บทที่ 33 ซ่อนไม่ได้
ชายหนุ่มพอได้ยินประโยคนั้นก็ตกตะลึง ถามออกมาทันที “ป่วยเป็นอะไร?”
ปู่ของลู่ฮ่าวไอบ่อยมาก เป็นเพราะสูบบารากู่มานานหลายปีเลยทำให้เจ็บคอบ่อย ๆ
เขาเคยพาไปพบแพทย์ แต่ก็ไม่พบปัญหาอะไรนอกจากเรื่องสูบบารากู่มากเกินไป
ลู่ฮ่าวเองก็พยายามโน้มน้าวให้เลิกสูบมาตลอด แต่ปู่เขาไม่เคยฟัง
เขาจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไร
พอได้ยินเจียงหนานบอกว่าคุณปู่กำลังป่วยอยู่ เขาก็รู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
เจียงหนานมองเขาพูดด้วยท่าทางจริงจัง “บอกตามตรง คุณปู่มีภาวะถุงลมโป่งพองในปอด อาการไม่ค่อยดีนัก แม้ว่าคุณจะเป็นศัลยแพทย์กระดูก เข้าใจโรคพวกนี้ในระดับหนึ่งก็เถอะ แต่ถ้ายังไม่รีบรักษาแล้วปล่อยให้อาการเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ต้องคิดถึงผลที่จะตามมาหรอก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงหนาน ลู่ฮ่าวก็พูดตะกุกตะกัก “เธอพูดอะไร ถุงลมโป่งพอง?”
“คุณอาศัยอยู่กับคุณปู่นานแค่ไหนแล้ว?” เจียงหนานเหลือบมองสีหน้าตกใจปนงุนงของเขา
ลู่ฮ่าวตอบว่า “สองปี”
หลังจากที่เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ปู่ของเขาก็กลับไปอยู่บ้านเกิด
แผนกศัลยกรรมยุ่งมาก เขาอาศัยอยู่ในหอพักของโรงพยาบาล ศึกษาเรียนรู้โรคกับคณะอาจารย์หมอ จนกระทั่งกลายเป็นผู้ช่วยหมอในห้องผ่าตัด ทุกวันยุ่งจนแทบไม่มีเวลา
หากแขนไม่บาดเจ็บ เขาคงไม่มีเวลากลับมา
เจียงหนานหัวเราะเยาะ
“งั้นก็ไม่แปลกใจเลย เขาบอกว่าเป็นแค่อาการไอ คุณก็เชื่อ คุณยังใส่ใจเขาอยู่ไหม”
“รู้ได้อย่างไรว่าปู่เป็นโรคนี้” ลู่ฮ่าวถามอย่างสงสัย
“ฉันตรวจชีพจรให้คุณปู่ ท่านเลยยอมรับ เขาถึงจัดงานแต่งงานคลุมถุงชนไง เขากลัวร่างกายตนเองจะไม่แข็งแรง กลัวว่าจะตายก่อนคุณมีคู่ครอง”
ได้ยินแล้วลู่ฮ่าวก็ตกตะลึง พูดอะไรไม่ออกอีก
“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่ ฉันก็คงไม่ยอมถูกคุณปฏิบัติอย่างเย็นชาแบบนี้หรอก ฉันจะจากไปแบบนี้ได้อย่างไร”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเจียงหนาน กล่าวขึ้นว่า “ขอบคุณที่บอก ขอบคุณที่ห่วงใยคุณปู่”
เจียงหนานมองดูเขาที่ยืนอยู่ข้างถนน ดวงตาเต็มไปด้วยความหม่นหมองราวกับปวดใจนักหนา
เธอรู้ดีว่าในใจของลู่ฮ่าว คุณปู่คือคนเดียวที่เขาเป็นกังวล เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
เพิ่งรู้ว่าปู่ของตนเองป่วยหนักแบบนี้ เป็นธรรมดาที่จะทุกข์ใจ
ตอนนั้นเอง แสงอาทิตย์ก็สาดส่อง ขบวนรถยังมาไม่ถึงสถานี เจียงหนานบังเอิญเห็นคุณลุงเข็นจักรยานมาตามถนน ปากเขาตะโกนว่า “ไอศกรีมไป๋ถาง มาแล้วจ้า...”
เจียงหนานเลียริมฝีปากล่างของเธอ รู้สึกว่าริมฝีปากแห้ง
อยากกินไอศกรีมจังเลยแฮะ
เธอพูดกับลู่ฮ่าวที่กำลังเหม่อลอยว่า “คุณรออยู่ตรงนี้นะ ขอไปซื้อไอศกรีมฝั่งนู้นก่อน”
หลังจากพูดจบเจียงหนานก็วิ่งไปทันที
ลู่ฮ่าวจ้องมองแผ่นหลังของยัยหมูน้อยอย่างเหม่อลอย ในใจของเขาภาวนาให้การวินิจฉัยของยัยหมูน้อยครั้งนี้ผิดพลาด แต่เมื่อนึกถึงประสบการณ์ทำงานในโรงงานขยะของคุณปู่หลายปีที่ผ่านมา เขาก็ยิ่งทุกข์ใจมากกว่าเดิม
“คุณลุง ไอศกรีมราคาเท่าไรคะ?”เจียงหนานถาม
ลุงตอบว่า “หนึ่งแท่งต่อหนึ่งเหมา ไอศกรีมมีน้ำตาลไป๋ถางมาก”
“ขอสองแท่งค่ะ” เจียงหนานหยิบธนบัตรสีเขียวสองเหมาจากกระเป๋า
คุณลุงเปิดกล่อง หยิบไอศกรีมขึ้นมา เจียงหนานเลยขอว่า “คุณลุง หนูเอาสีชมพูกับสีขาวนะคะ”
“ได้เลย สีชมพูกับสีขาวนะ” คุณลุงรีบหยิบไอศกรีมสองแท่งออกจากกล่องแล้วส่งให้เจียงหนาน จากนั้นก็ปิดฝาอย่างรวดเร็ว
หลังจากจ่ายเงินแล้ว เธอก็วิ่งกลับไปที่ลู่ฮ่าวพร้อมกับไอศกรีมสองแท่ง
เธอใช้แขนข้างหนึ่งหนีบห่อสมุนไพรเพราะในมือถือไอศกรีมสองแท่ง “คุณเอาอันไหน?”
ลู่ฮ่าวส่ายหัว “ฉันไม่กิน”
“กินอะไรเย็น ๆ บ้างสิ ฉันเห็นคุณเดินมาตั้งไกล เหงื่อออกไม่ดีต่อแผลนะ”
เจียงหนานไม่เตือนเขายังดีกว่า ทันทีได้รับคำเตือน ลู่ฮ่าวก็รู้สึกว่าบาดแผลบนใบหน้าร้อนวูบวาบ
อากาศร้อนระอุ บาดแผลก็ยังไม่หายดี
ความเจ็บปวดสามารถทนได้ เขาเพียงแต่กลัวติดเชื้อเท่านั้น
“เร็วเข้า รีบหยิบสิ”
เพราะการยืนกรานของเจียงหนาน ลู่ฮาวจึงหยิบไอศกรีมสีขาวจากมือของเธอไป “ขอบคุณ”
กินไอศกรีมกันอยู่ครู่หนึ่ง พนักงานบนขบวนรถก็เริ่มตะโกน “รถกำลังจะออกแล้ว ใครยังไม่ขึ้นมารีบหน่อยครับ”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของพนักงาน ทั้งสองคนก็รีบขึ้นรถทันที
วันนี้มีตลาดนัดในอำเภอเมือง ชาวบ้านมากมายจากชนบทจึงพากันแห่กันเข้ามา
ชาวบ้านแต่งกายเรียบง่าย ในมือคล้องกระเป๋าใบเล็กใบใหญ่ ทุกคนต่างเบียดเสียดกันอยู่ในรถ บ้างเป็นกระเป๋า บ้างเป็นถุงกระสอบหลากหลายชนิด บนทางเดินแทบจะไม่มีที่ โชคดีที่เจียงหนานทำอะไรพวกนี้ไว เธอได้ที่นั่งในที่สุด
เธอโบกมือให้ลู่ฮ่าว “มานี่เร็ว”
“ไม่ เธอนั่งเถอะ” ร่างสูงของลู่ฮ่าวยืนอยู่ตรงทางเดิน เขากำลังจับราวด้านบนด้วยมือข้างหนึ่ง
“คุณบาดเจ็บนะ นั่งลงเถอะ” เจียงหนานพูดอย่างจริงจัง
“อย่างไรเสียฉันก็กำลังลดน้ำหนัก ฉันต้องเผาผลาญไขมันต้นขา นั่งแล้วเผาผลาญไม่ได้”
ครั้นได้ยินสิ่งที่เธอพูด ลู่ฮ่าวก็นึกถึงสองขาล่ำขาวที่เห็นในวันนั้น
สีหน้าของเขาดูแปลกไป ใบหูเขาย้อมด้วยสีแดงเข้ม
ไม่ต้องสุภาพบุรุษให้มากความ เขายอมนั่งลงตรงที่ที่เจียงหนานให้นั่ง
เจียงหนานใช้ลู่ฮ่าวให้คุ้ม เธอยัดห่อสมุนไพรไว้ในอ้อมแขนของชายหนุ่มแล้วผละมายืนกินไอศกรีม
เธอใช้มือหนึ่งจับเบาะนั่งรั้งตัวเองไว้ ส่วนตนเองยืนอยู่ข้างเขาอย่างสบายใจเฉิบ
ลู่ฮ่าวกัดไอศกรีมสองคำ ยอมถือห่อยาให้ เขาอยากเมินร่างอ้วนที่อยู่ข้าง ๆ แต่…
พอรถออกจากอำเภอเมือง พื้นถนนก็เป็นลูกรังค่อนข้างขรุขระ
หญิงสาวทรงตัวไม่มั่นคง ร่างกายขยับไปมาตามจังหวะรถขยับ ผมของเธอไม่ได้ถูกมัด ถ้าเธอก้มหน้า ปอยผมก็จะปัดผ่านหน้าผากของเขา…
รถโยกครั้งนี้ เธอเกือบจะล้มทับตัวเขา
เพราะอากาศร้อนอบอ้าว เจียงหนานจึงสวมเสื้อผ้าบาง ๆ ก้อนเนื้อตรงหน้าอกสองข้างทำเอาลู่ฮ่าวไม่สบายใจ
เขาหลับตาลง แต่กลิ่นตัวจากร่างของหญิงสาวก็ติดอยู่ในลมหายใจอยู่ดี
ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วพูดว่า “เธอนั่งลงเถอะ”
เจียงหนานกัดไอศกรีมเข้าปาก กล่าวกับเขายังอารมณ์ดี “ไม่ต้องหรอก ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจะลดน้ำหนัก”
“งั้นฉันให้คนอื่นนั่งนะ?”
พอเขาพูดจบ เจียงหนานก็นั่งลงทันที เธอหยิบห่อยาสมุนไพรจากมือของเขาแล้วครุ่นคิด “งั้นคุณจับที่นั่งนี้ไว้ ห้ามล้มล่ะ ถ้าบาดเจ็บอีกครั้งจบเลยนะ”
รถรับส่งจอดรับผู้คนตลอดทาง คนบนรถต่างโยกตัวขึ้น ๆ ลง ๆ
ยี่สิบนาทีผ่านไป ในที่สุดเจียงหนานและลู่ฮ่าวก็มาถึงทางแยกใกล้สุดที่เป็นทางเข้าหมู่บ้านจินสุ่ย
ลู่ฮ่าวร้องบอกคนขับด้านหน้า “คนขับจอดหน่อยครับ”
รถเบรคสองครั้งก่อนจะหยุดลง เจียงหนานลงจากรถตามแผ่นหลังลู่ฮ่าวไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองข้ามถนนเส้นเล็ก ตรงเข้าหมู่บ้านจินสุ่ย
ทันทีที่เข้ามาในลานบ้าน ลู่ฮ่าวก็ได้ยินเสียงไอของปู่ตนเอง
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึม ในใจของลู่ฮ่าวรู้สึกอัดอึ้งเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าเจียงหนานไม่บอกเขาในวันนี้ เขาคงไม่เคยรู้ว่าปู่ของตนป่วยหนักขนาดนี้ ทุกครั้งที่โน้มน้าวพาคุณปู่ไปโรงพยาบาล ปู่ของเขามักจะหาข้ออ้างหลบเลี่ยง และยิ่งเขางานยุ่ง เขาก็ละเลยคุณปู่คนนี้ไปโดยปริยาย
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ในใจของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ตั้งแต่เริ่มทำงาน เขาก็ให้ความสนใจคุณปู่น้อยลง
“คุณปู่ พวกเรากลับมาแล้วค่ะ”
ได้ยินเสียงของเจียงหนานแล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา ยกชาที่วางไว้บนหัวเตียงมาจิบ เสร็จแล้วก็ใช้มือลูบแผ่นอกให้เรียบ ต่อหน้าทั้งสองคน ชายชราพยายามปกปิดความเจ็บป่วย ไม่กล้าไอออกมาเลยสักคำ