แม่ทัพใหญ่พักอยู่ที่เยว่จวนได้ไม่นานก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไปประจำการที่เมืองต้าหลินตามเดิม เขาเอ่ยถามบุตรสาวว่า “เ้าไม่คิดกลับไปพร้อมพ่อกับแม่จริงหรือ”
มู่หรงเซียวส่ายหน้าเพราะรู้สึกสนุกสนานกับการเที่ยวเล่นในเมืองหลวงจึงอยากพักผ่อนอยู่ที่นี่ให้หนำใจเสียก่อนพลางทำหน้าออดอ้อนบิดามารดา
“ข้าจะรีบตามไปเ้าค่ะ”
ในเมื่อบุตรสาวเอ่ยปากเช่นนั้น เขาจึงไม่พูดอันใดมากความเพราะั้แ่เกิดจนโตตามใจนางทุกอย่างจนสหายคนสนิทมักกล่าวว่ามู่หรงเซียวกลายเป็เด็กเอาแต่ใจเพราะมีบิดาให้ท้าย
“เมิ่งเซียง เ้าดูแลคุณหนูดี ๆ” ฮูหยินบอกสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างกาย กำชับอีกครั้งหนึ่ง “คอยระวังอย่าตามใจนางมากนัก สิ่งใดที่อันตรายก็รู้จักห้ามปรามนางด้วย”
“เ้าค่ะฮูหยิน” สาวใช้หันมองหน้าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่พลางยิ้มมุมปากเพราะได้รับอนุญาตจากเ้านายแล้วว่าห้ามได้ทุกอย่างที่อาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้มู่หรงเซียวหาเื่อันตรายใส่ตัว
“ท่านแม่…” นางทำตาปริบ ๆ ยิ้มกว้างหน้าระรื่น “ข้าอายุสิบแปดแล้วจะทำตัวดื้อเหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร”
“แต่วันก่อนข้าเห็นกับตาว่าเ้าปีนกำแพงไปเที่ยวกับเซี่ยหลานเฟิง ข้าไม่เคยเห็นบุตรสาวบ้านไหนทำอย่างเ้าเลย” ฮูหยินบีบแก้มคนตรงหน้าเล็กน้อย “ลื่นล้มตกลงมาหน้าฟาดพื้น แขนขาหักจะทำอย่างไรเล่า”
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเพราะว่าข้าปีนเข้าปีนออกจนชำนาญแล้วเ้าค่ะ อ๊ะ…” นางพูดยังไม่ทันจบกลับต้องร้องลั่นเพราะมารดาบีบจมูกเล็ก ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวจึงได้แต่บอกว่า “ข้าจะระวังตัวไม่ให้าเ็เ้าค่ะ”
“เฮ้อ…” บิดามารดาได้ยินเช่นนั้นได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะร่ำลากันอีกครั้งแล้วออกเดินทางไกล
ทว่า สามเดือนต่อมา มู่หลิงอวิ๋นได้รับจดหมายด่วนส่งตรงจากคนของตัวเองที่แฝงตัวสืบข่าวอยู่ในวังหลวงทำให้ได้รู้ว่าฮ่องเต้กำลังจับตามองคนสกุลมู่อย่างใกล้ชิดเพราะเกรงว่าพวกเขาจะใช้กองทัพก่อฏ
“เฮอะ” เ้าตัวหัวเราะในลำคอพลางส่ายหน้าที่อีกฝ่ายคิดเช่นนั้นแล้วบอกเซี่ยหลานเฟิงว่า “เ้ากลับไปดูแลเซียวเอ๋อร์แทนข้า หากมีเื่ใดไม่ชอบมาพากลให้รีบพานางหนีมาต้าหลินทันที”
“ขอรับ” มือขวาของแม่ทัพใหญ่รับปาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะปกป้องคุณหนูของหัวหน้าอย่างสุดชีวิตพลันรีบควบม้ากลับเยว่จวนในพริบตา
ขณะที่เวลานั้น มู่หรงเซียวกำลังเดินเล่นในตลาดเพื่อเลือกซื้อกำยานในร้านค้ากับเมิ่งเซียง นางสังเกตได้ว่าหมู่นี้มีใครบางคนแอบเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางใดก็มักััได้เสมอว่าเงานั้นติดตามมาด้วยจึงวางแผนกับสาวใช้คนสนิทเพื่อจับคนผู้นั้นให้ได้คาหนังคาเขา
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกเล็กข้างร้านขายผ้าไหมที่ลับตาคนพลันทรุดตัวล้มลงกับพื้นทันที
“คุณหนู!” สาวใช้แสดงท่าทีได้สมบทบาท กระวนกระวายร้องเรียกนางพลางเขย่าตัวไปด้วย “คุณหนูเป็อะไรไปเ้าคะ ฟื้นสิเ้าคะ ช่วยด้วย!”
หญิงสาวฟังเสียงฝีเท้าที่ะโอย่างแ่เบาเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แล้วเบิกตาโพลงคว้าเสื้ออีกฝ่ายได้ทันท่วงที
“จับได้แล้ว” นางบอกกับสาวใช้ด้วยสีหน้าระรื่นก่อนจะสำรวจคนแปลกหน้าในชุดสีดำอำพรางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าจึงโพล่งถามว่า “ใครส่งเ้ามา”
มู่หรงเซียวสังเกตมาสักพักแล้วว่าคนตรงหน้าคงมีหน้าที่จับตามองดูนางเพียงอย่างเดียว ไม่ถึงขั้นลงมือทำร้ายใคร ทั้งยังทำตัวกระวนกระวายไม่กล้าตัดสินใจจึงใช้วิธีนี้หลอกล่อให้เขาปรากฏตัว
“…” เขาไม่พูดแต่ก็ไม่กล้าหักข้อมือหญิงสาวแล้วหาทางหนีเพราะถูกกำชับมาว่าให้เฝ้าดูอย่างเดียวและห้ามให้เกิดอันตรายกับบุตรสาวแม่ทัพใหญ่
หญิงสาวเห็นเขาไม่พูดจึงดึงผ้าปิดหน้าออกแล้วยิ้มกว้าง “ข้าจำหน้าเ้าได้แล้ว คราวนี้บอกข้ามาว่าใครส่งเ้ามา”
“ข้าไม่บอก”
“ไม่บอกอย่างนั้นหรือ” มู่หรงเซียวไม่พูดเปล่าแต่หยิบมีดสั้นที่พกติดตัวขึ้นมาแล้วจ่อไปที่ลำคอของเขา “ข้ารู้ว่าเ้าทำร้ายข้าไม่ได้แต่ข้าน่ะจิ้มมีดแหลม ๆ ใส่เ้าได้นะ”
มู่หรงเซียวคาดเดาว่าคนตรงหน้าคงอายุราว ๆ สิบห้าสิบหกปี หากเป็คนในสังกัดของใครสักคนก็คงเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่จึงกล้าข่มขู่ไปอย่างนั้นแต่ไม่น่าเชื่อว่าได้ผลเป็อย่างดีเพราะเ้าตัวเริ่มลนลานทำอะไรไม่ถูก
“คุณหนู…” เด็กหนุ่มทำหน้ามุ่ยยอมบอกบางส่วนเผื่อว่าคุณหนูสกุลมู่จะใจดีปล่อยเขาไป “หัวหน้าส่งข้ามาเฝ้าคุณหนูขอรับ”
“หัวหน้าเ้าเป็ใคร มีเื่อันใดกับข้าทำไมจึงไม่มาเผชิญหน้ากันตัวต่อตัว” หญิงสาวหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะ่หลายวันมานี้เหมือนมีสายตาจ้องมองตลอดเวลาจนไม่เป็ตัวเอง
“เอ่อ…”
“ใคร…” นางคาดคั้นสีหน้าจริงจังสมกับเป็บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ มือกำเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่นไม่ยอมให้หนีหาย
“รองแม่ทัพหยางขอรับ” เ้าตัวจำใจพูดเพราะโดนข่มขู่ เพิ่งเข้าหน่วยมาได้ไม่นานกลับต้องรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่จึงไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร
“หยางเสวี่ยเฟยหรือ”
มู่หรงเซียวอุตส่าห์สาบานกับฟ้าดินว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกแล้วแต่เห็นทีเนื้อเื่ในนิยายก็คงต้องดำเนินไปตามต้นฉบับจนกว่าจะถึงวันนั้นกระมัง
พอคาดคั้นความจริงมากเข้าจึงได้รู้ว่าสกุลมู่กำลังอยู่ในสถานะเฝ้าระวัง นางจึงปล่อยเด็กหนุ่มคนนั้นให้เป็อิสระ
“อาเหลียง เ้ากลับไปบอกเ้านายเถอะว่าข้าไม่ชอบให้ผู้ใดมาวุ่นวายกับชีวิตข้า อย่าได้ส่งคนมาเฝ้าดูข้าอีก”
“คุณหนูสกุลมู่อย่าใจร้ายกับข้าเลยขอรับ หากกลับไปจวนรองแม่ทัพมือเปล่า ทั้งยังถูกคุณหนูจับได้แบบนี้แล้ว ข้าคงโดนหัวหน้าไล่ออกแน่ ๆ”
เสิ่นจื้อเหลียงหน้าเศร้า ท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์เสียจนนางพลอยเอ็นดูไปด้วย ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้มากความ เ้าเด็กคนนี้คงเป็คนที่เขารับมาเลี้ยงดูพร้อมฝึกให้เป็ทหารในสังกัดของตัวเองเป็แน่
“เฮ้อ… ข้าจะทำอย่างไรดีเล่าเมิ่งเซียง” แม้น้ำเสียงทำเหมือนครุ่นคิดแต่แท้จริงกลับตัดสินใจได้แล้ว
ไหน ๆ จวนสกุลมู่ก็เงียบเหงา ทั้งบิดามารดาหรือเซี่ยหลานเฟิงก็ไปอยู่เมืองต้าหลินกันหมด เห็นทีมีเด็กหนุ่มเป็เพื่อนเล่นน่าจะสนุกขึ้นกว่าเดิม
“คุณหนูยิ้มเช่นนี้แล้วยังจะถามข้าอีกหรือเ้าคะ” นางหรี่ตามองเ้านายรู้ทันเพราะอยู่ด้วยกันมานาน
“อาเหลียง เ้าบอกว่าไม่มีครอบครัวใช่หรือไม่ หากถูกรองแม่ทัพไล่ออกคงลำบากน่าดู”
“คุณหนูได้โปรดเมตตา ลืม ๆ ไปได้หรือไม่ว่าข้ากำลังตามเฝ้าคุณหนูอยู่” ดวงตาใสซื่ออ้อนวอนให้คนตรงหน้าเห็นใจ
เสิ่นจื้อเหลียงใจเต้นตึกตักไม่คิดเลยว่าเส้นทางการทำงานของตนจะจบลงง่ายดาย เพียงแค่คิดถึงชีวิตที่อัตคัดก่อนหน้านี้ที่ต้องอดมือกินมื้อ ไร้ที่นอนเป็หลักแหล่งก็ทำให้เศร้าใจจนคอตก
“อาเหลียง” น้ำเสียงที่เรียกด้วยความสนิทสนมเอ่ยขึ้นจนเ้าตัวแปลกใจ เขาไม่คาดคิดมากก่อนเลยว่าคุณหนูสูงศักดิ์นอกเหนือจากเสิ่นอวี้หลานแล้วยังมีคนอื่นที่เห็นอกเห็นใจคนอนาถาอย่างเขา
“ขอรับ”
“เ้ายิงธนูเป็หรือไม่”
ั้แ่เซี่ยหลานเฟิงย้ายตามบิดาของนางไปที่เมืองต้าหลิน มู่หรงเซียวได้แต่ฝึกยิงธนูเพียงลำพัง ไม่มีใครท้าประลองด้วยจึงรู้สึกเหงาหงอยไปบ้าง พอจะฝึกกับเมิ่งเซียง สาวใช้ผู้นี้ก็ไม่ถนัดด้านอาวุธเสียเลย
“ข้ายิงธนูได้ขอรับ รองแม่ทัพรับข้าเข้าหน่วยซิงอวี่ก็เพราะฝีมือยิงธนูของข้าขอรับ” เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ โน้มน้าวให้อีกฝ่ายเชื่อว่าเขาทำอย่างนั้นได้จริง ๆ
“อืม…” ดวงตาสีทับทิมมองลักษณะคนตรงหน้าแล้วยิ้มสดใสเพราะเคยได้ยินข่าวลือมาว่าหน่วยซิงอวี่ของหยางเสวี่ยเฟยมีทักษะชั้นเลิศกว่าผู้ใด ทั้งการสืบหาข่าว ดาบ กระบี่ มีด ธนูหรือกระทั่งยาพิษ
พวกเขามักปิดบังตัวตนเวลาทำภารกิจตามคำสั่งและไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาคนพวกนี้มาก่อน ทว่า เ้าเด็กตรงหน้า สงสัยจะเข้ามาใหม่จึงลืมกฎข้อนี้ไปเสียสนิท
หากแต่นางไม่ทักท้วงสิ่งใดเพราะกว่าจะเจอคนถูกใจก็หายากจึงเอ่ยปากชวน “อาเหลียง หากเ้ารักษาสัญญากับข้าได้หนึ่งข้อ ข้าจะไม่ส่งตัวเ้าคืนรองแม่ทัพแล้วเ้าก็จะไม่ถูกไล่ออกจากหน่วยด้วย”
“สัญญาสิ่งใดหรือ ข้า…”
“ไม่ใช่เื่ร้ายแรงอันใด” มู่หรงเซียวรับปาก “ข้อแรกห้ามปริปากบอกผู้ใดว่าข้ายิงธนูได้”
“คุณหนูทำได้จริงหรือขอรับ เก่งยิ่งนัก”
คนถูกชมยิ้มระรื่นในขณะที่เมิ่งเซียงตีแขนเสิ่นจื้อเหลียงดังเพียะ “ยังไม่ทันได้เห็นฝีมือก็เอ่ยปากชมแล้ว คุณหนูไม่ชอบให้ใครมายกยอหรอกนะ”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย ข้าเห็นว่าคุณหนูหูตาว่องไว รู้ว่าถูกคนแอบสะกดรอยตาม ทั้งยังจับตัวข้าได้อย่างง่ายดาย หากยิงธนูได้ก็คงเก่งไม่น้อย” แม้ว่ายังเป็เด็กใหม่ของหน่วยซิงอวี่แต่ก็พอแยกแยะความสามารถของคนได้เล็กน้อย
“ตาถึงยิ่งนัก” นางตบบ่าคนตรงหน้าแล้วพูดว่า “กฎข้อแรกเ้าจงจำให้ดีว่าห้ามแพร่งพรายเื่ความสามารถของข้ากับผู้ใด ต่อให้รองแม่ทัพคาดคั้นทรมานเ้าก็ห้ามปริปากพูด ส่วนข้อที่สอง…”
“ไหนบอกว่าหนึ่งข้อขอรับ” เสิ่นจื้อเหลียงเอ่ยค้านทันใด
“เมิ่งเซียง จับตัวไปส่งรองแม่ทัพ”
“ไม่ขอรับ คุณหนูอย่าได้ถือโทษโกรธข้า”
มู่หรงเซียวหัวเราะลั่นถูกใจคนตรงหน้ายิ่งนักเหมือนได้น้องชายเพิ่มมาอีกคน
“ข้อที่สอง เ้าต้องฝึกยิงธนูเป็เพื่อนข้าทุกวันห้ามขาด”
“หือ…” เขานึกสงสัยได้แต่มองหน้าไม่กล้าถาม
“ห้ามบอกเื่นี้กับรองแม่ทัพด้วย เอาเป็ว่าเื่เกี่ยวกับข้าและธนู เ้าห้ามพูด” นางสั่งอย่างเด็ดขาด นอกเหนือจากเื่นั้นจะรายงานอะไรก็ตามใจเพื่อไม่ให้หยางเสวี่ยเฟยจับได้
นับจากนั้นมา เสิ่นจื้อเหลียงแทบกลายเป็คนของจวนสกุลมู่เพราะถูกลากไปฝึกธนูบ้าง เที่ยวป่าไผ่บ้างหรือเดินเล่นที่ตลาดในเมืองราวกับเป็องครักษ์ส่วนตัวบ้าง ในแต่ละวันจึงมีเื่รายงานหยางเสวี่ยเฟยไม่ซ้ำยกเว้นเื่ธนูอย่างที่สัญญา
“เมิ่งเซียง เ้าเตรียมของครบหรือไม่” มู่หรงเซียวเอ่ยถาม สายตามองหาเครื่องเคียงทำอาหารมื้อเย็น
“เกือบแล้วเ้าค่ะ ข้าให้อาเหลียงไปหาเครื่องเทศมาเพิ่ม เดี๋ยวสักพักคงมาถึงเ้าค่ะ”
เวลานี้ พวกเขาสามคนกำลังช่วยกันทำอาหารเหมือนอย่างเคย ลักษณะนิสัยเข้ากันได้เป็ปี่เป็ขลุ่ยสนิทสนมกันมากขึ้นในทุก ๆ วัน
ครั้นทำอาหารแต่ละมื้อเสร็จเรียบร้อยก็นั่งทานอาหารด้วยกันพลางเล่าเื่โน้นเื่นี้อย่างสนุกสนาน บรรยากาศในจวนสกุลมู่จึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
เดิมทีมู่หรงเซียวมักตามบิดาไปที่เมืองต้าหลินแต่เพราะปักใจรักหยางเสวี่ยเฟยจึงยอมอยู่ในเมืองหลวง หากแต่ครั้งนี้นึกอยากเที่ยวเล่นเทศกาลต่าง ๆ ในเมืองหลวง อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนถูกรั้งเอาไว้ สุดท้ายแล้วนางจึงอยู่ที่นี่ต่อสักพักหนึ่งเสียอย่างนั้น
ขณะที่กำลังพูดคุยเื่ฟ้าฝน เสียงประตูบานใหญ่เปิดออก สาวใช้นางหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานเ้าของบ้านด้วยสีหน้าดีใจ
“คุณหนู หัวหน้าเซี่ยมาเ้าค่ะ”
มู่หรงเซียวยิ้มกว้างกว่าเดิมรีบวิ่งไปที่หน้าจวนโดยพลันแล้วสวมกอดชายหนุ่มร่างสูงด้วยความคิดถึง
“เฟิงเกอ!”
เซี่ยหลานเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่กระแอมไอเรียกสติคนตรงหน้า “คุณหนูจะมากอดข้าเช่นนี้ไม่ได้แล้วนะขอรับ เราสองคนไม่ใช่เด็กเสียหน่อย”
“ข้าคิดถึงท่านมากเลยเฟิงเกอ”
“…” เ้าตัวพูดไม่ออกแต่อมยิ้มจนเมิ่งเซียงจ้องหน้า ต้องรีบแกะร่างบางออกจากตัวเองแล้วหันไปมองเด็กหนุ่มข้าง ๆ สาวใช้คนสนิทราวกับอยากรู้ว่าเขาเป็ผู้ใด
“เอ่อ เสิ่นจื้อเหลียง เด็กใหม่หน่วยซิงอวี่” มู่หรงเซียวรีบอธิบายให้คนตรงหน้าฟัง “แต่ว่าตอนนี้เขาฝึกยิงธนูเป็เพื่อนข้าทุกวัน”
“เหตุใดคุณหนูจึงรับคนอื่นเข้าจวนง่ายดายขนาดนั้น ข้ากลับมาเมืองหลวงครั้งนี้เพราะได้รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ กำชับไว้ว่าอย่าได้ไว้ใจหยางเสวี่ยเฟย” เขาพูดไปตามตรง สีหน้าจริงจัง สายตาจับจ้องเสิ่นจื้อเหลียงจนอีกฝ่ายรู้สึกหนาวะเื
“เฟิงเกอ อย่าได้กังวลไป เ้าเด็กนี่น่ะไว้ใจได้” นางกอดคนตรงหน้าอีกครั้งแล้วถามว่า “เฟิงเกอ ครั้งนี้จะอยู่ที่เยว่จวนอีกนานหรือไม่”
“…” เ้าตัวไม่ตอบเพราะหากได้รับคำสั่งว่าต้องกลับไปที่เมืองต้าหลินก็คงต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อยู่นาน ๆ ไม่ได้หรือ ข้าไม่มีเพื่อนเล่น” เสียงออดอ้อนเหมือนทุกครั้งกำลังทำให้เขาใจอ่อน
เมิ่งเซียงกระแอมไอครั้งหนึ่งเป็สัญญาณเพราะต่างคนต่างชอบลืมไปว่าเวลานี้ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว กอดแนบชิดเช่นนี้มีแต่ทำให้ผู้อื่นสงสัย ในขณะที่เสิ่นจื้อเหลียงยืนอ้าปากค้างไม่คิดว่าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จะเป็กันเองกับลูกน้องของบิดามากเพียงนี้
“เฟิงเกอ ท่านมาพอดีเลย ข้าทำน้ำแกงเนื้อเอาไว้ รีบไปกินก่อนดีกว่า” หญิงสาวหันไปหาเมิ่งเซียงพร้อมส่งสายตาบอกว่าต้องทำอย่างไรให้มือขวาของแม่ทัพใหญ่คลายความกังวลใจ แต่เพียงแค่ได้ยินว่าคุณหนูทำน้ำแกงเนื้อเอาไว้ดวงตาของเขาก็เป็ประกายรีบเดินตามสาวใช้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดอีก
พลันเสียงเล็ก ๆ เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจว่า “คุณหนู ข้ารายงานเื่เมื่อครู่ได้หรือไม่”
“ตามใจเ้า” มู่หรงเซียวคิดว่าเป็เื่ที่เซี่ยหลานเฟิงกลับเข้ามาในเมืองหลวงอาจทำให้หยางเสวี่ยเฟยกระวนกระวายใจเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าบิดาของนางมีแผนลับแอบซ่อนอยู่หรือไม่แต่สิ่งที่เขาถามกลับไม่ใช่เื่นี้
“เื่ที่คุณหนูกอดชายผู้นั้นน่ะหรือขอรับ”
“ปกติเ้าต้องรายงานเื่อย่างนี้ด้วยหรือ” จู่ ๆ นางก็ไม่เข้าใจแล้วว่าขอบเขตงานของเสิ่นจื้อเหลียงครอบคลุมเื่ใดบ้าง “หัวหน้าสั่งว่าทุกเื่นี่ขอรับ ไม่ว่าคุณหนูจะออกไปพบเจอใคร อยู่กับผู้ใด เขาสั่งไว้ว่าห้ามขาดตกบกพร่อง” เ้าตัวบอกไปตามตรง ทุกวันนี้จึงใช้เวลารายงานเื่ของคุณหนูสกุลมู่อยู่นานกว่าจะเรียบร้อยเพราะต้องเล่าั้แ่เจอหน้าจนถึงเวลาเลิกงาน
มู่หรงเซียวครุ่นคิดแล้วบอกว่า “เื่นี้ไม่ต้อง”
“ทำไมหรือ” เด็กหนุ่มสงสัยพาลคิดว่าเป็สิ่งที่มู่หรงเซียว้าเก็บไว้เป็ความลับจึงห้ามให้หัวหน้าของตนรู้อย่างเด็ดขาด บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฮ่องเต้มีพระบัญชามาก็เป็ได้
ทว่า ความกังวลของเขาช่างเปล่าประโยชน์เพราะมู่หรงเซียวไม่ได้คิดเช่นนั้นจึงตอบไปตามตรงโดยอิงจากสิ่งที่คนผู้นั้นกระทำ่ให้หลังมานี้
“รองแม่ทัพหยางต้องคิดว่าข้ากำลังประชดประชันเรียกร้องความสนใจจากเขาน่ะสิ ข้าจะทำอันนั้นก็ห้าม คิดจะทำอันนี้ก็ไม่ได้ อาเหลียง... เ้าก็เห็นไม่ใช่หรือว่าเจอหน้ากันคราใด เขาไม่เคยห้ามปากตัวเองได้เลย ขนาดเ้ายืนฟังอยู่ไกลจากข้าเป็หมื่นลี้ยังรู้สึกหูอื้อเพราะคำที่เขาพร่ำบ่นข้า แล้วข้าน่ะ... หูของข้าต้องรับศึกใหญ่หลวงเพียงไหน เ้าเข้าใจใช่หรือไม่ว่าข้าไม่อยากฟังคำบ่นของเขาอีกแล้ว”
“ขอรับ” เด็กหนุ่มพยักหน้าทันควันเห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้งเพราะหัวหน้าของเขาทำเช่นนั้นจริง ๆ
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยางเสวี่ยเฟย แม้แต่บิดามารดาข้าหรือเฟิงเกอยังไม่มีใครกล้ากล่าวว่าอันใดข้า มีแต่เ้านั่นแหละชอบบ่นข้าจนหูชา ข้ามิใช่มู่หรงเซียวคนเดิม เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าข้าจะอดทนเ้าได้เหมือนนาง