เสียงสะอื้นดังสะท้อนภายในห้องโถงอันโอ่อ่า ประหนึ่งเสียงแห่งคลื่นทะเลที่คร่ำครวญยามลมพัดขึ้นสู่ชายหาด แสงเทียนนับร้อยริบหรี่พริ้วไหว ดุจหัวใจทุกดวงกำลังสั่นระริกแทบขาดใจในยามที่ต้องพลัดพราก องค์ชายมันตราลืมตาขึ้นช้าๆ ยามเมื่อลมหายใจแรกกลับคืนมา พร้อมกับความรู้สึกประหลาด...มันช่างเบาสบาย...และสดชื่นเหลือเกิน…
“...นี่มันคือที่ไหนกัน?” เขาพึมพำ ดวงตากวาดมองไปรอบกาย เห็นผู้คนในชุดโบราณคุกเข่า บ้างร่ำห้สะอึกสะอื้น บ้างก็ก้มหน้านิ่งอย่างเงียบงัน กลิ่นกำยานหอมฟุ้งลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปและดอกไม้
“โรงพยาบาล...หรือว่าสถานที่จัดพิธีอะไรหรือ?” เขาถามเสียงแ่เบาอย่างสับสน
เพียงคำพูดนั้นปรากฏ เสียงสะอื้นก็พลันขาดหาย คนจำนวนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองมาทางเขา ก่อนที่หนึ่งในนางข้าหลวงจะเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริกเปล่งเสียงออกมา
“ผะ… ผะ… ผี! องค์ชายยย!!!...”
เสียงกรีดร้องของคนทั้งหลายตามมา ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงในความเงียบงัน นางทั้งหลายพากันกรีดเสียงวิ่งหนีออกจากห้องจนผ้าม่านปลิวสะบัด ทิ้งไว้เพียงเหล่ามหาดเล็ก บุรุษสูงศักดิ์ และสตรีผู้งามสง่าท่านหนึ่ง
“ลูกแม่...เ้าฟื้นแล้วหรือ...” เสียงสั่นเครือของราชินีมันษิตาดังกังวาลขึ้น นางโผเข้ากอดลูกชายทั้งคราบน้ำตา ความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้นแทรกเข้าสู่หัวใจของเขา ราวกับสายฝนอันฉ่ำเย็นหลั่งลงแทรกซึมสู่ผืนแผ่นดิน
ความทรงจำมากมายจากเ้าของร่างเดิมถาโถมออกมาจากสมองของเขา จนเห็นภาพและเข้าใจได้อย่างชัดเจน “ข้า...มาอยู่ในร่างของชายคนนี้...องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา...เรามีชื่อเดียวกันคือมันตรา…พระบิดาคือาามันสินธร...พระมารดาคือราชินีมันษิตา...”
ราชินีค่อยๆ ประคองเขาขึ้นนั่งพิงหมอนนุ่มหนาอย่างทะนุถนอม “ลูกหิวน้ำ...” เขาเปล่งเสียงอันแหบแห้งและแ่เบา
ราชินีจึงรินน้ำชาอุ่นแล้วยื่นถ้วยชาส่งให้ เขาคว้ามาดื่มด้วยความกระหาย เมื่อน้ำชาอุ่นๆไหลลงคอร่างกายก็พลันสดชื่นขึ้นมา
“เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว...พักผ่อนต่อเถอะ พ่อกับแม่จะกลับไปก่อน” าามันสินธรกล่าวเสียงหนักแน่นแต่แฝงแววอ่อนโยน มือใหญ่ลูบศีรษะเขาอย่างแ่เบา
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ เสด็จแม่...หากลูกฟื้นตัวดีแล้ว ลูกจะไปเข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์” เสียงเขาสั่นน้อยๆ
เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากห้องไป ความเงียบงันก็เข้าครอบคลุมอีกครา มันตราหลุบตาลงพลางคิดในใจ
“แต่...ชื่อมันสินธร...มันษิตา...อาณาจักรสมุทรเมฆา...ทำไมมันคุ้นๆอย่างนี้นะ?”
กลิ่นกำยานยังลอยตลบอยู่ในจมูก เสียงเต้นของหัวใจเขาดังก้องในความเงียบ แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางความคิด
“ใช่แล้ว! นี่มันนิยายออนไลน์เื่โปรดของเรา! แต่น่าเสียดาย...มันยังไม่จบ! คนอ่านอย่างเราก็ดันมาตายเสียก่อน”
เขาหลับตาลงอีกครั้ง เห็นฉากต่างๆ ซ้อนทับในหัว ทั้งสนามรบ หอคอยเวท และสายเืที่สาดกระเซ็น
“ตัวละครที่ข้ามาอยู่...เขาเป็ตัวร้าย...ที่โดนฆ่าตายอย่างน่าเวทนา ด้วยการวางยาพิษ...”
ความเย็นะเืไหลผ่านสันหลัง
“แต่ตอนนี้...ข้าฟื้นแล้ว...”
เขายกมือขึ้นมองฝ่ามือตนเอง
“ต่อไปนี้… ข้าจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยตัวละครเดิมอีกแล้ว… ในเมื่อโชคชะตาให้โอกาสข้าเช่นนี้ ข้าก็จะใช้ชีวิตให้สมกับที่ได้ร่างใหม่นี้มา”
ภายในห้องบรรทมอันเงียบสงัด เสียงสายลมยามค่ำพัดเบาๆ ผ่านม่านบางสีฟ้าครามพริ้วไหว นำพากลิ่นหอมของดอกบัวหลวงที่ปลูกไว้ในบ่อน้ำจากภายนอกเข้ามา แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่าง ทอประกายแสงอันอ่อนโยนลงบนใบหน้าของมันตรา ที่นอนเอนกายอยู่บนฟูกผ้าไหมหนานุ่ม หลังผ่านเหตุการณ์ะเืใจ และตื่นขึ้นในร่างนี้ได้ไม่นาน
เขานอนนิ่ง รู้สึกได้ถึงความเย็นบางเบาที่ซึมแทรกอยู่ในอากาศ รอบกายไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงหายใจของตน ไฟสีนวลไหววูบตามจังหวะลม... ราวกับโลกเดิมที่เคยเติบโตมาได้หลุดลอยออกไปจากความจริง
“เราต้องไม่ตายซ้ำแล้วซ้ำอีก...” มันตราพึมพำกับตนเองเบาๆ พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนที่เปลือกตาจะหนักอึ้งลงโดยไม่รู้ตัว และแล้วเขาก็หลับไป… แต่เป็การหลับที่มิใช่การพักผ่อนธรรมดา
ทันทีที่เขาเผลอหลับตาลง เสียงคลื่นกระซิบแ่เบาก็แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท เหมือนเสียงจากอีกโลก ความมืดรายล้อมกลายเป็ม่านหมอกสีขาวโปร่งล่องลอยในอากาศ ทุกสิ่งรอบตัวเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง
แล้ว...กลิ่นหอมหนึ่งก็พลันแทรกเข้ามา กลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยถ้อยคำธรรมดา ช่างหอมละมุนราวน้ำผึ้งเจือหมอกยามรุ่งสาง มีความลุ่มลึกคล้ายกลิ่นผิวกายของสาวงามที่เพิ่งออกจากการอาบน้ำในสวนดอกไม้กลางป่า กลิ่นของดอกไอริส ที่มีทั้งความบริสุทธิ์และเร้นลับ...
เสียงระฆังเงินดังกังวานเบาๆ แว่วมาแต่ไกล
“ตื่นเถิด...ผู้ที่ถูกลิขิตใหม่” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแ่เบา แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจอันลี้ลับ
ม่านหมอกค่อยๆ แหวกออก เผยให้เห็นร่างสตรีในชุดขาวผืนบางประหนึ่งละอองหิมะที่กำลังละลายใต้แสงตะวันยามรุ่งสาง ผิวของนางขาวนวลเนียนราวไข่มุกยามต้องแสงจันทร์ เส้นผมสีดำขลับสยายจนถึงเอว ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง เรียบเฉย แต่ฉายแววแห่งความกรุณาและอำนาจอันเหนืุ์
กลิ่นไอริสพลันรุนแรงขึ้นในยามที่นางเอื้อมมือเข้ามาใกล้ มันตรารู้สึกเหมือนลมหายใจของเขากำลังถูกชะล้างด้วยกลิ่นหอมนั้น มันช่างสดชื่น เย้ายวน และชวนหลงใหลราวกับกำลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งความฝันอันหอมหวาน จนไม่อยากจะตื่นขึ้นมา
“ท่านคือใคร...” มันตรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ความระวังตัวในน้ำเสียงยังไม่อาจกลบความสั่นไหวจากกลิ่นอายตรงหน้า
“ข้าคือ ชิงอี้... เทพีผู้พิทักษ์ชะตาของเ้า” เสียงของนางอ่อนโยนเหมือนเสียงกลีบดอกไม้ที่ร่วงลงบนผืนน้ำ แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงสะกดใจยิ่งกว่าบทสวดโบราณ
ชิงอี้ยกมือขึ้น ฝ่ามือนั้นปรากฏหนังสือเล่มหนึ่ง ปกสีทองสลักลายอักขระโบราณที่ขยับเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต
“นิยายที่เ้าเคยอ่านในโลกเก่า...มิใช่เพียงเื่แต่ง แต่มันคือ บันทึกชะตา ที่ข้าเขียนขึ้น จากญาณหยั่งรู้ ภายใต้บัญชาของเทพีน้ำค้างเหมันต์”
มันตรารู้สึกเย็นวาบผ่านสันหลัง ราวกับหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ เสียงนั้น และกลิ่นของไอริส...ทุกอย่างหลอมรวมกันจนความจริงและความฝันนั้นพร่าเลือน
“แล้วผมถูกเลือก...เพื่ออะไร?” เสียงเขาเบา แต่เต็มไปด้วยความสงสัยที่สั่นคลอนจิตใจ
ชิงอี้จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็เยือกเย็นแฝงด้วยรัศมีของผู้รู้ชะตาฟ้า “เพื่อเป็ ผู้กุมชะตาใหม่แห่งเขตแดนมนุษย์ ผู้ที่จะมีสิทธิ์รื้อโซ่ตรวนแห่งกรรม...และเป็ผู้จบสิ้นาที่กำลังจะครอบงำทวีปทั้งสาม”
รัศมีแห่งแสงเื้ันางช่างเรืองรอง ราวเทพีที่เดินออกมาจากตำนานโบราณ งดงามในความน่าสะพรึง “แต่ทุกสิ่งเริ่มจากสิ่งเดียว...” นางยกหนังสือขึ้นสูง แสงสีทองส่องลอดผ่านปกหนังสือจนดวงตาเขาต้องหรี่ลง
“คัมภีร์ปฐมิญญา คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถชำระมาร ดับปีศาจ และปลุกพลังเซียนในหัวใจมนุษย์ หากมันเลือกเ้า เ้าก็จะมีสิทธิ์เป็ผู้อยู่เหนือชะตา และประกาศลิขิตแห่ง์”
ทันใดนั้น แสงเจิดจ้าก็ะเิรอบตัวมันตรา ทุกอย่างถูกกลืนหายไปกับแสงนั้น เหลือเพียงเสียงสุดท้ายของเทพีชิงอี้ “จงเลือกเส้นทางด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์...ไม่ใช่ด้วยความกลัวในชะตากรรม”
เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา หายใจหอบถี่ หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ร่างยังสั่นสะท้านจากภาพในฝัน และ...กลิ่นนั้น...กลิ่นดอกไอริสยังคงอบอวลอยู่ในโพรงจมูก หอม...เหมือนดังร่างของเทพีชิงอี้นั้นอยู่ใกล้แค่เพียงปลายจมูก… เขากำหมัดแน่น ความรู้สึกหวั่นไหวเริ่มเปลี่ยนเป็ความแน่วแน่
“หากนี่คือโชคชะตาใหม่...ข้าจะไม่ยอมตายเหมือนชาติก่อนแน่นอน...” มันตรานึกขึ้นในใจด้วยความมุ่งมั่น