ตอนที่ 7 ป่าร้อยอสูร 1
หลินเฟยออกเดินทางทันทีหลังจากไปร่ำลาสหายทั้งสามของเขาระยะทางจากสำนักโลหิตัค่อนข้างไกลหากไม่เร่งรีบยังต้องใช้เวลาถึงเจ็ดแปดวันแต่ด้วยวิชาตัวเบาของหลินเฟย
'เคล็ดัเหิน' แม้ฝึกได้เพียงขั้นแรกแต่ก็สามารถล่นระยะเวลาได้หลายวันนี่แสดงถึงความมหัศจรรย์ของเคล็ดวิชานี้แล้ว
สองวันต่อมา
"หลังจากใช้เคล็ดวิชาตัวเบานี้บ่อยครั้งความเข้าใจของข้าเพียงพอที่จะเรียนรู้ขั้นที่สองของเคล็ดวิชาตัวเบานี้ได้แล้ว"
หลินเฟยดีใจมากความเร็วของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกมากมายหากสำเร็จวิชาในขั้นที่สองแต่เขาคิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะเรียนรู้วิชานี้ระหว่างเดินทางทางที่ดีคือไปถึงป่าร้อยอสูรก่อนแล้วจึงหาที่เหมาะๆสำหรับทำความเข้าใจกับกับเคล็ดวิชา
"ฟู่! ถึงสักที!"
หลินเฟยยิ้มกว้างมองไปยังผืนป่าเบื้องหน้าสลับกับแผนที่ในม้วนตำราภารกิจเขาใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่สามวันกว่าๆเท่านั้นหลังจากเร่งเดินทางเช้าวันที่สี่เขาจึงมาถึงยังชายขอบของ'ป่าร้อยอสูร'ที่กว้างใหญ่แห่งนี้
หลินเฟยมองเห็นป่าที่กว้างสุดลูกหูลูกตาชายขอบของป่ามีผู้ฝึกยุทธมากมายกำลังตั้งแคมป์พักผ่อนบ้างก็กำลังจัดกลุ่มเพื่อที่จะเข้าไปล่าสัตว์อสูรด้านในผู้ฝึกยุทธเหล่านี้บ้างก็เป็คนของสำนักต่างๆ
บ้างก็เป็คนของสมาคมนักล่าสัตว์อสูรในป่าร้อยอสูรแห่งนี้มีสัตว์อสูรมากมายเกินกว่าชื่อมันมากนักและหากสังหารสัตว์อสูรระดับสูงๆได้นอกจากผลึกอสูรระดับต่างๆ
ร่างกายของพวกมันยังสามารถนำไปขายทำเงินได้อีกด้วยป่าแห่งนี้จึงคึกคักไปด้วยผู้ฝึกตนหลากหลายที่มีทั้งมาหาประสบการณ์หรือไม่ก็มาหาความมั่งคั่งร่ำรวย
หลินเฟยเลือกที่จะเข้าป่าไปทันทีเขาคิดว่าจะหาพื้นที่สงบเพื่อฝึกบำเพ็ญตบะเสียก่อนต้องรู้ว่าพื้นที่เช่นนี้จะมีพลังปราณฟ้าดินไหลเวียนรุนแรงกว่าพื้นที่ปกติหลายเท่า
จึงเป็เหตุผลให้สัตว์อสูรน้อยใหญ่สามารถเพิ่มพลังอสูรของพวกมันได้บางตัวหากพบสถานการณ์พิเศษพลังของมันจะก้าวะโไปหลายขั้นเลยทีเดียว
ไม่นานหลินเฟยก็เข้ามาลึกถึงบริเวณ่กลางป่าด้วยความกว้างใหญ่ของป่าร้อยอสูรจึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้ไม่พบร่องรอยของผู้ฝึกยุทธคนใดแล้วแต่เพื่อความไม่ประมาทเขาใช้จิตััของวิชาลมปราณหวนท้า์แผ่คลื่นพลังออกไปตรวจสอบรอบๆตลอดเวลา
"เอาตรงนี้แล้วกัน"
หลินเฟยนั่งขัดสมาธิบริเวณข้างน้ำตกขนาดเล็กพื้นที่ตรงนี้นับว่ามีปราณฟ้าดินไหลเวียนอยู่ค่อนข้างมากกว่าปกติเลยทีเดียว เขานำผลึกอสูรระดับต่ำที่มีอยู่ออกมาทั้งหมดประมาณสี่ห้าสิบก้อน
นอกจากที่ได้มาจากภารกิจรวบรวมขนลิงอสูรยังมีที่เขาเก็บรวบรวมไว้อีกหลายสิบก้อนเมื่อนำมันมากองรวมกันหลินเฟยจึงไม้รอช้าโคจรลอมปราณหวนท้า์ดูดซับพวกมันเข้าไปพร้อมกันทั้งหมด
หากมีผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตนคนใดมาเห็นเหตุการณ์นี้พวกมันคงได้กัดลิ้นตัวเองเป็แน่โดยปกติแล้วผลึกอสูรแม้จะเป็เพียงระดับต่ำแต่นั่นหมายถึงพลังฝึกตนของอสูรที่ได้บ่มเพาะพลังมาทั้งชีวิตของมัน
ดังนั้นมันจึงอัดแน่นไปด้วยพลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นและมากมายส่วนมากผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตนนั้นจะบ่มเพาะพลังเพียงครั้งละก้อนก็เห็นถึงความก้าวหน้าได้แล้ว
แต่ตรรกะนั้นไม่สามารถนำมาใช้กับหลินเฟยที่มีเส้นลมปราณและจุดกำเนิดพลังที่กว้างใหญ่กว่าคนปกติหลายเท่าแม้จะทำให้เขาแข็งแกร่งเหนือผู้คนแต่หากไม่มีทรัพยากรที่มากมายกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วไปแล้วการจะพัฒนาของหลินเฟยจะกลับกลายเป็เชื่องช้าทันที
แต่ถึงกระนั้นวิชาลมปราณหวนคืน์ที่เปรียบเสมือนน้ำวนขนาดั์ดูดกลืนพลังฟ้าดินอย่างตระกละตระกรามแล้วก็พอที่จะลบข้อด้อยนี้ไปได้บ้างแต่หากเขามีระดับพลังที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆความไวนี้ก็จะกลายเป็ระดับธรรมดาสามัญไปหากเขาไม่มีทรัพยากรที่มากพอ
'ตู้มม!'
เสียงะเิของคลื่นพลังดังขึ้นพร้อมกับลมปราณหวนท้า์ที่ทำหน้าที่ของมันดูดกลืนปราณฟ้าดินอย่างบ้าคลั่งร่างกายของหลินเฟยพลันเปล่งแสงสว่างเรืองรองออกมาดูดซับพลังฟ้าดินเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งผิวพรรณขาวสะอาดของเขารวมกับแสงเรืองรองนั้นแล้วมองดูราวกับเขาคือเทพเซียน
'บู้มมม!'
ปราณกำเนิด ขั้นที่ สาม!
ปราณกำเนิด ขั้นที่ สี่!
ปราณกำเนิด ขั้นที่ ห้า!
ปราณกำเนิด ขั้นที่ หก!
ปราณกำเนิด ขั้นที่ หก ขั้นสูง!
'วิ้ง!'
ผ่านไปสองวันเท่านั้นด้วยความสามารถของเคล็ดวิชาลมปราณหวนท้า์บวกกับผลึกอสูรระดับต่ำอีกกว่าห้าสิบก้อนและสถานที่พิเศษที่มีพลังฟ้าดินเข้มข้นทำให้หลินเฟยทะลวงระดับไปหลายขั้นเลยทีเดียวในระยะเวลาสองวัน
ควรรู้ว่าผลึกอสูรระดับต่ำนั้นเพียงหนึ่งถึงสองก้อนก็สามารถเพิ่มพลังของผู้ฝึกตนหรือผู้ฝึกยุทธได้มากมายแล้วแต่หลินเฟยใช้ถึงห้าสิบก้อนถึงจะเพิ่มพลังฝึกตนได้ถึงขั้นปราณกำเนิดขั้นที่หกระดับสูง
นับได้ว่าการเพิ่มระดับของเขาในแต่ละระดับนั้นต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าถึงจะเติมพลังฟ้าดินของแต่ละขั้นจนทะลวงระดับต่อไปได้
อีกทั้งเมื่อใช้ผลึกอสูรระดับเดิมๆในการดูดซับพลังปริมาณพลังฟ้าดินที่ได้รับจะลดลงเรื่อยๆจนกลายเป็ศูนย์จึงต้องหาผลึกอสูรระดับที่สูงกว่ามากขึ้นเพื่อดูดซับพลังฟ้าดิน
...และมูลค่าของผลึกอสูรระดับกลางขึ้นไปนั้นนับว่ามากมายถึงขนาดนับเป็ของล้ำค่าด้วยความหายากของตัวมันเอง
"จากนี้ผลึกอสูรระดับต่ำคงไม่มีประโยชน์มากมายกับข้าอีกแล้ว.."
หลินเฟยทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดายหลังจากปรับสมดุลให้กับระดับพลังของเขาแล้วเขาจึงลงไปอาบน้ำชะระล้างร่างกายที่มีคราบของเหลวสีดำไหลออกมาจากการทะลวงระดับไปหลายขั้น
ตอนนี้ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลามากขึ้นผิวพรรณเปล่งประกายราวกับไข่มุกผมสีดำขลับยาวเกือบกลางหลังดูมีชีวิตชีวาส่วนสูงของเขาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยร่างกายดูสมบูรณ์ขึ้นพอจะเห็นมัดกล้ามเล็กๆได้โดยไม่ต้องสังเกตุ
หลังจากชำระล้างร่างกายเรียบร้อยหลินเฟยมัดผมของเขาลวกๆด้วยริบบิ้นสีดำตั้งท่าเรียนรู้เคล็ดวิชาตัวเบาขั้นที่สองของเคล็ดวิชา'ัเหิน'รอบกายของเขาปรากฎปราณสีเขียวอ่อนจางๆก่อนที่เขาจะขยับร่างกายพุ่งไปยังทิศทางต่างๆอย่างรวดเร็ว
"เคล็ดวิชานี้ในจิตสำนึกมรดกที่อาจารย์มอบให้ข้าขั้นที่สองจำเป็ต้องรู้แจ้งถึงพลังแห่งธาตุลมให้ได้และการที่จะรู้แจ้งถึงพลังธาตุลมนั้นตัวข้าพอจะสำนึกรู้อยู่บ้าง..."
หลินเฟยยิ้มออกมาพลันเร่งความเร็วของเคล็ดวิชาัเหินขั้นที่หนึ่งจนถึงขีดสุดเคลื่อนที่ไปยังบริเวณรอบๆ
หลังจากที่เดินทางไปไหนมาไหนด้วยเคล็ดวิชาตัวเบาัเหินขั้นที่หนึ่งเป็ระยะเวลา่นึงทำให้หลินเฟยเกิดสำนึกรู้ถึงกระแสพลังแห่งธาตุลมได้อย่างเลือนลางแต่เมื่อใดที่เขาใช้พลังตัวเบาถึงขีดสุดมันก็จะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยทั่วไปหากไม่มีโชควาสนาและเหตุการณ์พิเศษยากนักที่จะทำความเข้าใจกับพลังแห่งธาตุได้นอกเสียจากจะเกิดมาพร้อมกับพลังธาตุแฝงในร่างกายโดยปกติแล้ว
ผู้ฝึกตนที่มีพลังธาตุในร่างกายหนึ่งธาตุนั้นนับเป็ปกติเห็นกันโดยมากแต่กลับกันผู้ที่มีพลังสองธาตุขึ้นไปนั้นกวาดตามองทั่วทั้งทวีปแล้วสามารถนับได้ไม่เกินเลขสองหลักสำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในทวีปก็มีน้อยคนที่มีพลังธาตุแฝงเกินหนึ่งธาตุ
หากกับหลินเฟยนับเป็ข้อยกเว้นเขาเกิดมาพร้อมกับพลังแฝงธาตุลมแต่เมื่อได้รับมรดกและได้รับพลังธาตุแฝงเป็ธาตุไฟที่เข้มข้นลึกล้ำผ่านทางมรดกสายเื
พลังธาตุลมของเขาจึงเหมือนกับถูกข่มลงให้หลับลึกอยู่ภายในยิ่งหลินเฟยไม่เคยได้เรียนรู้หรือสำนึกรู้ถึงพลังธาตุในตัวเองพลังธาตุลมจึงเหมือนกับหลับไหลอยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อหลินเฟยได้เรียนรู้เคล็ดวิชาัเหินที่มีพื้นฐานเกี่ยวพันกับพลังธาตุลมทำให้พลังธาตุลมค่อยๆฟื้นตื่นขึ้นมาช้าๆยิ่งการเดินทางติดต่อกันด้วยวิชาตัวเบาของหลินเฟยบวกกับตอนนี้ที่ใช้พลังลมปราณขับเคลื่อนวิชาจนถึงขีดสุดผลึกแห่งธาตุลมก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาช้าด้วยความมั่นคง
ตระกูลเจียน ภายในสำนักโลหิตั
"คารวะผู้าุโห้า ข้าน้อยอี้ฟู่มีเื่จะรายงานขอรับ" อี้ฟู่ก้มหัวคารวะอย่างนอบน้อม
"เื่อันใด?" เจียนเหินนั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้นำตระกูลเจียนเอ่ยถามขึ้นอี้ฟู่เพียงยิ้มบางๆก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม
"สหายของข้าน้อยที่อยู่ในตำหนักภารกิจบังเอิญเห็นบุตรชายของหลินกวงเย่ว์หลินเฟยเข้ามารับภารกิจไปหนึ่งภารกิจขอรับแล้วภารกิจนั้น..." อี้ฟู่ทิ้งจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ
"ภารกิจที่หลินเฟยรับไปเมื่อสหายของข้าน้อยตรวจสอบดูแล้วจึงรู้ว่าเป็ภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังป่าร้อยอสูร..."
"หืม? ป่าร้อยอสูร"
เจียนเหินเลิกคิ้วของมันขึ้นอย่างสงสัยจากที่มันได้รู้มาหลินเฟยเด็กหนุ่มนั้นมีพลังตบะเพียงขั้นผู้ฝึกตนขั้นสองเท่านั้นแต่เร็วๆนี้หลังกลับมาจากทำภารกิจทีู่เาตงฮัว มันได้ยินมาว่าพลังตบะของหลินเฟยทะลวงไปถึงขั้นที่ห้านับว่าแปลกอยู่บ้างจากขยะที่พลังฝึกตนจมอยู่ที่ขั้นสองมาถึงสองปี
"ขอรับเป็ป่าร้อยอสูรและภารกิจที่มันรับไปยังเป็ภารกิจกำจัดสัตว์อสูรขั้นปราณกำเนิดระดับต่ำอีกด้วย..."
"ฮ่าๆ นับว่าหาที่ตายโดยแท้มีพลังเพียงขั้นผู้ฝึกตนขั้นกลางกลับจะไปสังหารสัตว์อสูรระดับปราณกำเนิดช่างไม่รู้จักเจียมตนโดยแท้..."
เจียนเหินหัวเราะออกมาเสียงดังมันไม่ได้คิดว่าหลินเฟยจะสามารถเอาชนะสัตว์อสูรขั้นปราณกำเนิดได้เลยซึ่งความจริงก็อาจจะถูกต้องตามความคิดของมันหากหลินเฟยมีพลังตบะอยู่ที่ขั้นผู้ฝึกตนขั้นที่ห้าจริงๆ...
.
.
.
.
.
. . . . . . ปล.ขอบคุณทุกกำลังใจครับ