บทที่ 45 เงินค่าบำรุงร่างกายก้อนใหญ่
หมู่บ้านถวนเจี๋ยต่างรู้สึกตกใจกันไปทั้งหมู่บ้าน เด็กหนุ่มตระกูลเยี่ย เยี่ยเสิ่นเหยียนกลับมาแล้ว ถูกหามกลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว
คนที่ก่อนหน้านี้รู้สึกอิจฉาที่เสิ่นทิงหงกับเยี่ยเสิ่นเหยียนได้หมั้นหมายกันต่างเปลี่ยนใจทันที ใครจะไปรู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะได้รับบาดเจ็บถึงพิการหรือเปล่า ถ้าพิการขึ้นมา ครึ่งชีวิตที่เหลือของเสิ่นทิงหงก็คงน่าเวทนานัก
ที่เสิ่นปี้เหลียนผลักเจ้าของร่างเดิมล้มลงก็เพราะเรื่องนี้ ตอนนี้กลับยืนมองเป็นเรื่องตลกอยู่ท่ามกลางฝูงคน
เยี่ยเสิ่นเหยียนยังมีสติอยู่ แต่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลที่ดูน่าตกใจ
เรื่องนี้ทำให้กลุ่มของเสิ่นต้าเฉียงเป็นกังวลมาก
ดูแล้วอาการของเด็กหนุ่มไม่น่าจะถึงชีวิต แต่หากต้องพิการขึ้นมา จะให้เด็กสาวเพียงคนเดียวในบ้านของพวกเขาทำยังไง แต่ว่าทั้งคู่ได้หมั้นหมายกันแล้ว พวกเขาต่างรู้ดีว่าไม่สามารถยกเลิกได้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นการแต่งงานในนามกองทัพด้วย
เฮ้อ!
เยี่ยเสิ่นเหยียนก็ไม่มีญาติมิตรที่ไหน เรื่องนี้จึงทำให้ทั้งหัวหน้าและหัวหน้าหมู่บ้านเป็นกังวล
ในที่สุดหลิวเยว่ก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปหาเสิ่นเว่ยจวิน “หัวหน้าหมู่บ้านคะ เยี่ยเสิ่นเหยียนก็เป็นลูกเขยที่ยังไม่ได้ตบแต่งของครอบครัวเรา พาเขาไปส่งที่บ้านพวกเราเถอะค่ะ จะได้ดูแลกันได้ง่ายหน่อย”
หัวหน้าหลายคนรวมถึงเพื่อนร่วมรบของเยี่ยเสิ่นเหยียนมองไปที่หลิวเยว่ด้วยสายตาที่ตื้นตัน พวกเขาต่างมองข้ามประโยคที่ว่า ‘ลูกเขยที่ยังไม่ตบแต่ง’ ไป
เสิ่นทิงหงยกมือก่ายหน้าผาก โอ้วแม่เจ้า คุณกล้าพูดได้ทุกเรื่องจริง ๆ
“สหายท่านนี้ คุณเป็นครอบครัวที่ดีจริง ๆ แต่พวกคุณวางใจได้ครับ ครั้งนี้เยี่ยเสิ่นเหยียนบาดเจ็บเพื่อชาติ เพื่อประชาชน องค์กรของเราจะไม่ปล่อยให้พวกคุณต้องลำบากแน่”
หนึ่งในหัวหน้ายกนิ้วโป้งส่งมาทางหลิวเยว่
“เช่นนั้น ท่านหัวหน้าคะ รบกวนบอกพวกเรามาตามจริงเถอะค่ะ อาการของเสี่ยวเยี่ยจริง ๆ แล้วเป็นยังไงกันแน่” หลิวเยว่ขมวดคิ้วถามออกไป
ความจริงแล้วเธออยากจะถามว่ายังมีความสามารถในด้านนั้นอยู่รึเปล่า แต่คำพูดนี้ไม่สามารถถามออกไปได้ แต่ยังไงเธอก็ต้องรู้สถานการณ์ตอนนี้ให้ได้ เพราะถ้าแม้แต่ความสามารถในการสืบทอดทายาทก็ทำไม่ได้แล้ว เช่นนั้นต่อให้เธอสู้ตาย เธอก็จะไม่ยอมให้ลูกสาวต้องกระโดดเข้ากองเพลิงนี้ไปเช่นนี้
ถ้าเป็นการพิการในส่วนอื่น ๆ เธอได้คิดเผื่อไว้แล้วตอนที่เธอตัดสินใจเลือกเยี่ยเสิ่นเหยียนมาเป็นลูกเขยตัวเอง
“สหายสตรีท่านนี้วางใจเถอะ ที่พวกเราพาสหายเยี่ยเสิ่นเหยียนส่งกลับมาในตอนนี้ ก็เพราะว่าเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว และจะไม่พิการด้วย เพียงแต่ต้องพักรักษาตัวไปอีกสักระยะ แต่เขาต้องใช้เวลาพักรักษาตัวนานเท่าไหร่นั้นพวกเราก็ไม่แน่ชัด คุณหมอบอกไว้แล้วว่า ร่างกายสหายเยี่ยเสิ่นเหยียนไม่มีปัญหาหนัก ไม่ถึงขั้นพิการ ให้รอดูการฟื้นตัวของเขาก่อน ส่วนจะสามารถกลับไปเฉิดฉายที่กองทัพต่อได้หรือไม่นั้นก็ต้องดูอาการกันต่อไป”
หัวหน้าพูดออกมามากมายในคราวเดียวด้วยท่าทีที่จริงใจอย่างมาก
หลิวเยว่กับคนอื่น ๆ จึงเชื่อในที่สุดว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะไม่พิการ
ประกายตาของเสิ่นปี้เหลียนในฝูงชนมอดลงด้วยความผิดหวังเล็กน้อย เดิมทียังอยากเห็นเรื่องน่าขันของเสิ่นทิงหง แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนดันไม่ถึงกับพิการ
แต่ถ้าเขาไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานที่กองทัพได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ประโยชน์ ทันใดนั้นเสิ่นปี้เหลียนก็รู้สึกใจสงบลงไม่น้อย
ถ้าจะให้บอกว่าเธอชอบเยี่ยเสิ่นเหยียนอย่างมากนั้นก็ไม่ใช่ แต่เพราะเยี่ยเสิ่นเหยียนได้เป็นหัวหน้าในกรมทหารตั้งแต่อายุยังน้อย แถมยังเป็นชายหนุ่มที่ดูดีที่สุดในหมู่บ้านถวนเจี๋ย แล้วจะไม่ให้อิจฉาได้ยังไงล่ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอคิดว่าเสิ่นทิงหงแต่งงานไปก็จะได้เป็นภรรยาของนายทหาร เสิ่นปี้เหลียนรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่เรื่องเป็นแบบนี้ก็ไม่เลว ดีที่สุดคือให้เยี่ยเสิ่นเหยียนพิการไปเลยนั่นแหละดีแล้ว
เสิ่นชิงชิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตัวหล่อนนัก จึงเห็นท่าทางที่เสิ่นปี้เหลียนแสดงออกอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากตอนนี้มีหัวหน้าหลายคนอยู่ด้วย จึงไม่พูดอะไรออกไป
เชอะ นังคนโง่เบาปัญญา รอฉันไปคิดบัญชีกับแกละกัน
เสิ่นชิงชิงรู้สึกเป็นห่วงเสิ่นทิงหงแทบแย่ ครั้งก่อนที่ได้เจอเยี่ยเสิ่นเหยียน ยังไปแสดงบรรยายอะไรที่โรงเรียนอยู่เลย เพิ่งไม่เจอกันได้ไม่นาน ทำไมถึงอับโชคได้ขนาดนี้นะ
เสิ่นทิงหงมองไปทางเยี่ยเสิ่นเหยียน ผู้ชายคนนี้ยังดูมีสติดีอยู่นี่หน่า
เยี่ยเสิ่นเหยียนเองก็มองมาทางเธอ ไม่รู้เหมือนกันว่าในใจกำลังคิดอะไร
“สหายเยี่ยเสิ่นเหยียน ครอบครัวของสหายหลิวเยว่ต้องการรับคุณไปที่บ้านของพวกเขา คุณมีความเห็นอะไรไหม” หัวหน้าพูดจบก็หันไปถามความเห็นเยี่ยเสิ่นเหยียน
“ไม่มี!”
เดิมทีเยี่ยเสิ่นเหยียนคิดไว้แล้วว่าจะใช้เงินตัวเองจ้างใครสักคนให้มาช่วยดูแลที่บ้าน นี่เป็นกรณีพิเศษที่ไม่น่ามีใครมาวิจารณ์อะไรได้
ต่อให้เขาไม่หามาเอง ทางกองทัพก็จะช่วยหาวิธีให้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กังวลใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่หลังจากได้สบตากับเสิ่นทิงหง เทพมารในใจเขาก็บอกว่าได้ไปอยู่ที่บ้านเธอก็ไม่เลวเลย ยังไงพวกเขาก็จะเป็นสามีภรรยากันในอนาคตอยู่แล้ว ถ้าเขาไปพักรักษาตัวด้วยก็ไม่กลัวว่าจะมีใครว่าอะไร
ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจเรื่องนี้ออกไปต่อหน้าฝูงชนที่รายล้อมอยู่
หัวหน้าเรียกคนให้มาช่วยกันหามเยี่ยเสิ่นเหยียนไปที่บ้านเสิ่นทิงหง ตลอดระยะเวลานี้เสิ่นทิงหงไม่มีโอกาสได้พูดอะไรออกมาเลย
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตั่งแต่ตอนที่แม่ของเธอก้าวออกไป เรื่องนี้ก็ไม่มีทางเลือกสำหรับเธอแล้ว
ต่อให้เธอกระโดดออกไปปฏิเสธในตอนนี้ นั่นก็เท่ากับเป็นการประกาศให้ผู้นำรู้ว่า ‘ทัศนคติของฉันมีปัญหา รีบมาจับฉันไปเร็วเข้า!’
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยเสิ่นเหยียนจึงได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของครอบครัวเสิ่น เพื่อเป็นการขอบคุณที่ครอบครัวเสิ่นยินดีดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียน หัวหน้าจึงมอบเงิน 200 หยวนให้ต่อหน้าทุกคน ถือเป็นเงินค่าบำรุงร่างกายของเยี่ยเสิ่นเหยียน และถือเป็นคำขอบคุณต่อครอบครัวเสิ่น
หลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงต่างรีบปฏิเสธพัลวัน บอกว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนคือว่าที่ลูกเขยของครอบครัวเขา ให้พวกเขาดูแลก็สมควรแล้ว
แต่ความตั้งใจของท่านหัวหน้าก็หนักแน่นมาก สุดท้ายก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
แน่นอนว่าหลิวเยว่ได้หวังจุดนี้เอาไว้ก่อนแล้ว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอยอม ถ้ามีเงินก็ไม่รังเกียจคนโง่หรอกนะ
เรื่องนี้ทำให้กลุ่มคนที่มามุงดูความครึกครื้นต่างอิจฉาตาร้อนจนเกือบไปแย่งเงินมาด้วยซ้ำ นี่มันเงิน 200 หยวนเชียวนะ
เดิมทีคิดว่าพวกเขาแย่แน่แล้ว ตอนนี้กลับอดหวังไม่ได้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนเป็นคนของพวกเขา
วันนั้นพวกเขาได้นำหมูป่าที่หมักเกลือไว้ออกมาตุ๋น จากนั้นก็ให้เสิ่นทิงอู่ยกเข้าไปให้เขาในห้อง
ที่บ้านเสิ่นยังมีห้องว่างอยู่ ดังนั้นเพื่อให้เขาได้พักรักษาตัวอย่างสงบ หลิวเยว่จึงเลือกห้องที่มีแสงสว่างเข้าถึงมากที่สุดจากสองห้องที่เหลืออยู่ให้เขาพัก
เสิ่นทิงอู่เอาหมูป่าที่ตุ๋นนุ่มแล้วเข้าไปให้เยี่ยเสิ่นเหยียนด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างดี อย่างไรก็นับได้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ตอนนี้ทุกคนต่างก็เชิดชูวีรบุรุษ โดยเฉพาะเสิ่นทิงอู่ที่ฝันอยากจะเป็นทหารมาตลอด
“รีบกินเถอะ แม่ผมตุ๋นไว้ทั้งบ่ายเลยนะ”
เยี่ยเสิ่นเหยียนมองแวบเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่หมูบ้านแต่เป็นหมูป่า เพราะว่าพวกเขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจบ่อยครั้ง บางทีก็ต้องขึ้นเขา ได้กินเนื้อหมูป่ามาไม่น้อย
แม้ว่าเขาจะสงสัยว่าครอบครัวเสิ่นได้เนื้อหมูป่ามาได้ยังไง แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกไป
เขาไม่ถามก็ไม่ได้หมายความว่าเสิ่นทิงอู่จะไม่พูด เขาพูดด้วยเสียงที่เบามาก ๆ ว่า “ทั้งหมดนี่ก็ต้องขอบคุณคุณนั่นแหละ ไม่งั้นพวกเราคงอดได้เนื้อหมูป่ามาทั้งตัวแบบนี้ คุณวางใจได้คุณมาอยู่บ้านพวกเรา พวกเราย่อมปฏิบัติต่อคุณอย่างดี”