหรอก”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ข้าไปส่งท่านกลับไหม?” เซี่ยงเฉิงหรงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยื่นคันธนูในมือไปตรงหน้าจี้หานลั่ว “จับนี่ไว้สิขอรับ”
จี้หานลั่วหลุบตาลง
ในยุคสมัยที่เห็นชื่อเสียงเกียรติยศของสตรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิต นางในฐานะพี่สะใภ้ จำต้องเว้นระยะห่างกับน้องสามี
โดยเฉพาะน้องสามีที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนาง
“ข้าเดินเองไหว” นางตั้งสติ พอเห็นแมวคาบซากงูไปแล้ว ความกลัวก็ลดลง “น้องรอง ที่บ้านมียาไล่งูบ้างไหม?”
นางเดินตามลุงจงมาไม่ถึงหนึ่งลี้ กลับต้องไล่งูไปไม่ต่ำกว่าห้าตัว
เห็นได้ชัดว่าเขาหมอบเสือมีงูชุกชุมจนล้นป่า
ลุงจงเบะปาก
แค่งูตัวเดียวก็กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
นอกจากจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ยังเพิ่มภาระให้ตระกูลเซี่ยงอีก
“ในตัวเมืองมีขายขอรับ” เซี่ยงเฉิงหรงเก็บคันธนู เดินไปหยิบกิ่งไม้ที่จี้หานลั่วทิ้งไว้บนพื้นมาถือ แล้วเดินนำหน้าเปิดทางให้
[หยวนหยวนชอบดูละคร: อาศัยอยู่ในป่าเขาขนาดนี้ กลับไม่มียาไล่งูติดบ้านไว้เหรอ? จนเกินไป? หรือว่าใจกล้าเกินไป?]
[รักแค่เงิน: น่าจะจนเกินไปแหละ ขนาดบ้านยังต้องอยู่ถ้ำเลย]
จี้หานลั่วนั่งอยู่บนเตียง หัวใจยังเต้นระรัวด้วยความกลัวที่ยังหลงเหลือ
“คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ? ทำไมดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว?” หน่ายฉายกถ้วยชามาส่งให้จี้หานลั่ว ด้วยสีหน้าสงสัย
คุณหนูของนางปกติเป็นคนสุขุมเยือกเย็น
ทำไมออกไปข้างนอกกับท่านเขยประเดี๋ยวเดียว
พอกลับมาถึงมีท่าทางขวัญหายเยี่ยงนี้?
จี้หานลั่วจิบชาคำหนึ่ง “หน่ายฉา ข้าไม่เป็นไร เจ้าไปช่วยหาตำราแพทย์ ที่ข้าขนมาจากบ้านเดิมออกมาให้หน่อยสิ?”
หน่ายฉาแอบกลอกตามองบนในใจ
ตอนคุณหนูออกเรือน ขนหีบสมบัติมาหกใบ ในนั้นเป็นหนังสือไปเสียสามหีบ ใครจะไปรู้ว่าพอมาถึงเขาหมอบเสือ แม้แต่ที่วางหนังสือยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ
เสียแรงที่คุณหนูอุตส่าห์เพียรพยายามคัดลอกมาอย่างยากลำบากตั้งหลายปี
จี้หานลั่วพลิกหาตำรับยาไล่งูจากในหนังสืออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยกยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก “หน่ายฉา เจ้าไปหาคุณชายรองหน่อย บอกให้เขาช่วยไปเชิญท่านหมอประจำเขาหมอบเสือมาที่นี่ที”
สองชั่วจิบชาต่อมา
เซี่ยงเฉิงหรงพาท่านหมอสองคนวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง เสียงเคาะประตูฟังดูร้อนรน “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่สบายตรงไหนหรือ?”
“ข้าเชิญทั้งหมอหวังและหมอโจวมาแล้ว”
จี้หานลั่วเงยหน้าขึ้น เห็นหน้าผากของเซี่ยงเฉิงหรงเต็มไปด้วยเหงื่อ
นางจึงรีบอธิบาย “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่ข้ามีสูตรยาไล่งูอยู่ อยากจะให้ท่านหมอที่นี่ช่วยดูหน่อยว่าพอจะปรุงยานี้ออกมาได้หรือไม่?”
หวังซิวเหยารับใบสูตรยาไล่งูจากมือจี้หานลั่วไปดู ด้วยท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ขออภัยที่เสียมารยาท สูตรยาไล่งูนี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือขอรับ?”
“คัดลอกมาจาก คัมภีร์แพทย์ ในหอสมุดตระกูลจี้เจ้าค่ะ” สาวใช้หน่ายฉาเชิดคางขึ้น แสดงความไม่พอใจต่อข้อกังขาของ
หวังซิวเหยา “ทำไมหรือเจ้าคะ? ไม่เชื่อถือหอสมุดของจวนจี้กั๋วกงหรือ?”
หวังซิวเหยา: “...”
“มิกล้า มิกล้าขอรับ”
ต้องรู้ก่อนว่าหอสมุดของจวนจี้กั๋วกง คือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่บัณฑิตกว่าครึ่งค่อนแคว้นเสวียนใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปสักครั้ง ที่นั่นรวบรวมตำราที่สั่งสมมากว่าร้อยปีของตระกูลจี้เอาไว้
รวมถึงตำราแพทย์ล้ำค่ามากมาย
เขามองตำราแพทย์บนโต๊ะด้วยสายตาร้อนแรง “ฮูหยินน้อย ข้า...ข้าขอยืมอ่านตำราแพทย์บนโต๊ะสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
จี้หานลั่วทำหน้าสงสัย หันไปมองเซี่ยงเฉิงหรงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
ในขณะที่ทั้งสองกำลังลังเลอยู่นั้น
ทันใดนั้น เสียงร้อนรนของเซี่ยงเฉิงหลีก็ดังขึ้นที่หน้าประตู “ฮูหยิน ยารักษาบาดแผลที่นำมาจากจวนจี้กั๋วกง ที่เจ้ายังมีเหลือไหม?”
“ท่านพี่ ท่านบาดเจ็บตรงไหนเจ้าคะ?” จี้หานลั่วลุกพรวดขึ้น รีบเดินเข้าไปหา ประคองแขนเซี่ยงเฉิงหลีไว้ “ทำไมตามตัวมีแต่คราบเลือด?”
“ข้าไม่เป็นไร คนที่บาดเจ็บคือจงหยวน” ตอนนี้เองที่เซี่ยงเฉิงหลีสังเกตเห็นว่า ในถ้ำของตนมีท่านหมอเพิ่มมาอีกสองคน “ฮูหยิน เจ้าไม่สบายหรือ?”
หวังซิวเหยา: “...”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านเอายาไปเถิด ให้ท่านหมอทั้งสองตามไปด้วย” จี้หานลั่วรับขวดยาจากสาวใช้หงโต้ว ส่งให้เซี่ยงเฉิงหลี
แล้วนางก็เดินตามคนทั้งหมดออกไปดูอาการคนเจ็บ
เมื่อเห็นเซี่ยงเฉิงหลีถือขวดยาเตรียมจะเทใส่แผล จี้หานลั่วก็รีบยื่นมือไปห้ามไว้ทันควัน
“เขี้ยวหมูป่าสกปรกมาก ต้องหาเหล้าฤทธิ์แรง มาชะล้างปากแผลก่อน แล้วค่อยใส่ยาให้เขาเจ้าค่ะ”
“หากไม่ฆ่าเชื้อ บาดแผลจะติดเชื้อและเน่าเปื่อยได้ง่าย”
เซี่ยงเฉิงหลีขมวดคิ้ว “เราไม่มีเหล้าฤทธิ์แรงขนาดนั้น”
“ที่นี่มีเจ้าค่ะ” หงโต้วเดินเข้ามาจากหน้าประตู ในมือประคองห่อผ้าเล็ก ๆ ห่อหนึ่ง “นี่เป็นของที่ท่านหมอเมิ่งทิ้งไว้ให้ตอนรักษาคุณชายรองเจ้าค่ะ”
ดวงตาภายใต้หมวกคลุมหน้าของจี้หานลั่ว กะพริบปริบ ๆ
ของพวกนี้ล้วนเป็นเวชภัณฑ์ที่นางใช้เหรียญดวงดาว ซื้อจากร้านค้าในระบบไลฟ์สตรีม
โชคดีที่ตอนนั้นนางสั่งให้แม่นมเฉียน เตรียมขวดกระเบื้องเปล่าไว้ แล้วเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว
มิเช่นนั้น คงอธิบายกันไม่หวาดไม่ไหวแน่
“ท่านหมอหวัง ต้องล้างแผลให้สะอาดที่สุดนะเจ้าคะ” จี้หานลั่วกำกับดูแลหวังซิวเหยาทำแผลที่ขาให้จงหยวน ทีละขั้นตอน จนกระทั่งถึงขั้นตอนการเย็บแผล
หวังซิวเหยาทำหน้าลำบากใจสุดขีด “ฮูหยินน้อย...ข้าเย็บแผลไม่เป็นขอรับ”
จี้หานลั่ว: “...”
ยังหนุ่มยังแน่น ประสบการณ์คงน้อยสินะ
เป็นหมอเหมือนกันแท้ ๆ
ท่านหมอเมิ่งที่อำเภอเมิ่งจิ่น ยังรู้วิธีเย็บแผลเลย
“หงโต้ว ฆ่าเชื้อที่มือเสีย แล้วเจ้าลงมือเย็บให้เขา”
“คุณหนู...ข้า...ข้าไม่กล้านะเจ้าคะ”
“หงโต้วอย่าตื่นเต้น คิดซะว่ากำลังเย็บเสื้อหนังที่บ้านก็แล้วกัน ที่นี่ฝีมือเย็บปักของเจ้ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”
“งั้น...ข้าลองดูเจ้าค่ะ”
ลุงจง: “...”
ให้สาวใช้คนหนึ่ง เอาลูกชายเขาเป็นหนูทดลองเนี่ยนะ?