บทที่ ห้าสิบสี่
ยามราตรีแห่งฤดูร้อนใกล้ล่วงผ่านลมอ่อนละมุนแผ่วพัดเข้าภายในห้องเรือนด้านในของตำหนักฟู่ตงกลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอมอบแห้งแทรกผสมกับควันจากเตาประดิษฐ์ดวงโคมสองดวงที่แขวนอยู่เหนือเสานั้นส่องแสงสลัวทาบเงาของสตรีผู้หนึ่งที่นั่งมองแสงจันทร์ลอดบานหน้าต่างอยู่เพียงลำพัง
หลิวชิงเซียงในอาภรณ์บางเบาเปลือกตาเคลือบไอเย็นวับวาวร่างนางเอนเบาอยู่กับหมอนอิงไหม ห่มคลุมด้วยผ้าฝ้ายโปร่งแม้ดวงหน้าจะแฝงความเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความลังเลวุ่นวาย
เงาแห่งความตัดสินใจสะท้อนวาบผ่านแววตาไม่หยุด“พูดไปแล้วยังไงคืนนี้ก็ต้องไป” นางกระซิบเสียงแผ่วกับตนเองราวประหนึ่งพยายามยืนยันในความกล้าที่ถูกบีบรัด
เมื่อเห็นว่าค่ำคืนล่วงสู่ยามไฮ่เหล่านางกำนัลที่คอยปรนนิบัติต่างก็ได้รับคำสั่งให้ออกไปจากเรือนนางอ้างอย่างที่เคยทำว่าต้องการพักผ่อนตามลำพังใบหน้าและน้ำเสียงที่ไม่มีสิ่งใดผิดแผกทำให้ทุกคนต่างเชื่อฟังอย่างไม่สงสัยแต่ภายใต้ความเงียบสงัดนั้น ความคิดของนางกลับดังลั่นยิ่งกว่ากลองศึก
นางรู้อยู่แก่ใจว่าคืนนี้ไม่ใช่คืนที่ควรเสี่ยงหลายวันก่อนเคยแอบออกจากวังหลวงมาแล้ว และแม้จะกลับมาถูกจับได้โดยไม่ถูกลงโทษแต่ก็ไม่แน่ใจเลยว่าความราบรื่นนั้นมีเพียงชั่วคราวหรือไม่ โม่เหวินหาน..บุรุษผู้นั้น แม้จะไม่เอ่ยออกมาตรงๆแต่ก็ยากที่จะมีสิ่งใดหลุดรอดสายตาเขาไปได้ แล้วครั้งนี้เขาจะรู้หรือไม่? หรือจะมาประทับที่ตำหนักนางในคืนนี้อีก? หากเขามาแล้วไม่เจอนางจะกล่าวอ้างอย่างไร?
หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่นจนขาวซีดใจหนึ่งก็หวั่นอีกใจหนึ่งก็แน่วแน่ “หากเขามาจริงก็ช่างเถิด” นางพึมพำเสียงแผ่วเบาอย่างผู้แพ้พ่ายต่อตนเอง“อย่างไรก็ได้รับพระราชอภัยโทษแล้วขอเพียงข้ากลับมาในวันพรุ่ง..ย่อมถือว่ายังรักษาสัญญา”
คืนนี้นางไม่ต้องอยู่ร่วมฟูกเดียวกันกับเขา..ไม่ต้องรับสายตาที่หลอกลวงหรืออ่อนโยนจอมปลอมนางไม่ต้องการสิ่งนั้นขอเพียงได้ออกไปพบหลี่เสวี่ยในเวลานี้นางก็พร้อมจะยอมรับผลใดทั้งสิ้น
ด้วยดวงตาแน่วแน่หลิวชิงเซียงลุกขึ้นจากตั่ง แหวกม่านบางเดินไปที่หีบเครื่องแต่งตัวริมฉากบังสายตาก่อนเปิดออกอย่างเบามือ อาภรณ์ที่วางพับไว้อย่างเรียบร้อยมีทั้งที่ชุดพิธีการและสำหรับสวมไปฝึกซ้อมยุทธ์สามชุดที่ได้รับมาเมื่อวานแต่พอเห็นชุดใหม่เหล่านั้นก็อดยิ้มเย้ยหยันใส่ไม่ได้เขาไม่ได้จะให้นางฝึกคนเดียวเสียหน่อย เขาสนับสนุนหญิงอื่นๆ เช่นกันนางจึงเลือกหยิบชุดสีเทาสลัวที่ดูเรียบง่ายที่สุดขึ้นมาที่ไม่ใช่ชุดเหล่านั้นแต่เป็นขุดที่อิงหลานตัดเย็บให้ชุดผ้าไหมสีหม่นปักลายอ่อนด้วยเส้นไหมสีดำ เหมาะแก่การพรางตัวในเงาค่ำคืน
นางสวมชั้นในใหม่รัดสัดส่วนอย่างสตรีให้แน่นจากนั้นเปลี่ยนอาภรณ์ที่เลือกมาก่อนจะคว้าชุดขันทีที่เคยใช้ในการหลบหนีก่อนหน้านั้นมาสวมทับอีกชั้น ดึงสายคาดเอวผ้าป่านรัดแน่นมัดปลายแขนและขากางเกงให้กระชับ ขณะถักเปียเก็บผมเข้าหมวกคลุมศีรษะก็บ่นเบาๆอย่างกลั้วขำ “แต่งกายเช่นนี้ข้านี่นับวันยิ่งชำนาญ”
เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อยนางแง้มหน้าต่างบานแคบแล้วปีนผ่านออกไปอย่างคล่องแคล่ว แผ่นเท้าแตะพื้นเบาไร้เสียงนางพิงตัวเข้ากับผนังกำแพงตำหนักชั่วครู่แล้วหายใจลึกกวาดตามองทิศทางมืดสลัวในสวนตำหนัก
คืนนี้มีแสงจันทร์ต่างจากครั้งก่อนที่พระจันทร์ดับแต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่คืนเต็มดวงจึงมีแสงรางเรื่อๆ เหนือฟากฟ้า ลมอุ่นพัดเบา เสียงจิ้งหรีดดังแว่วอยู่ใต้พุ่มไม้การเคลื่อนไหวของนางแนบเนียนและรวดเร็วดุจแมวป่ากลางคืนด้วยทักษะที่ฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้นางสามารถลัดเลาะผ่านเรือนน้อย สนามหญ้าพ้นทางลาดกรวด และลัดเลาะตามแนวกำแพงสูงได้อย่างไม่ยากเย็น
เมื่อนางมาถึงแนวใกล้ประตูอุดรก็เห็นเงาขันทีผู้หนึ่งยืนพิงเสาหินริมทางเดินไกลๆ ข้างๆ มีรถม้าอยู่ ขันทีคนนั้นที่ไม่ใช่คนเดิมจากครั้งแรกเงยหน้าขึ้นครู่เดียวก่อนจะก้มศีรษะลงนั่นเป็นสัญญาณของการรับรู้กันว่านางมาแล้ว
ครั้งก่อนตามคำของเฉียนอ๋อง“หากต้องการออกนอกวังครั้งหน้าให้ส่งข้อความไปที่ห้องเครื่อง ขอผลไม้เชื่อมหนึ่งจาน จะมีผู้จัดการให้เจ้าเอง” และวันนี้นางก็ได้ทำตามคำเช่นนั้น
หลิวชิงเซียงไม่เอ่ยคำใดเพียงจดจ้องขันทีผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนจะที่ขันทีผู้นั้นจะคุมรถม้ามุ่งมาทางที่นางยืนรออยู่เพราะรู้ว่าทุกสิ่งถูกเตรียมไว้แล้วตามแผนรถม้าสีดำหลังคาโค้งก็จอดอยู่ที่ใต้ต้นสนใหญ่ นางเหลือบมองรอบด้านอย่างระแวดระวังอีกครั้งก่อนจะตรงไปจับสันประตูรถม้าแน่นแล้วก็กระโจนขึ้นไปในพริบตา
ภายในรถม้ากลับว่างเปล่าไม่ปรากฏเงาผู้ใด นางนิ่งงันเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยวาจาถามตัวรถก็เริ่มเคลื่อนที่ไปอย่างนุ่มนวล แรงสั่นจากล้อกระทบรอยหินของพื้นดินสั่นเบาใต้ฝ่าเท้านางชะงัก..ใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยลอบกลืนน้ำลาย หูคอยฟังเสียงภายนอกเพราะรถกำลังจะผ่านประตูวัง ‘อย่าพูดตอนนี้’ นางเตือนตัวเองในใจความประมาทแม้เพียงชั่วลมหายใจ ก็อาจทำลายทุกอย่าง
หลิวชิงเซียงรออย่างใจเย็นเสียงของล้อรถเคลื่อนผ่านพื้นศิลาอย่างต่อเนื่องและเมื่อผ่านประตูวังมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดหลิวชิงเซียงก็ผ่อนลมหายใจเบา แล้วแหวกม่านออกเล็กน้อยเอ่ยถาม“เหตุใดคืนนี้มีเพียงเจ้าผู้เดียวเป็นคนบังคับรถม้าแล้วทำไมนายทวารก็ไม่ค้นรถม้าเลย?”
คำถามนั้นยังไม่ทันขาดเสียงดีดีร่างที่หันหลังให้ก็ค่อยๆ ขยับตัว เสียงทุ้มลึกดังขึ้น “เพราะคืนนี้มีเพียงข้าและเจ้าเท่านั้น” เนื้อเสียงคล้ายว่าคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเคยในคราเดียวกันแต่ความรู้สึกบางอย่างในเสียงนั้นกลับสั่นไหวสัญชาตญาณของหลิวชิงเซียงทันที หัวใจนางกระตุกวาบร่างเอนหลังไปเล็กน้อย มือขวาขยับแตะด้านในแขนเสื้อเพื่อเตรียมถอนอาวุธที่ซ่อนไว้
ไม่รอให้ชัดเจนกว่านี้สตรีผู้นี้เลือกจะพุ่งตัวออกจากรถม้าในบัดดล ทว่า..มือหนึ่งก็ยึดต้นแขนของนางไว้แน่นพอๆกับเชือกหนังขึงธนู แรงสะท้อนพุ่งกระแทกกลับเข้าด้านในจนแผ่นหลังกระทบเบาะหนา “จะหนีอีกแล้วหรือ อาชิง?”
เสียงนั้นกระซิบชิดหูสัมผัสจากลมหายใจบุรุษข้างกายเสียดแนบผิวนวลด้านข้างลำคอดวงตาหลิวชิงเซียงเบิกกว้าง ขณะร่างกายทั้งร่างราวกับหยุดหายใจ เงยหน้ามองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายอย่างชัดเจนรอยยิ้มมุมปาก..แววตาเคลือบเยาะแต่แฝงไออุ่นบางอย่างเป็นเขา..โม่เหวินหาน
องค์จักรพรรดิผู้ครองแผ่นดินตอนนี้กลับมานั่งอยู่ในรถม้าเดียวกับนางเสียแล้ว!
สตรีผู้นี้เงียบกริบเหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมบนไรผมทั้งที่อากาศหาได้ร้อนนัก คิ้วเรียวขมวดแน่นในใจเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าตัวเอง ‘นี่มันหนีไม่คุ้มเลยสักนิดยังไม่ทันออกไปจากเขตพระราชวังดีๆ เต็มตัวก็ถูกจับได้แล้วยิ่งกว่าเอาตัวเข้าผจญเพลิง!’
ภายในรถม้าความเงียบงันราวถูกตรึงด้วยเชือกผืนใหญ่ฝ่ามืออุ่นของบุรุษยังจับตรึงบ่าของหลิวชิงเซียงไว้อย่างมั่นคงกลิ่นบุรุษเจือไอดินและกลิ่นไม้หอมที่คุ้นเคยแผ่ซ่านอยู่ในพื้นที่แคบร่างของเขาโน้มลงมาอย่างไม่เปิดโอกาสให้นางเบือนหน้าหนี
“ไหนบอกเราสิว่า คืนนี้..เจ้าจะไปไหน?” เสียงทุ้มราบเรียบแฝงแววอ่อนโยนคล้ายคนกำลังตั้งคำถามง่ายๆ หากแต่แฝงกลิ่นอายของผู้ล่าดักรอเหยื่อตกหลุม
หางตาของหลิวชิงเซียงกระตุกความรู้สึกตึงเครียดแผ่ไหลลงสู่ฝ่ามือทั้งในอกเต็มไปด้วยความสับสนที่ประดังประเดเข้ามาในพริบตา ‘เขารู้มานานแค่ไหนแล้วว่าคืนนี้ที่ตนจะหนีออกไปตั้งแต่ส่งสัญญาณคำสั่งลับๆ ไปห้องเครื่องหรือไม่ เขาถึงมาดักรอได้ทันท่วงที?’ ความคิดตีกันวุ่นวายภายใต้สีหน้าที่พยายามนิ่งเฉยนางยังไม่รู้ว่าเขามีแผนการอะไร รู้แค่เพียง..วันนี้หนีไม่พ้นเสียแล้ว
“ข้า..กะ” นางหยุดวาจาอ้าปากอย่างลังเลจะเอ่ยวาจาแก้ตัวว่าเปลี่ยนใจไม่ไปแล้วจะกลับตำหนักแต่ก็รู้ทันทีว่าหากเอ่ยประโยคนั้นออกไปบุรุษตรงหน้าไม่มีทางปล่อยนางกลับไปตำหนักตามลำพังแน่ตรงกันข้ามเขาอาจจะตามนางไปด้วยและนั่นยิ่งทำให้การไปพบหลี่เสวี่ยกลายเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้าย..
ริมฝีปากบางเม้มแน่นปลายตาเฉียงมองบุรุษตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ก็แค่เบื่อวังหลวงอีกแล้วเท่านั้นคิดจะออกไปเดินเล่น สูดอากาศข้างนอกบ้าง แล้วก็จะกลับมาเพคะ” ท้ายประโยคของนางออกจะห้วนไปหน่อยเพราะความจริงแล้วนี่เป็นความจริงที่สุดนางเบื่อวังหลวงยิ่งเวลาได้ยินข่าวลือกระซิบกระซาบเหล่านั้นหลังเอ่ยนางหลุบตามองต่ำ ลมหายใจอุ่นผ่านปลายจมูกช้าๆ “หากพระองค์ไม่ว่าอะไร..ข้าขอเพียงแค่ชั่วยามเดียว”
โม่เหวินหานนิ่งไปเพียงครู่สายตาแน่วแน่ของเขาจับจ้องใบหน้างามที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่คืบก่อนร่างสูงจะโน้มลงใกล้ขึ้นอีก ลมหายใจของเขาอวลอุ่นแตะริมแก้มนางรางๆจนหลิวชิงเซียงต้องเอนตัวหลบโดยสัญชาตญาณ
“อนุญาต” เขากล่าวสั้นๆ เสียงเข้มแนบหูแต่ยังไม่ทันให้นางได้ยิ้มโล่งอกประโยคต่อไปก็ตามมาในทันที “..แต่เราจะพาเจ้าไปเอง”
นางชะงักทันทีดวงตาฉายแวววูบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลง ไม่กล้าโต้แย้งคำของเขาอีก
โม่เหวินหานโน้มตัวเปิดม่านออกแล้วตวัดร่างสูงก็กลับไปนั่งประจำที่ สั่งม้าเบาๆ ด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยจากนั้นสายบังเหียนก็เคลื่อน รถม้าแล่นออกห่างจากประตูอุดรเรื่อยๆด้วยฝีเท้าม้าคงที่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางแล้วเร่งความเร็ว
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางเงียบเชียบอีกต่อไปหลิวชิงเซียงมิได้ถูกปล่อยให้อยู่ในตัวรถม้าเพียงลำพังอีกแล้ว นางถูกบังคับให้ออกมานั่งข้างเขาบนแคร่บังคับรถม้าที่มองเห็นเส้นทางได้ถนัดตา ลมราตรีพัดโชยกลิ่นฝุ่นลอยปะปนในอากาศเย็นบ้างร้อนบ้างประหนึ่งอารมณ์ของผู้ร่วมทาง
เส้นทางเบื้องหน้าคดเคี้ยวเลียบไปตามแนวคูเมืองม้าทั้งสองตัวเคลื่อนตัวนิ่งราวเข้าใจเจตนาผู้บังคับ เมืองหลวงในยามราตรีไม่มีเสียงจอแจเช่นยามกลางวันร้านค้าปิดเงียบลงไปแล้วเจ็ดดในสิบ เหลือเพียงร้านน้ำชาเล็กๆ หรือแผงอาหารไม่กี่ร้านที่ยังมีแสงโคมล้อรัตติกาลอยู่ถ้าไม่นับย่านเริงรมย์
“ถึงแล้ว” บุรุษผู้อยู่ข้างกายกล่าวขึ้นเรียบๆพร้อมรั้งสายบังเหียนจนรถม้าหยุดลงหน้าตรอกเล็กแห่งหนึ่งที่ปลายทางเป็นลานกว้างมีแสงไฟริบหรี่จากโคมไฟที่ห้อยอยู่หน้าร้านบะหมี่เก่าแก่
“เจ้าถอดชุดขันทีได้แล้วใส่ชุดนี้ยิ่งเตะตาเข้าไปใหญ่” เขาหันมาบอกเสียงราบเรียบก่อนลุกจากแคร่บังคับรถแล้วเปิดม่านรถม้าให้นาง
หลิวชิงเซียงลังเลอยู่เพียงชั่วอึดใจก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วก้าวเข้าไปในตัวรถนางปลดเชือกผูกแขนเสื้อและสายคาดเอวอย่างระมัดระวังถอดชุดนอกของขันทีออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นชุดด้านในสีเทาหม่นที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้
ผิวเนื้อแนบลายผ้าไหมบางสีหม่นนั้นมิได้งามเด่นอย่างชุดสตรีที่ช่วงนี้นางสวมใส่เป็นประจำ นางก้มลงตรวจความเรียบร้อยหวีปอยผมให้เข้าที่และหายใจเข้าเล็กน้อยเพื่อข่มความประหม่า
เสียงก้าวเท้าหนักแน่นจากภายนอกดังขึ้นชั่วอึดใจม่านรถม้าก็เปิดออกอีกครั้ง โม่เหวินหานก้าวขึ้นมาแล้วปลดเสื้อขันทีที่เขาสวมอยู่ทับออกเช่นกันเผยให้เห็นอาภรณ์ชั้นในสีกรมท่าปักลายเมฆสลับด้วยดิ้นทองเล็กน้อยพอให้แสงไฟจับประกายว่าทอจากผ้าชั้นดี
เขาหันมาสบตานางโดยไม่เอ่ยคำใดทันทีหากเพียงแค่สายตานั้นก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุคิ้วของเขาขมวดแน่นในทันทีหลังสำรวจสตรีตรงหน้า “เหตุใดจึงแต่งชุดนี้?”
หลิวชิงเซียงปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วหลุบตาลงพลางเอ่ยเสียงเรียบเหมือนไม่แยแส “ชุดที่พระองค์ประทานมา..ทุกชุดล้วนสะดุดตาเกินไป” นางพูดพลางจัดปกคอเสื้อให้เข้าที่มือเรียวแนบชิดชายเสื้ออย่างสงบ “ชุดนี้..ปะปนในฝูงชนได้ง่ายกว่าหม่อมฉันไม่อยากถูกใครจับจ้องนัก”
โม่เหวินหานไม่กล่าวอะไรตอบสีหน้าที่จริงจังเมื่อครู่คล้ายจะผ่อนคลายลง แต่แววตายังจับจ้องนางนิ่งความเงียบแผ่กระจายอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” เขากล่าวพร้อมพลิกกายเปิดม่านผ้าไหมบางที่กั้นข้างรถออกแล้วยื่นมือไปเบื้องหน้านางอย่างเงียบงัน มือคู่นั้นมั่นคงเรียวยาว แม้ตอนนี้ในใจนางจะไม่เต็มใจจับแต่หลิวชิงเซียงไม่มีทางเลือกอื่นนางรู้ดีว่าขึ้นหลังเสือแล้วลงได้ยาก ครั้นจึงยื่นมือออกไปรับเบาๆ
แม้เวลาจะล่วงสู่ยามจื่อแล้วแต่เมืองหลวงกลับยังไม่หลับใหลโดยสิ้นเชิงแสงโคมนับร้อยเรียงรายสองฟากถนนสายย่อยยังคงส่องสว่างอ่อนโยนราวหมู่หิ่งห้อยหลงฤดู ก่อภาพงามในม่านค่ำที่ทาบเมืองด้วยแสงหม่นสีเทา
หลิวชิงเซียงเดินเคียงข้างโม่เหวินหานในชุดบุรุษเรียบง่ายท่วงท่าบุรุษของนางพอจะนับได้ว่าแม้จะไม่ถึงสง่าผ่าเผยแต่ไม่แข็งกระด้างเกินไประหว่างทางที่ทั้งสองเดินผ่านนางจะปรายตามองร้านรวงที่ยังคงเปิดอยู่บ้างประปรายมีทั้งโรงน้ำชาที่มีเสียงสนทนาเงียบๆและเสียงแว่วของขลุ่ยไม้ไผ่เสียงหนึ่งดังลอยตามลมประหนึ่งบรรเลงเพื่อยามราตรีโดยเฉพาะและยังร้านสุราขนาดเล็ก ชายหนุ่มสองคนกำลังร่ำสุราอย่างออกรสถัดอีกหน่อยเป็นโรงเตี๊ยมมีเสียงหัวเราะของนักเดินทางสะท้อนลอดหน้าต่างออกมาแม้ดูครึกครื้น ทว่าสำหรับหลิวชิงเซียงกลับไม่มีสิ่งใดชวนให้หยุดเท้าได้
จนกระทั่ง..เสียงเรียกแหลมเล็กแต่เจื้อยแจ้วดังแทรกความสงัดขึ้นมาจากด้านหน้า
“คุณชายทั้งสองเจ้าคะ! คืนนี้หอบุปผาของเรามีระบำต้อนรับคนงามผู้มาใหม่ระบำเฉินฮวาลั่วจู๋นะเจ้าคะ! แค่ค่ำนี้ค่ำเดียวเท่านั้น..พลาดแล้วจะเสียใจไปอีกหลายเดือน!” หลิวชิงเซียงหันไปตามเสียงเห็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างเล็กในอาภรณ์แพรไหมสีน้ำผึ้งสายรัดหยกสีมรกตผมหยักศกยกขึ้นสูงประดับปิ่นทอง ริมฝีปากทาสีเข้มเผยยิ้มกว้าง เรียกแขกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความเจนจัด
เบื้องหลังนางคือประตูโค้งสูงของหอบุปผาสีแดงเจือทองอ่อน ลวดลายหงส์รำบนแผ่นไม้แกะสลักส่องประกายล้อแสงโคมโถงหน้าหอกว้างเปิดโล่ง ข้างในประดับโคมหลากสีห้อยเรียงเหมือนสายฝนพรหมจากฟ้าตรงกลางมีเวทียกพื้นประดับผ้าโปร่งลายกลีบบุปผา
“เฉินฮวาลั่วจู๋..” นางกระซิบเสียงแผ่วขณะหันไปมองบุรุษข้างกาย “ชื่อระบำยังไพเราะขนาดนี้ข้าชักอยากรู้แล้วว่านางผู้นั้นจะงามสักแค่ไหน”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วน้อยๆมองสตรีตรงหน้าในชุดบุรุษที่เอ่ยอย่างตื่นเต้นแววตาของนางเป็นประกายเจิดจ้าราวเด็กสาวเห็นของเล่นใหม่ “จะดูหรือ?” เขาถามเสียงเรียบ
มาม่าผู้ดูแลหอเหมือนจะได้ยินทันทีรีบก้าวเข้ามายิ้มเอาใจ “แม้จะเป็นบุรุษหรือสตรีก็เข้าชมได้ทั้งนั้นเจ้าค่ะจะรีบไปพาพี่น้องมิตรสหายคนรู้จักมาร่วมชมก็ยังทันนะเจ้าคะระบำนี้มีให้ดูปีละครั้งใครๆ ก็อยากชมทั้งนั้น บุรุษทั้ง..สองสนใจหรือไม่เจ้าคะ?” นางมองหลิวชิงเซียงอย่างสงสัยใคร่รู้แต่ไม่กล่าวอะไรออกมาตรงๆ
หลิวชิงเซียงหันกลับไปมองผู้ที่มาด้วยกันดวงตาฉายแววขบขันลึกๆ ใต้ใบหน้าที่เก็บสีหน้าเก่งนักก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบ“ในเมื่อข้าแต่งกายเป็นบุรุษแล้วจะกลัวอะไร?”น้ำเสียงนางแฝงการท้าทายแผ่วเบา “หรือท่าน..จะตามใจข้าไม่ได้?”
เพียงประโยคเดียวโม่เหวินหานก็ชะงักอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของเขาขยับเล็กน้อยอย่างยากจะอ่านก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ย่อมได้..หากเจ้าอยากดู เราก็ไปดูกัน”
นางกลั้นยิ้มจนแทบไม่อยู่เมื่อยามนี้เขายอมทำตามสิ่งที่ตนเอ่ย แม้ไม่บ่อยนักแต่ก็รู้สึกเหมือนตนชนะเขาได้ครั้งหนึ่งในกระดานหมากเงียบของทั้งสอง
โม่เหวินหานควักเหรียญเงินส่งให้มาม่าอีกไม่กี่ตำลึงหญิงผู้ดูแลหอหัวเราะร่วนแล้วกวักมือเรียกสาวใช้ให้พาแขกเข้าไปด้านในโดยด่วน
ขณะที่เดินเข้าไปในโถงหน้าหลิวชิงเซียงรู้สึกเหมือนตนก้าวข้ามเส้นแบ่งบางระหว่างโลกยามค่ำคืนกับโลกที่ห่อหุ้มด้วยกลิ่นหอมของหญิงงามความวิจิตรวิบวับของผ้าม่านแพรระบายแสงโคมคล้ายหมอกบาง ม่านโปร่งสีชมพูพลิ้วไหวตามลมพัดเบาะนั่งเรียงรายพื้นประดับหมอนกลมหลากสี เงาของคนหลายสิบก็ดูเลือนรางใต้แสงไฟ
นางนั่งลงตรงมุมใกล้เวทีในตำแหน่งไม่เด่นแต่เห็นชัดข้างกายคือโม่เหวินหานที่นั่งตัวตรงเงียบขรึมไม่กล่าวอันใดสายตาของเขากลับจับจ้องผู้คนรอบด้านดุจเหยี่ยว
หลิวชิงเซียงไม่ใส่ใจนักกลับเอนตัวเล็กน้อยพิงหมอนด้านหลังอย่างผ่อนคลายมือเรียววางบนเข่าตนเองอย่างสง่างามแม้ในชุดบุรุษ ดวงตาเปล่งประกายอย่างซุกซน “ข้าอยากรู้แล้วจริง ๆว่าระบำเฉินฮวาลั่วจู๋ จะงามขนาดไหน..”