เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 ไม่เห็นอะไรเลยสักนิด

            ซูเจียวเจียวสังเกตสีหน้าของเซียวหยวนหมิงเห็นว่าเขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง ก็รู้สึกโล่งใจเป็นสุดขีดพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย “เข้าใจแล้ว”

            ฮั่วเจี้ยนจงมองแผ่นหลังของซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงที่จากไปดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินไปอีกทาง

            ทางด้านนี้ซูเจียวเจียวกุมมือเซียวหยวนหมิงแน่น อธิบายอย่างอ่อนโยน“อาหมิง เรื่องเมื่อกี้ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ…”

            เซียวหยวนหมิงตอบ“ผมรู้ ผมเห็นทั้งหมดแล้ว”

            ซูเจียวเจียวเบิกตากว้างอย่างตกใจ“คุณเห็นทั้งหมดแล้วหรือคะ?”

            เซียวหยวนหมิงมองเธอแล้วพยักหน้าตอบรับ “อืม”

            เขาหยุดเดินพลางยื่นมือไปลูบผมเธออย่างอ่อนโยน“อย่าเที่ยวซุกซนคนเดียวอีกเข้าใจหรือเปล่า? หากไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าละก็ดวงตาอันใสซื่อของคุณจะมัวหมองเอานะ”

            ซูเจียวเจียวเห็นว่าเซียวหยวนหมิงไม่ได้เข้าใจผิดจริงๆก็เผยรอยยิ้มหวานบนใบหน้า “ฉันรู้แล้วค่ะคราวหน้าจะออกไปไหนตอนกลางคืน ฉันจะดึงคุณไปด้วยแน่นอนค่ะแต่ฉันยังไม่ได้ไปคุยเรื่องจักรเย็บผ้ากับหลี่เกินเซิงเลยนี่นา”

            “ตอนนี้ผมจะพาคุณไปเอง”

            “ตอนนี้เลยเหรอคะ?”

            “อืม”

            ซูเจียวเจียวเดินเคียงข้างเซียวหยวนหมิงปล่อยให้เขากุมมือเดินไปตามคันนา

            แม้แสงจันทร์จะมืดสลัวและท้องฟ้ามีดาวอยู่ไม่กี่ดวงแต่เส้นทางนี้เซียวหยวนหมิงก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี แทบจะหลับตาเดินได้

            เพียงครู่เดียวทั้งสองก็มาถึงบ้านของหลี่เกินเซิง

            ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งของหลี่เกินเซิงนั้นซ่อนเร้นความสับสนอลหม่านเขาจ้องมองซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงที่มาเยือนโดยไม่คาดฝัน ในใจรู้สึกกังขาเมื่อครู่บนคันนา เขาเหมือนเห็นเงาดำสองร่างวิ่งผ่านไปไม่รู้ว่าเป็นคนทั้งสองนี้หรือไม่…

            “เซียวหยวนหมิง ยุวชนซู พวกคุณมาหาผมดึกดื่นแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือครับ?”

            ซูเจียวเจียวมองหลี่เกินเซิงที่พยายามสงบสติอารมณ์ในใจอดไม่ได้ที่จะขำในความตลกร้ายไม่คิดว่าหลี่เกินเซิงที่ดูเหมือนคนหัวโบราณและเคร่งขรึมจะมีอีกด้านเช่นนี้ยามลับหลัง

            แต่เธอก็ไม่ได้ต้องการสอดเรื่องส่วนตัวจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “หัวหน้าหลี่คะตอนนี้สหายเซียวหยวนซินสามารถใช้จักรเย็บผ้าได้อย่างคล่องแคล่วแล้วด้วยฝีมือของเธอในตอนนี้ การทำเสื้อผ้าและกางเกงแบบง่ายๆ ไม่เป็นปัญหาเลยค่ะฉันจึงอยากจะมาสอบถามว่ากองผลิตของเราสามารถซื้อจักรเย็บผ้าเพิ่มได้อีกหนึ่งเครื่องหรือไม่คะ?”

            เมื่อได้ยินว่าจะต้องใช้เงินซื้อจักรเย็บผ้าคิ้วของหลี่เกินเซิงก็ขมวดมุ่นทันที “ยุวชนซูไม่ใช่ว่าผมไม่อยากออกเงินนะ แต่กองผลิตของเราไม่มีเงินจริงๆคุณก็รู้ว่าเศรษฐกิจของกองผลิตของเราเป็นอย่างไร ทุกคนยังกินไม่อิ่มเลยจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อจักรเย็บผ้าได้! ยิ่งกว่านั้นการซื้อจักรเย็บผ้าเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องปรึกษาเลขาธิการเจียงและต้องได้รับความยินยอมจากทุกคนก่อนถึงจะซื้อได้เพราะมันตั้งร้อยห้าสิบหยวนเลยนะ!”

            ซูเจียวเจียวเดาไว้แล้วว่าหลี่เกินเซิงจะต้องกล่าวเช่นนี้และก็จริงอยู่ การซื้อจักรเย็บผ้าไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมีการปรึกษาหารือจากกองผลิตอย่างแน่นอน

            แต่ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้หวังให้กองผลิตซื้อให้เธอเพียงต้องการใช้ช่องทางของกองผลิตเพื่อซื้อจักรเย็บผ้าด้วยเงินของตนเอง

            จักรเย็บผ้าเครื่องเก่าของซูเจียวเจียวได้มาจากอาหมิงผ่านฉีเย่โดยช่องทางอื่นเธอยังสามารถอ้างได้ว่าเป็นของที่พ่อแม่จากตัวเมืองมณฑลส่งมาให้

            หากซูเจียวเจียวซื้อจักรเย็บผ้ามาอีกเครื่องโดยไม่บอกกล่าวละก็คงไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นของที่พ่อแม่ส่งมาให้แล้ว

            คนฉลาดเฉลียวจะมองออกถึงที่มาที่ไป

            ดังนั้นจึงต้องมีช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย

            ซูเจียวเจียวไม่ได้เปิดเผยแผนการในใจทันทีเธอคิดว่าควรจะให้เขาไปปรึกษาเลขาธิการเจียงและคนในหมู่บ้านก่อนรอให้พวกเขาไม่เห็นด้วย เธอค่อยตอแยไปเรื่อยๆจนหลี่เกินเซิงรู้สึกรำคาญใจเป็นที่สุด แล้วค่อยเสนอว่าให้กองผลิตช่วยซื้อโดยเธอจะเป็นคนออกเงินเอง ซึ่งวิธีนี้ก็น่าจะสำเร็จลุล่วงได้

            “ได้ค่ะหัวหน้าหลี่ งั้นเรื่องนี้คุณคงต้องรีบไปปรึกษาเลขาธิการเจียงนะคะไม่อย่างนั้นฉันกับสหายเซียวหยวนซินก็จะต้องใช้จักรเย็บผ้าเครื่องเดียวกันต่อไปทำให้เสียเวลาทำงานค่ะ”

            หลี่เกินเซิงพยักหน้า“รับทราบครับ” แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดแทบตายมีเรื่องวุ่นวายมากมายเหลือเกิน

            ซูเจียวเจียวยิ้ม“หัวหน้าหลี่คะ งั้นฉันกับอาหมิงขอตัวกลับก่อนนะคะ”

            ซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงเดินออกจากบ้านไปได้ไม่กี่ก้าวซูเจียวเจียวก็ถูกหลี่เกินเซิงเรียกไว้

            “หัวหน้าหลี่ มีอะไรอีกหรือคะ?”

            หลี่เกินเซิงลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “ยุวชนซูพวกคุณเพิ่งจะเดินมาจากเนินทุ่งใช่ไหม?”

            “ใช่ค่ะ”

            หลี่เกินเซิงหยุดไปครู่หนึ่งแล้วถาม“งั้นพวกคุณได้ยินเสียงอะไร หรือเห็นใครบ้างไหมครับ?”

            “ไม่เลยค่ะ” ซูเจียวเจียวส่ายศีรษะใบหน้าแสดงออกถึงความไร้เดียงสาและงุนงง แล้วจึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หัวหน้าหลี่คะ ทำไมคุณถึงถามอย่างนั้นล่ะ? หรือว่ากองผลิตของเรามีคนร้ายบุกเข้ามาเหรอคะ?”

            “ไม่ๆๆ” หลี่เกินเซิงโบกมือปฏิเสธทันทีเขายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่พอเห็นเซียวหยวนหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆก็กลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไป

            เซียวหยวนหมิงยังคงทำหน้าเย็นชาไม่เอ่ยสิ่งใด เงียบงันอยู่ข้างกายซูเจียวเจียวราวกับปราการเหล็ก

            ซูเจียวเจียวยิ้ม“ไม่มีก็ดีแล้วค่ะ ฉันตกใจแทบแย่ หัวหน้าหลี่คะงั้นพวกเรากลับก่อนนะคะ”

            เดินอยู่บนคันนาซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อนึกถึงคำพูดของหลี่เกินเซิงใบหน้าแย้มยิ้มตลอดทาง

            เซียวหยวนหมิงรู้ว่าเธอกำลังยิ้มอะไรเมื่อเห็นเธอมีความสุข เขาก็มีความสุขไปด้วย

            “หลี่เกินเซิงคนนั้นมีพฤติกรรมเลวทรามคราวหน้าอย่าพยายามอยู่กับเขาตามลำพังเลยนะครับ มีอะไรก็ให้ผมจัดการก็พอแล้ว”

            ภายใต้แสงจันทร์เสียงทุ้มต่ำของเซียวหยวนหมิงดังขึ้นอย่างแผ่วเบาด้วยความห่วงใยผสานกับสายลมยามค่ำคืนในเดือนเมษายน ช่างไพเราะจับใจ

            ซูเจียวเจียวสิบนิ้วประสานกับเขาเดินเล่นอยู่บนคันนา ท้องฟ้ายามราตรีสีหมึกมีพระจันทร์ที่บางครั้งก็ปรากฏให้เห็นบางครั้งก็ลับหายไปในหมู่เมฆ แสงจันทร์อันบริสุทธิ์สาดส่องลงมาเป็นครั้งคราว

            ทุกสิ่งล้วนงดงามและเงียบสงบ

            เซียวหยวนหมิงกำมือเล็กๆนุ่มนิ่มของคนรักไว้แน่น ราวกับว่าได้กำโลกทั้งใบไว้ในอุ้งมือ

            แต่ก่อนเขาไม่เคยกล้าจินตนาการว่าจะมีวันนี้

            ทุกวันในตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขราวกับฟองสบู่ที่ลอยอยู่บนฟ้า

            …

            และแล้วครึ่งเดือนต่อมาโจวเม่ยก็ถูกย้ายกลับมา แต่ไม่ได้รับหน้าที่เป็นเสมียนจดแต้มคะแนนงานอีกต่อไปเธอต้องกลับไปทำงานในไร่นาเช่นเดิม

            คราวนี้โจวเม่ยไม่สามารถวางท่าผยองได้อีกต่อไปเธอจำต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างซื่อสัตย์

            คาดว่าการทำงานในไร่เกษตรกรรมนั้นลำบากมากเพียงสามเดือนโจวเม่ยก็ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายผอมแห้งไม่ต่างจากท่อนไม้ใบหน้าก็ดูเหนื่อยล้าซูบซีดไปหมด

            ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นเสมียนผู้จดแต้มคะแนนงานไม่ต้องลงนา แต่ได้แต้มคะแนนงานวันละสิบแต้มซึ่งมากพอสำหรับเธอที่จะกินอิ่มหนำสำราญ ใบหน้าก็มีน้ำมีนวลผิวพรรณก็ขาวผ่องขึ้นมาก แต่ตอนนี้ทุกสิ่งที่เคยสะสมไว้ได้กลับคืนสู่สภาพเดิมเธอกลับมาผอมแห้งจนแทบจำไม่ได้ ผิวก็คล้ำลงไปหลายระดับ

            แม้กระทั่งผมยาวที่เธอเคยถนอมยิ่งนักกลับแห้งเสียและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ร่างเธอผ่ายผอม โหนกแก้มเด่นชัดความงามสงบเสงี่ยมที่เคยมีกลับเลือนหาย ทว่ากลับแฝงด้วยประกายความร้ายกาจ

            ซูเจียวเจียวเกือบจำเธอไม่ได้เมื่อเดินสวนกันบนถนน

            โห...ตอนนี้โจวเม่ยน่าเวทนาจริงๆ นะเนี่ย!

            แต่ซูเจียวเจียวก็ไม่ได้คิดจะดูถูกโจวเม่ยจะสุขหรือทุกข์ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ

            ในชาตินี้เธอปรารถนาเพียงให้คนที่เธอรักครอบครัว และเพื่อนๆ ของเธอปลอดภัย มีความสุข และมีอายุยืนยาว

            ส่วนคนอื่นๆจะเป็นอย่างไรนั้น เธอไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก ที่คุณอ่าน