เมื่อขึ้นมาในรถม้าเย่วชิงพบว่าด้านในมีพื้นกว้างขว้างสามารถบรรจุคนได้เป็นสิบคนเลยเห็นจะได้มีของใช้อำนวยความสะดวกพร้อม ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้องมีกาน้ำชาและจอกสี่ใบที่คว่ำอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นจานที่อัดแน่นไปด้วยขนมนานาชนิดวางอยู่บนโต๊ะ
พื้นจะมีสองระดับต่างกันด้านล่างจะเป็นพื้นไม้ส่วนด้านบนที่ยกสูงขึ้นจะปูผ้าเอาไว้และหมอนอิงวางอยู่ด้วยเห็นอย่างนั้นขาเรียวก็ก้าวไปนั่งพร้อมกับเอนหลังพิงหมอนอย่างสบายอันที่จริงนั่งในนี้ก็ไม่ได้แย่ ไม่ร้อนแถมมีขนมให้ทานด้วย
หยิบขนมมาชิ้นหนึ่งจากในจานเข้าปากกัดไปคำแรกก็พบว่ามันอร่อย เย่วชิงพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจจากนั้นก็เอาส่วนที่เหลือในมือใส่เข้าปากไปจนหมดทั้งชิ้นในคำเดียว
ด้านองครักษ์หนุ่มอย่างจิ้งอยู่ที่วันนี้ได้รับหน้าที่พิเศษให้มาดูแลพระชายาพอเห็นว่าร่างบางตรงหน้าทานขนมก็รินน้ำชาให้จิบทานคู่กับขนมจะได้ได้ติดต่อ
“ ขอบใจนะ ” กำลังอยากทานน้ำอยู่พอดีเลย
อ่าค่อยโล่งหน่อย เมื่อกี้ทานขนมเยอะไปเลยรู้สึกแน่นหน้าอกนิดหน่อยพอได้น้ำแล้วก็ดีขึ้น
“ เจ้าไม่ทานหรือ ”
“ กระหม่อมไม่ค่อยชอบทานของหวานสักเท่าไหร่ พะยะค่ะ ” จิ้งหูกรีดร้องในใจ ที่เขาพูดไม่นั้นไม่เป็นความจริงเลยใครบอกว่าเขาไม่ชอบทานของหวานกัน อยากจะตบปากของตัวเองซะจริง
เขาน่ะชอบมันมากนี่ถ้าพวกองครักษ์คนไหนมาได้ยินที่เขาพูดคงจะมองเขาด้วยสายตาเหยียดแล้วรีบสวนกลับมาว่าเจ้าพูดโกหกอะไรอยู่ เพราะอาหารหลักของเขาคือขนมหวานไม่ใช่ข้าว เรียกได้ว่าทานเกือบทุกเมื่อ
“ อ่า ” เลิกคิ้วสูง มองหน้าคนพูดอย่างไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นักก็จะไม่ชอบได้ยังไงก็ครั้งที่แล้วที่ไปเดินตลาดจำได้ว่าอีกฝ่ายนั้นแหละเป็นคนแนะนำเขาว่ามีร้านไหนอร่อยทั้งอาหารคาวและขนมหวานก็รู้หมดแถมยังซื้อขนมติดมือติดไม้ติดมือไปทั้งหลายอย่าง แล้วจะมาบอกว่าไม่ชอบได้ยังไง
“ เจ้าไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้ารู้ว่าเจ้าชอบอีกอย่างขนมก็มีตั้งเยอะทานด้วยกันก็ได้ ข้าทานคนเดียวไม่หมดอยู่แล้ว ”
ถึงพระชายาจะบอกอย่างนั้นแต่จิ้งหูก็ไม่กล้าหยิบขนมในจานมาทานอยู่ดีของทุกอย่างในนี้เตรียมมาเพื่อพระชายาเท่านั้นเขาหรือจะกล้าแตะ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะผนังรถม้าเย่วชิงจึงขยับไปนั่งข้างหน้าต่างเปิดม่านดูก็เจอกับโจวหยางหมิงรถม้าที่เย่วชิงนั่งนั้นไม่ได้ขับเร็วมากทำให้อีกฝ่ายเพียงแค่บังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆ ตีคู่กับรถม้าเท่านั้น
เย่วชิงกำลังเอ่ยปากถามแต่โจวหยางหมิงก็ส่งถุงมาให้ก่อนเขาเลยยื่นมือไปรับถุงยังร้อยอยู่เลยแสดงว่าพึ่งซื้อมากลิ่นหอมจากสิ่งที่อยู่ในถุงทำให้รู้ได้ทันทีว่าข้างในคืออะไร
“ แล้วของท่านล่ะ ” ที่ถามเพราะในถุงมีซาลาเปาอยู่สองลูก
โจวหยางหมิงไม่ตอบแต่ยกถุงของตัวเองขึ้นแล้วหยิบซาลาเปาในถุงมาทานเย่วชิงที่ตอนแรกทานขนมจนอิ่มแล้วแต่พอเห็นว่าร่างสูงทานก็เลยหยิบซาลาเปาของตัวเองมาทานด้วย
ทั้งสองทานซาลาเปาของตนเองกันอย่างเงียบๆ ความอบอุ่นเกิดขึ้นภายในใจของทั้งสองคน แม้จะไม่ได้พูดอะไรกันมันเหมือนว่าพวกเขาได้นั่งทานอาหารร่วมกันมีเพียงเสียงล้อจากรถม้าที่หมุนเวียนและเสียงฝีเท้าของม้าที่ได้ยิน
เมื่อทานเสร็จโจวหยางหมิงก็ขอตัวไปประจำหน้าที่ของตนเองต่อเย่วชิงยกแขนขึ้นวางราบกับขอบหน้าต่างเอนศีรษะตั้งบนแขนจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ไกลออกไป
เย่วชิงไม่เคยมีแฟนหรือคนรักมาก่อนเขาคิดเสมอว่ามันยังไม่ถึงเวลาตอนนี้อายุยังน้อยต้องทำงานหาเงินก่อนส่วนเรื่องอื่นค่อยไว้ทีหลัง ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งว่าพอมีคนรักอีกฝ่ายดันเป็นผู้ชายเหมือนกัน
ถึงแม้เมื่อก่อนจะมีผู้ชายเข้ามาจีบเขาเยอะก็เถอะแต่ก็ไม่ได้มีใครที่รู้สึกชอบกับมองว่าน่ารำคาญมากกว่าอีกอย่างเย่วชิงเองก็ไม่ได้ชอบให้ความหวังใคร เขาจึงปฏิเสธทุกคนไป
ด้วยเหตุผลเดียวกันว่ายังไม่พร้อมและให้สถานะได้เพียงแค่เพื่อนเท่านั้นบางคนก็ยอมรับแต่ก็มีบางคนที่ไม่ยอมอยากลองพยายามดูก่อนผลสุดท้ายก็ถอดใจแล้วก็จากไป
ซึ่งเขาคิดว่ามันก็ดีแล้วไม่อยากคบใครด้วยความสงสารเพราะมันอาจจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เลวร้ายกว่าที่จะคาดถึงส่งผลกลับมายังเราทั้งสอง
การได้มาที่นี่และเจอกับโจวหยางหมิงเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายจริงๆ เมื่อได้อยู่ใกล้อีกฝ่ายมันทำให้เขารู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนไม่นึกเลยว่าจากคนที่ต้องค่อยดูแลคนอื่นตลอด พอมีคนที่คอยดูแลคอยเป็นห่วงเราแล้วมันดีมากมายขนาดนี้
ถ้ารู้แบบนี้เขามีไปนานแล้วถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ สำหรับเขาต้องเป็นคนตรงหน้านี้เท่านั้นถึงจะเหมาะสมที่สุดถ้าไม่ใช่คนนี้เขาก็ไม่เอา
ไม่รู้สิบางทีเย่วชิงคิดว่าเขาชอบโจวหยางหมิงเข้าแล้ว
หืมไม่สิ ต้องบอกว่าเขารักโจวหยางหมิงเข้าแล้วถึงจะถูก
โจวหยางหมิงรู้สึกเหมือนมีสายตาที่ร้อนแรงกำลังมองมาจากด้านหลังจนรู้สึกเกร็งชายหนุ่มหลังเหยียดหลังตรง ก่อนจะค่อย ๆ หันหลังกลับไปมองก็สบเข้ากับดวงตาหวานสีน้ำเงินที่มีประกายระยิบระยับเข้าพอดี
ไม่รู้ว่าร่างบางคิดอะไรอยู่ถึงได้มองเขาด้วยสายตาแบบนี้ถ้าไม่ติดว่าอยู่ข้างนอกไม่ได้อยู่ในห้องกันสองคน เขาคงจะจับอีกฝ่ายกดลงบนเตียงให้จมแล้วสั่งสอนให้หยาบจำจนลุกจากเตียงไม่ขึ้น โทษฐานที่มองเขาอย่างนั้น
มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยนัยน์ตาสีเข้มกรุ้มกริ่ม มือหนากระตุกบังเหยียนเบา ๆม้าที่วิ่งอยู่ก็หยุดนิ่งทันที รถม้าก็เคลื่อนเข้ามาเรื่อย ๆ จนใกล้จะถึงเขาและเป็นฝ่ายเย่วชิงเองที่ทนไม่ไหวหลบสายตามุดเข้ารถม้าไปก่อน
หึ
ร่างสูงมองผ้าม่านที่ปิดลงไปแล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะใช้เท้าแตะไปที่ลำตัวของม้าให้วิ่งต่อผ่านรถม้าที่ร่างบางอยู่ไปด้านหน้าของขบวนตามเดิมไม่นานพวกเขาก็ผ่านพ้นกำแพงเมืองไปเส้นทางในป่า
เบื่อ
ไม่มีอะไรให้ทำเลย
หลังจากที่หายเขินแล้วในรถม้าก็กลับสู่ภาวะปกติเย่วชิงนั่งเท้าคางกับโต๊ะอย่างเกียจคร้าน มืออีกข้างที่ว่างก็เคาะโต๊ะเบา ๆ เป็นจังหวะมองไปรอบ ๆ เพื่อหาสิ่งที่พอจะนำเล่นคลายเบื่อได้แต่ก็ไม่มีของชิ้นไหนมาเล่นได้เลย
“ พระชายามองหาอะไรอยู่หรือพะยะค่ะ ”จิ้งหูเห็นพระชายามองหาอะไรอยู่นานเขาเลยอดที่จะสงสัย แล้วถามขึ้นมาไม่ได้
“ เปล่าหรอก ” ถึงจะตอบไปอย่างนั้นแต่สายตาของเขาก็ยังมองไปรอบ ๆ ไม่หยุด
เห้อวัยรุ่นเซ็ง
ขืนต้องนั่งนิ่งในรถแบบนี้นานๆ คงเบื่อแย่ จากที่นั่งเท้าคางอยู่ก็ไถลราบลงบนโต๊ะแทน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ลุกขึ้นพรวดพลาดจนองค์รักษ์จิ้งหูสะดุ้งตาม
หืมทำไมเขาถึงนึกขึ้นไม่ออกนะ ถ้าไม่มีของเล่น งั้นก็เล่นแบบที่ไม่ต้องใช่สิ่งของก็ได้หนิ
เย่วชิงยกยิ้มมุมปากหรี่ตามองหน้าองครักษ์หนุ่มด้วยสายตาที่แพรวพราว
“ ข้าเบื่อ ”
“ เอ่อ งั้นพระชายาลองทานขนมดีหรือไม่พะยะค่ะ มีอีกหลายอย่างเลยจะได้หายเบื่อ ”
“ ไม่เอาอ่ะ ข้าทานจนอิ่มแล้ว ”
“ ข้าว่า…พวกเราสองคนมาหาอะไรทำสนุก ๆ กันดีหรือไม่ ”
“ ท ทำอะไรหรือพะยะค่ะ ” ถามกลับเสียงตะกุตะกะจิ้งหูระแวงเมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของพระชายา
“ หึหึ ก็… ”
เย่วชิงอธิบายเกมส์ที่จะเล่นโดยบอกว่ามีสามอย่าง ถ้ากำมือเท่ากับค้อน แบมือเท่ากับกระดาษ ส่วนชูสองนิ้วเท่ากับกรรไกรเมื่อเห็นว่าองค์รักษ์หนุ่มเข้าในแล้วก็พูดต่อ
ถ้าเราออกกรรไกรฝ่ายตรงกันข้ามออกกระดาษกรรไกรตัดกระดาษได้ กรรไกรเป็นฝ่ายแพ้
ถ้าเราออกค้อนฝ่ายตรงกันข้ามออกกรรไกรค้อนตีกรรไกร ค้อนเป็นฝ่ายชนะ
แต่ถ้าเราออกกระดาษฝ่ายตรงกันข้ามออกค้อนกระดาษห่อค้อน กระดาษเป็นฝ่ายชนะ
สรุปคือกระดาษชนะค้อนแต่แพ้กระไกร
“ เป้ายิ้งชุบ ”
เย่วชิงกับองครักษ์จิ้งหูกำลังเล่นเป้ายิ้งชุบกันอย่างสนุกโดยเขาได้เพิ่มไปว่าใครแพ้จะต้องถูกทำโทษมีหู จมูก หน้าผาก ให้เลือกว่าจะโดนดีดส่วนไหนดี
“ เจ้าแพ้ มา ๆ เลือกมาว่าจะเอาส่วนไหน ” เพียงเริ่มต้นเย่วชิงก็ชนะแล้วที่ชนะเพราะเขารู้ว่าจิ้งหูจะออกอะไรต่างหากมันไม่ยากเลยก็อีกฝ่ายเล่นทำมือก่อนแล้วว่าจะออกอะไร
“ กระหม่อมเลือกหน้าผากพะยะค่ะ ”
“ หึ จงรับไปนิ้วพิฆาตปฐพีของข้า ” ยกนิ้วขึ้นตรงหน้าผากของอีกฝ่ายแล้วออกแรงดีดสุดแรง เปรี๊ยะ
“ โอ๊ย ” ยกมือกุมหน้าผาก ไม่คิดว่านิ้วเรียวเล็กจะทำให้เขารู้สึกเจ็บได้
“ มาเล่นกันต่อ เป้ายิ้งชุบ ”ร่างบางที่กำลังสนุกก็ชวนองค์หนุ่มที่นั่งปิดหน้าผากอยู่เล่นต่อเขาสังเกตเห็นหน้าผากของอีกฝ่ายมีรอยสีแดงขึ้นนิด ๆ
กลายเป็นว่าคนที่แพ้บ่อยที่สุดดันเป็นองค์รักษ์หนุ่มอย่างจิ้งหูที่โดนนิ้วพิฆาตปฐพีของพระชายาดีดหน้าผากจนน้ำตาซึมแต่ใช่ว่าเย่วชิงจะไม่แพ้แต่แพ้น้อยกว่า
จิ้งหูเองก็ไม่กล้าทำโทษพระชายาหนักเขาดีดเบาบางราวกับว่านิ้วของเขาไปแตะส่วนนั้นเฉย ๆ ดังนั้นพระชายาจึงไม่มีรอยขีดข่วนรอยแตกแต่อย่างใดต่างจากเขาที่ไม่ว่าจะหู จมูก หน้าผากแดงไปหมด
“ ก กระหม่อมยอมแพ้แล้ว พะยะค่ะ ”
คิก ๆๆ
เสียงหัวเราะสดใสดังออกมารถม้าจนคนที่ได้ยินสงสัยว่าคนด้านในรถม้าทำอะไรกัน
“ ทำอะไรกัน ” น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นจากหน้าต่างทำให้คนที่หัวเราะอยู่สะดุ้งตัวโหยงด้วยความตกใจ
“อ่ะ ”
“ องค์รัชทายาท ”จิ้งหูเหงื่อตกเมื่อเงยหน้าสบกับตาคมกริบที่มองอยู่ก่อนแล้ว เขาล่ะอยากจะมุดพื้นหายตัวไปจากตรงนี้เสียจริงทำไมถึงมองกระหม่อมด้วยสายตาแบบนั้นล่ะพะยะค่ะองค์รัชทายาทกระหม่อมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ มีแต่พระชายาของพระองค์นั้นแหละที่ทำร้ายกระหม่อม
ฮื้อทำไมตรงนี้มีแต่คนจะรังแกเขานะ
“ หยางหมิง ”
เสียงหวานดังขึ้นโจวหยางหมิงจึงละสายตาจากองครักษ์ของเขารอยยิ้มสดใสจากเย่วชิงทำให้อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นภายในใจค่อย ๆ เย็นลง
ร่างบางขยับไปนั่งไกลหน้าต่างเคียงคอมองหน้าขององค์รัชทายาทหนุ่มที่ทำหน้าเหมือนโกรธใครมา
“ อย่าทำหน้าดุสิ เดี๋ยวคนอื่นก็กลัวท่านหมดหรอก ” คนอื่นกลัวแต่ไม่ได้หมายถึงว่าร่างบางจะกลัวนะแถมเจ้าตัวยังส่งยิ้มหวานกลับมาให้ร่างสูงอีกราวกับกำลังท้าทายอยู่อย่างนั้น
“ ข้าได้ยินเสียงเจ้าหัวเราะ ”
“ อ๋อ ข้ากำลังเล่นกับองค์รักษ์จิ้ง หะ อ้าว ไปไหนซะแล้วล่ะเมื่อครู่ยังนั่งตรงนี้อยู่เลย ” เมื่อหันไปคนที่เย่วชิงพูดถึงก็หายไปแล้ว
จิ้งหูอยากจะขอโทษพระชายาที่ออกมาโดนไม่บอกแต่ถ้าเขายังอยู่เขาได้ตายแน่ ตอนนี้ก็เลยสลายตัวกับไปทำหน้าที่เงาเหมือนเดิมก่อนถ้าสถานการณ์ปลอดภัยเมื่อไหร่ค่อยกลับมา
“ ว่าอย่างไร เมื่อครู่ทำอะไรกันอยู่ ” ทำไมถึงได้หัวเราะอย่างมีความสุขโดยที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
โจวหยางหมิงอยากจะเก็บเสียงหัวเราะนั้นไว้ให้กับเขาคนเดียวให้เขาที่เป็นฝ่ายที่ทำให้ร่างบางตรงหน้าหัวเราะ
เขาสามารถห่วงเสียงหัวเราะนั้นได้หรือไม่
“ อ๋อ ข้าเบื่อเลยชวนจิ้งหูเล่นเกมกันน่ะ ”
“ เจ้าเบื่อมากหรือไม่ ”
“ อือ นิดหน่อย ” พอได้เล่น ความรู้สึกเบื่อก็เลยลดลง
“ งั้นมาสิ ข้าจะพาเจ้าขี่ม้าเล่น ”
“ หืม ” ไหนตอนแรกไม่อยากให้เขาขี่ม้าไง
ทั้งที่เขายังไม่ทันได้ร้องขอทำไมตอนนี้อีกฝ่ายถึงเปลี่ยนใจมาชวนเขาเสียเอง
เขาถึงพูดตลอดไงว่าโจวหยางหมิงน่ะใจดีที่สุดเลย
เย่วชิงมองมือที่ยื่นมาหน้าเขาในเมื่อโจวหยางหมิงชวนทั้งทีเขาหรือจะปฏิเสธ ไม่ทีทางซะหรอก มือเรียวเล็บทาบบนมือหนาก่อนร่างบางจะลอยหวือไปนั่งแหมะอยู่บนหลังหน้าด้านหน้าของโจวหยางหมิง ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะฉายแววตื่นเต้นแทน
พออยู่บนหลังม้าแล้วร่างบางก็เริ่มอยู่ไม่สุขยุกยิบไปมาแล้วก็เอื้อมมือไปลูบแพงคอของม้าที่ตนเองนั่ง จนโจวหยางหมิงต้องรวบเอวเอาไว้ไม่ให้กลัวว่าพลัดตกลงไป
เย่วชิงไม่ได้ขัดปล่อยให้จับไปถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายแอบกินเต้าหู้เขาทางอ้อมก็เถอะและเป็นเขาที่ชอบให้โจวหยางหมิงใกล้ชิดกับเขามากว่า
เจ้าม้าเองก็สะบัดหัวสองสามครั้งเมื่อมีมือใครมาลูบขนมันเส้นขนยาวสีนิลปลิวไปมา ก่อนเจ้าตัวจะหยุดนิ่งแล้วปล่อยให้ร่างบางลูบต่อ
ด้านหน้ามีกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาไม่สูงมากเขาสามารถเอื้อมถึงเย่วชิงเลยบอกให้โจวหยางหมิงบังคับม้าให้อยู่นิ่ง ๆ เขาจะเด็ดใบไม้
ร่างบางยกตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือสุดแขนเด็ดใบไม้มาสองใบโดยมีมือหนาประคองร่างเอาไว้ เย่วชิงนั่งลงกลับไปที่เดิมเขาเช็ดใบไม้กับเสื้อก่อนจะลองนำใบไม้มาลองเป่าดู ริมฝีปากกระทบกับใบไม้เบา ๆ จนเกิดเสียงขึ้น
เย่วชิงเอนตัวหลังพิงแผ่นอกแข็งอบอุ่นของโจวหยางหมิงแล้วเริ่มเป่าใบไม้จนเกิดเป็นเพลง
ฮืออออื้ออื่ออือ อืออึอึอือ อื้ออออ
เสียงเพลงจากใบไม้ดังขึ้นไม่เบานักล่องลอยไปตามสายลม ไพเราะ ไม่เคยได้ยินทำนองเพลงนี้มาก่อน
ม้าที่ทั้งสองคนนั่งเดินอยู่หน้าขบวนทิ้งระยะหว่างสิบเก้าอีกทั้งในป่านี้เงียบเชียบ ทำให้ทหารทุกนายได้ยินเสียงเพลงกันหมดทุกนาย
เหล่าทหารบังคับม้าให้เดินเบาลงเพื่อที่จะได้ยินเสียงเพลงชัดขึ้น เสียงเพลงช้า ๆ ทำนองไพเราะ แม้จะไม่ใช่เครื่องดนตรีที่คนใช้เล่นกันแต่ก็ทำให้พวกเขาเคลิบเคลิ้มได้การเดินทางนี้แม้จะเสี่ยงแต่ก็คุ้มค่า
มองคนที่อยู่บนม้าสองคนข้างหน้าพวกเขารู้สึกอิจฉาองค์รัชทายาทจริง ๆ ที่มีพระชายาเดินทางร่วมด้วยในครั้งนี้คนโสดอย่างพวกเขาตาร้อนไปหมดแล้ว ขนาดท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวที่ชอบสนุกไปวัน ๆเห็นแล้วก็ยังรู้สึกอยากมีคนรักอย่างองค์รัชทายาทบ้าง
เสียงเป่าขนาดๆ หาย ๆ ไม่นานเสียงเพลงก็เงียบลง มือที่ถือใบไม้ใบเพื่อเป่าเพลงก็หล่นลงข้างตัว โจวหยางหมิงก้มลงมองร่างบางในอ้อมกอดของเขานอนหลับตาพริ้มไปเสียแล้ว