บทที่ 19 ฝึกฝนในหุบเขา
“หรือว่าจะเป็นังเด็กสารเลวนั่น?”
หลิวซีเหวินใเล็กน้อย แต่พอคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่าไม่น่าเป็ไปได้
“ไม่น่าจะใช่หรอก อีกฝ่ายอายุแค่แปดเก้าขวบ คงไม่มีความสามารถถึงขนาดนี้กระมัง?”
หลิวฉีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นังเด็กคนนั้นมันแปลกประหลาดมาก อาจจะมีของแปลกๆ ติดตัวมาก็ได้ ที่ใบหน้าของคุณหนูสามเสียโฉมก็เพราะถูดกลูกบอลสีดำเล็กๆ นั่นะเิใส่มิใช่หรือขอรับ”
หลิวซีเหวินฟันอสูรตัวเล็กที่พุ่งเข้ามาจนขาดสองท่อน เหมือนยังไม่หายแค้น เขาฟันไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง กัดฟันกรอดๆ ด้วยความเกลียดชัง
“อย่าให้ข้าจับเ้าได้เชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะถลกหนังเ้าให้ดู!”
หลิวเว่ยเห็นว่าจัดการอสูรได้เกือบหมดแล้วจึงถามอย่างระมัดระวัง
“คุณชายใหญ่ ต่อไปจะทำอย่างไรดีขอรับ? จะกลับจวนหรือจะตามต่อไป?”
หลิวซีเหวินมองดูาแของตัวเอง พูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“กลับไปก่อนดีกว่า ท่านแม่คงเป็ห่วงมากแล้ว ปล่อยให้นังเด็กสารเลวนั่นมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักสองสามวันเถอะ ต่อให้นางหนีไปจนสุดขอบฟ้า ข้าก็จะตามไปจับนางลากตัวมาแก้แค้นให้ได้!”
หลิวเว่ยรีบเปิดทาง หลิวฉีประคองหลิวซีเหวินตามไปออกไปอย่างรวดเร็ว
ฮั่นตั้นมองดูร่างทั้งสามที่ค่อยๆ หายไปด้วยความสะใจ
“พี่หญิง คราวนี้เ้าก่อเื่ใหญ่แล้ว ชีวิตต่อไปนี้คงจะไม่สงบสุขอีกต่อไปแล้ว คนสกุลหลิวต้องตามล่าเ้าอย่างหนักแน่ๆ เ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมเข้าไว้ล่ะ”
จื่อเชียนเกอขยับปากเล็กน้อย เธอขยับตัว กอดลำต้นไม้อันใหญ่แล้วไถลลงมา ส่งเสียงผ่านกระแสจิตไปหาฮั่นตั้น
“เ้าไม่ต้องกลัว ไม่ว่าใครจะมาข้าย่อมรับมือได้ สองวันนี้คงจะสงบสุขไปสักพัก เราไปที่หุบเขาที่เ้าว่าก่อนเถอะ สู้มาเหนื่อยๆ ตอนนี้ข้าหิวจะแย่แล้ว
ข้าไปหาอะไรกินรองท้องก่อน พวกเขาดันมาขัดจังหวะมื้อเที่ยงของข้าเสียได้ น่าโมโหจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ทุกข์ร้อนของจื่อเชียนเกอ ฮั่นตั้นก็ได้แต่พูดไม่ออก ในใจเ้านายของมัน เื่กินเื่ใหญ่เสมอ
ภายใต้การนำทางของฮั่นตั้น จื่อเชียนเกอก็พบหุบเขาที่ซ่อนตัวอยู่ เมื่อมองไปรอบๆ ข้างนอก เธอก็ยิ้มออกมา
“ว้าว ที่นี่ไม่เลวเลยจริงๆ ซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด ต่อไปนี้ที่นี่จะเป็ที่พักผ่อนของข้า”
พูดจบเธอก็หยิบไม้เท้าเหล็กเส้นยาวออกมาจากกำไลวิเศษ กวาดเถาวัลย์ที่ปกคลุมอยู่ที่ทางเข้าหุบเขาออก แล้วจัดการทางเดินให้เดินได้สะดวก
เมื่อเห็นทิวทัศน์ในหุบเขา ฮั่นตั้นก็พูดอย่างซุกซน “ทิวทัศน์ที่นี่ไม่เลวเลยจริงๆ แถมยังมีน้ำตกเล็กๆ ด้วย พี่หญิง ต่อไปนี้เ้าสามารถมาอาบน้ำที่นี่ได้แล้ว”
จื่อเชียนเกอรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“ฮั่นตั้น เ้าอย่ามาล้อข้าเช่นนี้นะ ตอนนี้เราออกมาท่องยุทธภพ สองวันอาบน้ำทีก็เป็เื่ปกติ จริงๆ แล้วข้าก็รักสะอาด ชอบความสะอาดสะอ้าน เพียงแต่เวลาอยู่ข้างนอกคนเดียวก็เลยไม่ค่อยได้สนใจ”
ฮั่นตั้นยิ้ม “หุบเขานี้เล็กมาก ไม่มีอสูรอาศัยอยู่ เ้าสามารถพักผ่อนได้ตามสบายเลยนะ”
จื่อเชียนเกอสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ก็พบสถานที่ค่อนข้างราบเรียบ หลังจากกางกระโจมเสร็จ เธอก็นำหม้อออกมาทำอาหาร
ด้วยความหิวสุดๆ เธอจึงกินไก่หลิวหลีหนักสองสามจินไปมากกว่าครึ่ง หลังจากกินอิ่มเธอก็ไปล้างตัวที่น้ำตกเล็กๆ อย่างลวกๆ แล้วเข้าไปพักผ่อนในกระโจม
หลังจากฝึกฝนอย่างจริงจังในหุบเขาเป็เวลาสองวัน จื่อเชียนเกอก็ยืดเส้นยืดสายแล้วเสนอว่า
“ฮั่นตั้น เราออกไปหาเสบียงกันเถอะ ข้าว่าจะอยู่ที่นี่หนึ่งหรือสองเดือน กลางวันฝึกวิชาต่อสู้ กลางคืนฝึกพลังปราณ”
ฮั่นตั้นเห็นว่าการจัดการแบบนี้ดีมาก จึงเห็นด้วย “ดีมากเลย เ้าเพิ่งสร้างความแค้นกับคนสกุลหลิว อยู่เงียบๆ ไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้พวกมันอาจจะกำลังรอเ้าอยู่ข้างนอกก็ได้”
จื่อเชียนเกอเดินเตาะแตะไปที่ทางออกแล้วขมวดคิ้ว “เดี๋ยวต้องไปสืบเื่คนสกุลหลิวเสียหน่อย แล้วค่อยไปเอาคืนทีหลัง”
เธอไม่ได้ไปไกลนัก แค่ไปล่าไก่หลิวหลีในป่าใกล้ๆ เก็บเห็ดสด หน่อไม้ และผักป่า เมื่อดูของที่เก็บไว้ในกำไลวิเศษแล้ว คิดว่าคงกินได้เจ็ดแปดวัน พอดีกำลังจะกลับ ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกล
“พี่เฉียง นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย? เพิ่งได้รับทรัพยากรฝึกฝนของเดือนนี้ กำลังจะไปเพิ่มพลัง ก็โดนส่งมาที่นี่เพื่อตามหาคนเสียได้” ชายหนุ่มร่างผอมบ่นอย่างไม่พอใจ
ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ จิบเหล้าอย่างหงุดหงิด “เลิกบ่นได้แล้ว นี่เป็คำสั่งของผู้นำตระกูลตระกูล ทำงานของเ้าไปเถอะ”
ชายหนุ่มพูดอย่างหัวเสีย “เทือกเขาฉีอวิ๋นกว้างใหญ่ถึงเะียงนี้ จะไปหาเด็กตัวเล็กๆ เจอง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน?
แปลกจริงๆ คุณชายใหญ่ กับคุณหนูทั้งสอง พร้อมด้วยผู้ติดตามถึงสี่คนยังเอาเด็กคนเดียวไม่ลง ที่ตายก็ตาย ที่เจ็บก็เจ็บ พี่เฉียง พี่ไม่ได้ยินที่คนข้างนอกพูดถึงสกุลหลิวของเราหรือ? ข้าล่ะอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว”
หลิวเฉียงก็ได้ยินข่าวลือมาบ้าง ตอนที่ออกมาก็รู้สึกเหลือเชื่อเหมือนกัน
“ช่างน่าอับอายจริงๆ เื่นี้กลายเป็ข่าวใหญ่แพร่สะพัดไปทั่ว
ตระกูล ฝ่ายรองผู้นำตระกูลโวยวายหนักสุด เรียกร้องให้ลงโทษคุณหนูรองอย่างหนัก
ผู้นำตระกูลเองก็ถูกกดดันอย่างหนัก สุดท้ายก็เลยได้แต่ขังคุณหนูรองไว้ในห้องสามเดือน ยึดทรัพยากรฝึกฝนหนึ่งปี ส่วนคุณชายใหญ่ก็ถูกตำหนิไปชุดใหญ่”
ชายหนุ่มพูดอย่างดูถูก “ลงโทษแค่นี้จะนับว่าเป็การลงโทษอะไรกัน? ไม่เห็นจะะเืเลยสักนิด คุณหนูรองสมควรได้รับบทเรียนแล้วจริงๆ ปกติไม่เคยเห็นพวกเราเหล่าศิษย์สายนอกอยู่ในสายตา
ชีวิตของคนรับใช้ในสายตานางก็เหมือนเศษหญ้า ไม่พอใจอะไรก็โวยวายแล้วลงไม้ลงมือ
ทุกปีต้องมีคนตายหรือพิการอยู่บ้างสองสามคน คุณหนูสามยังนิสัยดีกว่านางเยอะ ครั้งนี้ที่นางาเ็สาหัสขนาดนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
พี่เฉียงจิบเหล้าอีกครั้ง “หลานชายของท่านผู้าุโสามบอกว่า ใบหน้าด้านขวาของคุณหนูสามถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง เสียโฉมไปแล้ว
ฮูหยินของผู้นำตระกูลขอให้ตระกูลส่งคนไปหานักหลอมโอสถขั้นสูงเพื่อขอยาฟื้นฟูใบหน้า แต่ฝ่ายของรองผู้นำตระกูลไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด เพราะท่านหมอฉินบอกว่ายานั้นมีโอกาสรักษาหายแค่สี่ส่วน”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “สี่ส่วน? ก็หมายความว่าการที่จะรักษาให้กลับมาหายดีดังเดิมนั้นไม่ใช่เื่ง่ายใช่หรือไม่ พูดให้ถูกคือไม่มีวันหายสินะ?
การจะได้ยานั้นมาสกุลหลิวต้องจ่ายทรัพยากรไม่น้อย รองผู้นำตระกูลไม่มีทางเห็นด้วยแน่ ตอนแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูล เขาแพ้ก็เลยไม่พอใจ พยายามขัดขวางผู้นำตระกูลมาโดยตลอด ถ้าเขาเห็นด้วยสิแปลก”
พี่เฉียงเห็นด้วย “ใช่ เื่นี้วุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว”
ชายหนุ่มพูดอย่างไม่พอใจ “วันนี้สกุลหลิวส่งศิษย์สายนอกและองครักษ์มากมายมาตามหาคน เื่ใหญ่เช่นนี้ อยากจะปิดก็ปิดไม่มิด
สกุลอื่นๆ คงกำลังรอหัวเราะเยาะเราอยู่แน่ๆ เดือนที่แล้วคุณชายใหญ่มีเื่กับคุณชายน้อยสกุลเว่ย เื่ก็ยังไม่จบ ตอนนี้ดันมาเกิดเื่เช่นนี้อีก คนสกุลเว่ยคงจะหัวเราะเยาะอีกแน่ๆ”
พี่เฉียงขมวดคิ้ว “จะทำเช่นไรได้เล่า? พวกเราก็เป็แค่ศิษย์สายนอก เลิกบ่นได้แล้ว รีบไปหาคนกันเถอะ ถ้าหาไม่เจอ เดี๋ยวเราก็ถูกตำหนิอีก”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างหงุดหงิด “น่ารำคาญชะมัด!”