“โอ๊ย! เจ็บ ปล่อยนะ”
นิ้วมือทั้งห้าของชายที่นอนตาเบิกโพรงบีบข้อมืออันหนิงเสียจนเนื้อจมเป็รอยนิ้ว นางร้องเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บระคนความตื่นใ พลางใช้มือข้างที่เป็อิสระพยายามดึงฝ่ามือใหญ่โตของอีกฝ่ายออกอย่างทุลักทุเล
ก็อก ๆ ๆ ๆ
“พระชายาเพคะ พระชายา”
เสียงระดมรัวเคาะประตูจากภายนอกห้อง พร้อมกับเสียงเรียกจากสาวใช้ดังระงมไปทั่ว ก่อนที่ประตูจะถูกพลักออกมาด้วยแรงจากเสี่ยวอี้และสาวใช้อีกสองสามคนที่พากันกรูเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”
“อยู่ ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมาบีบมือข้าไม่ยอมปล่อย”
อันหนิงนั่งลงบนพื้น เท้าข้างหนึ่งยันเตียงไว้พยายามกระชากมือออกแต่ดูเหมือนว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดจากพันธการนี้ได้โดยง่าย
เสี่ยวอี้ที่เข้ามาเป็คนแรกจึงถลาเข้าไปช่วยนายหญิงน้อยของตน มือเล็ก ๆ พยายามแกะและดึงแขนของอันหนิง สองแรงแข็งขันกระทั่งหลุดออกจากฝ่ามือหนานั้นได้สำเร็จ
“นี่เขาเป็บ้าอะไรเนี่ย ลืมตาขึ้นมาก็กระชากแขนคนอื่น”
ลู่อันหนิงลูบข้อมือที่แดงเป็รอยนิ้วไปมาอย่างหงุดหงิด พลางถอยออกมายืนด้านข้างโดยมีเสี่ยวอี้คอยประคอง
“ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องฟื้นแล้ว รีบไปแจ้งท่านหมอหลวงให้มาตรวจอาการเร็วเข้า แล้วก็แจ้งไปที่ตำหนักพระสนมหลี่ด้วย”
หนึ่งในสาวใช้ขยับเข้าไปสังเกตอาการท่านอ๋องใกล้ ๆ ก่อนจะออกปากร้องะโด้วยความตื่นเต้นดีใจเพียงเพราะเห็นว่าผู้เป็เ้านายของจวนนั้นลืมตาตื่นขึ้นมา ราวกับว่าเป็เื่ใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
อันหนิงถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องะโของผู้เป็สาวใช้ จึงหันไปถามเสี้ยวอี้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เพียงแค่เ้านายตื่นลืมตาขึ้นมาเหตุใดต้องดีใจอะไรปานนั้น
“เพราะท่านอ๋องหมดสติไปนานหลายวันจนกระทั่งวันที่ท่านแต่งเข้าจวนท่านอ๋องก็ฟื้นคืนสติ เหตุที่พวกนางดูตื่นเต้นดีใจคงจะเป็เพราะคำทำนายของธิดาเทพนะเ้าคะ”
เสี่ยวอี้ป้องปากอธิบายให้อันหนิงที่เอียงหูเข้าหานางฟังอย่างตั้งออกตั้งใจ
“เทพธิดาอะไรนะ ที่นี่เขาก็มีการดูดวงกันด้วยหรือ”
อันหนิงทวนคำของเสี่ยวอี้อย่างตะกุกตะกัก จ้องมองคนที่เป็ผู้เล่าอย่างสนอกสนใจ
“ธิดาเทพเ้าค่ะ”
“อ่า ๆ ธิดาเทพ แล้วนางบอกว่าอะไร”
“นางทำนายว่า หากท่านอ๋องเข้าพิธีอภิเษกกับผู้ที่มีดวงสมพงษ์กันแล้วล่ะก็ อาการป่วยก็จะหายเ้าค่ะ”
“ผู้ที่มีดวงสมพงษ์กัน หมายถึงข้ารึ”
นางชี้มือมาที่ตัวเอง สีหน้างุนงงไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ฟัง แต่เสี่ยวอี้ก็ยังตอบย้ำด้วยท่าทีที่ขึงขัง
“เ้าค่ะ”
“…”
ก็คงจะไม่แปลกอันใดสำหรับยุคสมัยที่มีความเชื่อเป็หลักในการดำรงชีวิต การดูดวงแม้จะอยู่ในยุคปัจจุบันก็ยังเป็ที่นิยมอย่างแพร่หลายแล้วนับประสาอะไรกับสมัยอดีตเช่นนี้
ในระหว่างที่หมอหลวงเดินทางมาตรวจอาการอ๋องมู่หรง จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่เป็จริงดังคำทำนาย อยู่ ๆ พระวรกายที่อ่อนแอก็พลันหายเป็ปกติ จากเดิมที่นอนซมก็กลับมาแข็งแรงโดยที่ไม่มีสาเหตุ หมอหลวงจึงได้เขียนเทียบยาบำรุงและให้พักผ่อน ส่วนอันหนิงก็ตัดสินใจย้ายไปนอนที่เรือนอีกหลัง ซึ่งห่างจากเรือนนี้ไม่ไกลกันนัก กระทั่งเช้าวันต่อมา
“พระชายา ได้เวลาตื่นบรรทมแล้วเพคะ”
อันหนิงหรี่ดวงตากลมโตมองออกไปยังต้นเสียงที่เอ่ยปลุก นางดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างโงนเงนด้วยอาการสะลึมสะลือเพราะนอนไม่พอ เหตุเพราะงานแต่งเมื่อวานกินเวลายาวนาน ไหนจะเื่ของอ๋องมู่หรงกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งค่อนคืน
“ข้ามาช่วยท่านอาบน้ำแต่งตัวเ้าค่ะ วันนี้พระสนมหลี่เฟยจะเสด็จมาที่จวน”
หญิงสาวตัวเล็กที่ร่วมขบวนแต่งงานมากับอันหนิงั้แ่เมื่อคืน นางตื่นแต่เช้าก่อนฟ้าสาง เดินเข้ามาดึงมือผู้ที่ยังคงนั่งสัปหงกให้ลุกลงจากเตียง
“ผู้ใดกัน”
“พระสนมหลี่เฟยเป็น้องสาวของอดีตฮองเฮาองค์ก่อน แต่ก็ทรงรักและเอ็นดูท่านอ๋องเป็อย่างมาก ท่านอ๋องเองก็ทรงนับถือพระนางเปรียบเสมือนมารดาเ้าค่ะ”
“…”
หลังจากชำระร่างกาย ลู่อันหนิงก็เปลี่ยนอาภรณ์เป็สีชมพูอ่อน ก่อนจะเดินมานั่งที่หน้ากระจกเพื่อให้เสี่ยวอี้ช่วยแปรงผมและติดเครื่องประดับบนศีรษะให้สมกับฐานะพระชายา
“เสี่ยวอี้ เพราะเหตุใดท่านอ๋องจึงมีสภาพเช่นนี้”
อันหนิงเอ่ยถามหญิงสาวตัวเล็กที่เดิมทีเป็สาวใช้คนสนิทของลู่ซิน แต่เพลานี้นางต้องมาทำหน้าที่ดูแลอันหนิงที่อยู่ในร่างของเ้านายเก่า
“คงต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ท่านอ๋องยังทรงพระเยาว์เ้าค่ะ เดิมทีท่านมีมารดาเป็ถึงฮองเฮา มีพระนามว่าเฟยหลิน”
ฮองเฮาเฟยหลินทรงเป็ที่รักของฮ่องเต้เมืองต้าเหลียงเป็อย่างมาก พระนางมีความโอบอ้อมอารี และเมื่อครั้งที่มีพระประสูติกาลก็ได้ให้กำเนิดพระโอรสผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวดุจหยก ั์ตาสีอำพันเป็ประกายเจิดจ้าเป็ที่รักใคร่เอ็นดูของเหล่าราชวงศ์
“การมีพระประสูติกาลครั้งนี้นับว่าเป็บุญบารมีแก่แว่นแคว้นและอาณาประชาราษฎร์อย่างยิ่งยวดเพคะ”
คำกล่าวสรรเสริญจากริมฝีปากแต้มชาดสีแดงนี้เป็ของหญิงในชุดยิปซีที่ตบแต่งด้วยเศษผ้าสีทึบอันรุงรัง แต่กระนั้นนางกลับมีศักดินาเป็ถึงธิดาเทพที่เหล่าผู้มีอำนาจรวมถึงกษัตริย์ต่างให้ความเคารพและเลื่อมใส
“องค์ชายมีดวงค้ำจุนบ้านคำจุนเมือง หากเลี้ยงดูจนเติบใหญ่แล้วไซร้ จักทำให้บ้านเมืองเป็ปึกแผ่น อีกทั้งเมื่อพระชันษาย่างเข้ายี่สิบปีจะเป็ผู้ค้ำจุนอำนาจแห่งองค์จักรพรรดิให้ยิ่งใหญ่สืบไปในภายภาคหน้าเพคะ”
“ดี ดียิ่ง เช่นนั้น ถ่ายทอดคำสั่งลงไป แต่งตั้งให้องค์ชายสามดำรงตำแหน่ง เหอซั่วชินหวัง[1]”
แม้ว่าจะเป็พระโอรสที่ฮ่องเต้ซีหยวนรักมากเพียงใด แต่ก็มิได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาท เพราะตำแหน่งนั้นได้ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้าให้กับพระโอรสองค์โตของหวงกุ้ยเฟย[2] ซึ่งพระนางเข้าถวายตัวรับตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งปีแต่กลับมีโอรสที่มีพระชนมายุถึงสามชันษา จึงเป็ที่ร่ำลือกันว่าฮ่องเต้ลอบมีสัมพันธ์ลับอยู่ภายนอกวัง ในคราที่ออกสนามสู้รบ ฟานหลินเป็อดีตแม่ทัพอยู่เขตชายแดน เมื่อาสงบฮ่องเต้ก็ทรงพาพระนางเข้าวังเป็พระสนม
หลังจากเวลาล่วงเลยไปหลายปีนับจากนั้น กระทั่งอ๋องมู่หรงย่างเข้าสู่วัยสิบห้าชันษา ดวงชะตากลับกลายเป็พลิกผันเสมือนดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจขององค์จักรพรรดิ เมื่อยอดดวงใจเช่นฮองเฮามีพระวรกายทรุดโทรมป่วยหนัก ร่างกายผ่ายผอม ดวงตาที่เคยชัดกลับฝ้าฟางกระทั่งมองไม่เห็น โสตประสาทที่เคยได้ยินก็สูญเสีย อีกทั้งลิ้นรับรสทั้งห้าก็เสื่อมสลายลง กระทั่งทรงเสียผู้เป็ที่รักไปในที่สุด
เมื่อฮองเฮาจากไป ฟานหลินก็ได้เลื่อนต่ำแหน่งขึ้นมาเป็ฮองเฮาองค์ใหม่ ส่วนหลี่เฟยก็เข้ามารับตำแหน่งเป็หยางกุ้ยเฟยดูแลชินอ๋องแทนพี่สาว และใน่ระยะเวลาถัดออกไปไม่ถึงเดือนอาการป่วยหนักเช่นเดียวกับอดีตฮองเฮาก็ส่งต่อมาที่พระโอรสของพระนางซ้ำอีก
“เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ บุตรชายที่ข้าเฝ้าทะนุทนอมจึงมามีสภาพเช่นเดียวกับเฟยหลิน ข้าสูญเสียนางไปแล้วเหตุใดจึงต้องคิดจะมาพรากลูกชายของข้าไปอีก”
“ทรงพระทัยเย็นก่อนเถิดเพคะฝ่าา เป็เช่นนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจักไม่มีหนทางแก้ไข”
ั์ตาสีนิลของหญิงทำนายเปล่งประกายความนัยกล่าวทัดทานอารมณ์อันขุ่นมัว นางลุกขึ้นยืนจากลานหน้าท้องพระโรง มองไปยังเส้นขอบฟ้าสีทองที่บัดนี้เป็เวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มอัสดง
“เพียงแค่ก่อนที่ท่านอ๋องน้อยจะอายุครบยี่สิบชันษา ต้องเร่งหาพระชายาคู่บารมีเพื่อให้กำเนิดบุตรชาย ก็จะแก้ไขอาเพศให้หมดสิ้นไปได้เพคะ”
“แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสตรีนางไหนจะมาแก้คำสาปนี้ได้”
หญิงในชุดดำหยิบตำราขึ้นมาวางก่อนจะชี้มือชี้ไม้ไปทางซ้ายที ไปทางขวาที พ่นคำพูดที่ฟังได้แต่ไม่เป็ภาษาออกมามาหลายต่อหลายครั้งก่อนจะได้ข้อสรุปที่พอจะเข้าใจได้
“ในที่นี้จะต้องมีผู้ที่เสียสละมอบบุตรสาวของตนให้มาเป็คู่ครองท่านอ๋องเพคะ”
เมื่อธิดาเทพเอ่ยคำทำนาย ทั่วทั้งท้องพระโรงต่างเงียบสงัด เหล่าข้าราชบริพารถึงกับขนลุกขนชัน ก็ใครกันเล่าจะกล้าปล่อยให้ลูกสาวตนต้องมาตกระกำลำบากกับชายที่นอนติดเตียงแม้มีฐานันดรศักดิ์เป็ถึงอ๋อง ซึ่งเมื่อเดาอนาคตแล้วก็คงหนีไม่พ้นการเป็หม้ายร้างด้วยสามีที่ป่วยหนักใกล้ตาย
“ใต้ท้าวลู่ เื่นี้ท่านมีความคิดเห็นเป็ประการใด”
ชายชราในตำแหน่งอัครเสนาบดียืนตัวเกร็งกำเฉาฮู้หยกไว้ในมือแน่นเสียจนมันแทบจะร้าวคามือ ด้วยรู้ซึ้งถึงความนัยแอบแฝง ที่ฮ่องเต้เอ่ยมานั้นเป็เพียงการโยนหินถามทาง เพราะตนมีบุตรสาวซึ่งเป็พระสหายกับอ๋องน้อยมาแต่วัยเยาว์ มันจึงเป็ไปได้ว่าฝาบาทคงคิดทาบทามบุตรสาวตนให้รับหน้าที่นี้ จะเอ่ยปากแบ่งรับแบ่งสู้ก็กลื่นไม่เข้าคายไม่ออก
“แล้วแต่พระองค์จะทรงโปรดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่มีเหตุขัดข้อง แต่หากถามความคิดเห็นของกระหม่อมแล้ว เหตุใดไม่ลองหาแพทย์ที่มีความสามารถมารักษาท่านอ๋องดูก่อนล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำที่เอ่ยอ้างมานั้นก็พอจะฟังดูมีเหตุผล หากจะเชื่อแต่เื่ดวงชะตาเพียงอย่างเดียวก็ดูจะงมงายจนเกินไป จนกลายเป็ว่าบุตรชายจะขาดการรักษา องค์จักรพรรดิเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ สืบเสาะหาหมอเทวดาฝีมือดีจากทั่วทุกสารทิศ แต่สุดท้ายก็จนด้วยปัญญา
กระทั่งระยะเวลายิ่งเดินเข้ามากระชั้นชิด อ๋องมู่หรงในวัยสิบแปดปีก็ล้มป่วยหนักอีกครั้งกระทั่งสูญเสียประสาทััทั้งห้า
“ทูลฝ่าา เื่นี้จะชักช้าอีกไม่ได้แล้ว เพลานี้ท่านอ๋องก็มีพระชนมายุเข้าปีที่สิบแปดแล้ว หากนานกว่านี้เกรงว่าจะเกี่ยวพันไปถึงกับดวงของแผ่นดิน ยากที่จะแก้ไขนะเพคะ”
ผู้วาดมือดูดวงชะตาออกปากเร่งรัด ยิ่งทำให้เกิดภาวะกดดันอย่างหนักในที่ประชุม แต่ในเมื่อเส้นตายถูกขีด ดวงชะตาถูกกำหนด การทำตามคำทำนายจึงเป็หนทางเดียวที่จะรักษาบุตรรักให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่ยืนยาวต่อไปได้
“ถ่ายถอดราชโองการออกไป ให้ลู่อันซินบุตรีของเสนาบดีลู่หยู่เฟย เข้ารับตำแหน่งพระชายาเอกแต่งเข้าจวนชินอ๋อง เร่งจัดพิธีแต่งงานโดยเร็ว”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
..___________.. @ .. ___________..
เหอซั่วชินหวัง[1] : หรือเรียกอีกอย่างว่าชินอ๋อง เชื้อพระวงศ์ลำดับที่ 1 รองลงมาจากองค์รัชทายาท
หวงกุ้ยเฟย[2] : พระมเหสีรอง