บทที่ 7 ชั่วพริบตาในรอบร้อยปี
ปีที่ 40 แห่งยุคฉางเซิง
ในการประมูลลับใต้ดินที่ตลาดการค้าแห่งหนึ่ง ได้ปรากฏยาลูกกลอนสร้างฐานกำเนิดออกมา มันถูกซื้อไปโดยนักพรตขั้นก่อปราณระดับเก้าที่มีอายุเจ็ดสิบกว่าปี
อย่างไรก็ตาม นักพรตผู้นี้ที่เพิ่งออกจากตลาดการค้า ยังไม่ทันได้ขอความคุ้มครองจากหน่วยลาดตระเวนของตลาด ก็ถูกนักพรตขั้นก่อปราณจำนวนมากล้อมสังหาร จากนั้นนักพรตขั้นก่อปราณหลายสิบคนต่างรุมประชันกันเพื่อแย่งชิงยาลูกกลอนสร้างฐานกำเนิด
ในที่สุดลู่อิงเจาอาศัยวรยุทธ์ขั้นก่อปราณระดับสิบ ประกอบกับพลังต่อสู้จากชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] เอาชนะนักพรตทั้งหมดและได้ยาไปครอง แล้วหนีห่างออกไปนับพันลี้
ปีที่ 42 แห่งยุคฉางเซิง
ลู่อิงเจาสร้างฐานกำเนิดสำเร็จ
ในปีเดียวกันนั้น นางได้ตั้งรกรากในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าเมืองเซียนชิงอวิ๋น และได้ใช้หินิญญาซื้อวิชาสายฟ้าขั้นสร้างฐานที่มีชื่อว่า ‘วิชาหฤทัยเมฆอสนี’ จากหอคัมภีร์ในเมืองเซียน
แตกต่างจาก่ก่อปราณที่นางแฝงตัวอย่างเงียบ ๆ เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างฐาน นางก็เริ่มแสดงความโดดเด่น ด้วยวิชาสายฟ้าที่เชี่ยวชาญการต่อสู้อยู่แล้ว ประกอบกับพร์ติดตัว ไม่นานลู่อิงเจาก็สร้างชื่อเสียงในเมืองเซียนชิงอวิ๋นและสำนักบำเพ็ญเซียนใกล้เคียง ทั้งยังผูกมิตรกับศิษย์สำนักเซียนมากมาย
ปีที่ 45 แห่งยุคฉางเซิง
ลู่อิงเจาได้สำรวจถ้ำอาคมสายฟ้าโบราณแห่งหนึ่งพร้อมสหาย หลังจากผ่านการทดสอบมากมาย นางก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาโบราณ ‘คัมภีร์กระบี่อสนีลึกลับทลายหยก’ ซึ่งเป็ตำราวิชากระบี่สายฟ้าที่นำไปสู่ขั้นหยวนอิง รวมถึงวิชาฝึกร่างกายอย่าง ‘วิชาลับชักนำอัสนีเพื่อหลอมร่าง’
สหายของนางมาจากสำนักพรตขั้นแก่นทองคำ ‘สำนักว่านเหลย’ ได้ตกลงกับลู่อิงเจาว่าจะร่วมกันศึกษาคัมภีร์โบราณทั้งสองเล่มนี้ โดยต้นฉบับคัมภีร์เก็บไว้ที่ลู่อิงเจา ส่วนสหายได้คัดลอกไว้ในแผ่นหยกและนำกลับสำนัก
หลังจากแยกย้ายกัน ลู่อิงเจาก็หายสาบสูญไปนับั้แ่นั้นมา…
สำนักว่านเหลยได้สืบหาร่องรอยของลู่อิงเจาทั้งเปิดเผยและลับ ๆ เป็เวลาหลายปี แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ
ปีที่ 85 แห่งยุคฉางเซิง
ผ่านเวลามาสี่สิบปี ลู่อิงเจาก็ปรากฏกายที่เมืองเซียนชิงอวิ๋นอีกครั้ง
เวลานี้วิทยายุทธ์ของนางพัฒนาถึงขั้นสร้างฐานระดับปลายแล้ว นางใช้หินิญญาจำนวนมหาศาลในการประมูลครั้งใหญ่ของเมืองเซียนชิงอวิ๋น เพื่อซื้อของวิเศษสำหรับการหลอมดวงิญญา
เมื่อสำนักว่านเหลยได้รับข่าว สำนักก็ส่งนักพรตขั้นสร้างฐานระดับสูงสุดสี่คนมาล้อมจับลู่อิงเจานอกเมือง ลู่อิงเจาใช้เพียงกระบี่วิเศษเสวียนเหลยต่อสู้หนึ่งต่อสี่ สังหารนักพรตขั้นสร้างฐานทั้งสี่คนของสำนักว่านเหลยจนหมดสิ้น แสดงให้เห็นถึงความไร้เทียมทานในระดับขั้นสร้างฐาน
ภายใต้ความโกรธแค้นของปรมาจารย์ขั้นแก่นทองคำแห่งสำนักว่านเหลย เขาจึงใช้กลเม็ดลับติดตามร่องรอยของลู่อิงเจาด้วยตนเอง
ในที่สุดพวกเขาก็พบกันที่ตลาดอีกแห่งหนึ่ง ทั้งสองทำการต่อสู้อย่างดุเดือด ลู่อิงเจาหนีรอดออกมาได้อย่างปลอดภัยและหายตัวไปอีกครั้ง
ปีที่ 97 แห่งยุคฉางเซิง
ลู่อิงเจาเลื่อนขั้นจนบรรลุขั้นแก่นทองคำ ผู้ที่บรรลุขั้นแก่นทองคำจะมีอายุขัยแปดร้อยปี นี่คือที่เรียกว่าผู้มีชีวิตยืนยาวขั้นต้น
ผู้ที่อยู่ในขั้นสร้างฐานมีอายุขัยสามร้อยปี โดยทั่วไปแล้วคนที่จะบรรลุขั้นแก่นทองคำมักจะต้องอายุถึงสองร้อยปี แม้แต่ทายาทตระกูลเซียนก็มักจะบรรลุขั้นแก่นทองคำหลังจากอายุหนึ่งร้อยห้าสิบปี แต่ลู่อิงเจาบรรลุขั้นแก่นทองคำก่อนอายุครบร้อยปี นี่นับว่าเป็อัจฉริยะที่์ประทานมา
ปีที่ 99 แห่งยุคฉางเซิง
หลังจากที่พื้นฐานของนางมั่นคงแล้ว นางได้เดินทางไปยังสำนักว่านเหลย ด้วยกระบี่วิเศษเสวียนเหลยเพียงเล่มเดียว นางใช้เพียงสิบกว่ากระบวนท่าก็สามารถสังหารปรมาจารย์ขั้นแก่นทองคำของสำนักว่านเหลยจนิญญาแตกดับสูญ
จากนั้นได้สังหารสหายเก่าที่ยังคงติดอยู่ในขั้นสร้างฐานระดับกลาง แล้วปล้นสะดมคลังสมบัติของสำนักว่านเหลย ก่อนจะจากไปอย่างไร้ร่องรอย
ต่อมาได้ประกาศต่อสาธารณชนที่เมืองชิงอวิ๋นว่า นักพรตกระบี่ขั้นแก่นทองคำนามลู่อิงเจา จะจัดงานประชุมธรรมะขั้นแก่นทองคำที่ตำหนักวิชาในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เพื่อถ่ายทอดความลับของการแก่นทองคำ ไม่จำกัดระดับวรยุทธ์หรือสำนัก ทุกคนสามารถเข้าร่วมรับฟังได้ ส่งผลให้เหล่านักพรตจากเมืองใกล้เคียงต่างพากันตื่นตะลึง
หนึ่งเดือนต่อมา เมืองชิงอวิ๋นเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นแก่นทองคำก็ยังมาร่วมชมพิธี
ลู่อิงเจาถือกระบี่วิเศษเสวียนเหลย ยืนอยู่บนยอดตำหนักวิชา บรรยายธรรมะเป็เวลาสามวัน ถ่ายทอดจุดสำคัญและความลับของการแก่นทองคำให้แก่ผู้ฝึกฝนที่มาร่วมงานทั้งหมดอย่างไม่ปิดบัง จนมีจิตรกรวาดภาพ 'ภาพเซียนกระบี่วิเศษเสวียนเหลยถ่ายทอดธรรมะ' ตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง
ในยามนี้ผู้คนที่อยู่ในวิหารฉางเซิงต่างได้ยินเนื้อหาทั้งหมดของการประชุมธรรมะอย่างชัดเจน และต่างตั้งใจจดจำไว้อย่างละเอียด
ปีที่ 100 แห่งยุคฉางเซิง
ในวันที่ลู่อิงเจาอายุครบหนึ่งร้อยปี นางนั่งสงบนิ่งอยู่ในถ้ำพำนัก เงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วค้อมกายคำนับผู้คนในกระจกพลางกล่าวว่า
"ข้า ลู่อิงเจา แห่งเมืองเซียนชิงอวิ๋น ดินแดนใต้แห่งเทียนเซี่ยงเซียนโจว ขอต้อนรับเหล่าสหายเต๋าทุกท่าน"
พลันใดนั้นภาพในกระจกก็พลันดับลง
จิงอวี่สะดุ้งจากภวังค์ ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
เวลาหนึ่งร้อยปีที่ผ่านไปนั้นเป็ความจริง แต่ความรู้สึกของเขากลับเหมือนเพียง่พริบตาเดียว ทว่าภาพต่าง ๆ กลับชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน สมแล้วที่เป็วิชาของเซียน
"ชะตากำเนิด [ผู้ทรงอำนาจเหนือใคร] ของสหายเต๋าลู่นั้น แต่เดิมเหมาะกับการเดินบนเส้นทางที่ต้องต่อกรกับผู้คนทั้งโลก ท่านผู้ยิ่งใหญ่ท่านก่อนที่ตื่นรู้โชคชะตานี้ ถึงกับทำให้ทั่วทั้งแดนเซียนพลิกคว่ำ
แต่คนเฉกเช่นสหายเต๋าลู่นั้น หาได้ยากนักที่จะมีนิสัยเปิดเผยและเที่ยงธรรม ใช้ร่างที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว กระทำการอันชอบธรรม นับเป็บุญของสรรพชีวิตทั้งปวง"
เสวียนชิงจื่อกล่าววิจารณ์
"สหายเต๋าผู้ใดจะเป็คนต่อไป?"
"ข้าเอง ข้าเอง!"
เ้าเด็กอ้วนที่มีชื่อว่าเย่ซิงอวิ๋น ผู้ได้ปลุกชะตากำเนิด [มุ่งสู่มงคล หลีกหนีอัปมงคล] ถูมือด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะก้าวเข้าสู่ประตู์อย่างรวดเร็ว
ปีที่ 101 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นเกิดในตระกูลเย่แห่งเผ่าเซียนขั้นหยวนอิง บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเลลั่วซิง และเขาก็คือหลานชายเพียงคนเดียวของบรรพบุรุษผู้บรรลุขั้นหยวนอิงของตระกูล
จิงอวี่ที่อยู่ในวิหารถึงกับอ้าปากค้าง เขาเคยคิดว่าเ้าตัวอ้วนน้อยผู้นี้โชคดีมาก แต่ไม่คิดว่าจะโชคดีถึงขั้นน่าอัศจรรย์ขนาดนี้ ถึงกับเป็หลานแท้ ๆ ของนักพรตขั้นหยวนอิงเลยทีเดียวเชียว
ตระกูลเย่เป็ตระกูลที่ผู้าุโตระกูลเย่สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง นักพรตขั้นหยวนอิงมีอายุขัยสองพันปี และในยามนี้ผู้าุโตระกูลเย่มีอายุไม่ถึงพันปี อาจกล่าวได้ว่าอยู่ใน่เวลาที่รุ่งเรืองที่สุดขอตระกูลเย่
นักพรตระดับสูงนั้นยากที่จะให้กำเนิดทายาท ผู้าุโตระกูลเย่มีบุตรเพียงสิบกว่าคน ในจำนวนนี้มีเพียงบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวหนึ่งคนเท่านั้นที่มีรากฐานิญญา
บุตรสาวมุ่งมั่นในเส้นทางเซียน กระทั่งในยามนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน มีเพียงบุตรชายที่มีรากฐานิญญาคนเดียวที่ได้แต่งงานมีครอบครัว และบุตรชายคนเดียวนี้กว่าจะมีเย่ซิงอวิ๋นก็อายุสี่ร้อยกว่าปีแล้ว
ทำให้สายเืทายาทแท้ ๆ เหลือเพียงสายเดียว อีกทั้งยังเป็หลานข้ามรุ่น จึงสามารถจินตนาการได้ถึงความรักและความเอ็นดูที่ผู้าุโตระกูลเย่มีต่อเย่ซิงอวิ๋น
ั้แ่เด็ก ไม่ว่าจะเป็ยาิญญาหรือวิชากำลังภายในล้วนไม่ต้องพูดถึง หากเย่ซิงอวิ๋นออกเดินทาง จะมีนักพรตขั้นแก่นทองคำสองคนคอยติดตามคุ้มครองอย่างใกล้ชิด
จะว่าไปนักพรตขั้นแก่นทองคำแม้แต่ในเผ่าัขั้นหยวนอิงก็นับเป็แขกผู้มีเกียรติ แต่กลับต้องมาเป็องครักษ์ประจำตัวให้เด็กน้อยที่ยังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญเพียร เห็นได้ชัดว่าบรรพบุรุษตระกูลเย่นั้นทุ่มเทเพื่อทายาทผู้นี้มากเพียงใด
ปีที่ 106 แห่งยุคฉางเซิง
ปีนี้เย่ซิงอวิ๋นอายุหกขวบแล้ว และวันนี้คือวันที่เขาจะทดสอบรากฐาน
ทั้งตระกูลเย่ต่างวุ่นวายกันไปหมด ท่านพ่อในฐานะผู้นำตระกูลก็มาถึงศาลบรรพชนั้แ่เช้าตรู่ เพื่อเป็ประธานในพิธีทดสอบรากฐานของบุตรชายคนเดียว
โดยปกติแล้วพิธีทดสอบรากฐานของรุ่นเยาว์ไม่ถือเป็งานใหญ่โต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่ปรมาจารย์ขั้นหยวนอิงจะให้ความสนใจ แต่วันนี้บรรพบุรุษตระกูลเย่กลับนั่งอยู่ในศาลบรรพชน ้าจะทดสอบรากฐานให้หลานชายด้วยตนเอง
วิธีการทดสอบรากฐานของปรมาจารย์ขั้นหยวนอิงย่อมไม่ธรรมดา เย่ซิงอวิ๋นไม่เพียงทดสอบออกมาว่ามีรากฐานลมแปรผันอันหาได้ยาก ยังเกิดปรากฏการณ์พิเศษ นั่นคือรากฐานถึงกับแสดงภาพของสัตว์วิเศษเฟยเหลียนออกมา
นักปราชญ์ย่อมรู้ว่ารากฐานิญญานั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ผู้ที่มีรากฐานิญญามักจะมีธาตุเดียว ส่วนรากฐานิญญาที่มีหลายธาตุผสมผสานกันนั้นกลับหายากยิ่ง ดังนั้นการวัดคุณภาพของรากฐานิญญาจึงต้องดูจากปรากฏการณ์ที่แสดงออกมาเท่านั้น
โดยทั่วไปผู้ที่มีพร์ธรรมดาจะไม่มีปรากฏการณ์รากฐานิญญาใด ๆ เลย สามารถมองเห็นได้เพียงธาตุของรากฐานิญญาของตนเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีพร์ดีกว่านั้นก็มักจะมีเพียงปรากฏการณ์ทั่วไป เช่น หยดน้ำหนึ่งหยด กองไฟหนึ่งกอง ต้นกล้าหนึ่งต้น สายฟ้าหนึ่งสาย หรือสายลมบริสุทธิ์หนึ่งสาย
ผู้ที่มีปรากฏการณ์เป็สัตว์ประหลาดเฟยเหลียนนั้น แม้แต่ในกลุ่มผู้มีรากฐานิญญาธาตุลมก็ยังหาได้ยากยิ่งนัก!
บรรพบุรุษตระกูลเย่เห็นดังนั้นก็ยินดีปรีดาเป็อย่างยิ่ง ถึงกับผนึกวิชาเซียนระดับหยวนอิงสามวิชาไว้ในร่างของเย่ซิงอวิ๋นเพื่อปกป้องเส้นทางบำเพ็ญของเขา
ปีที่ 107 แห่งยุคฉางเซิง
ในปีนี้เย่ซิงอวิ๋นดึงพลังปราณเข้าสู่ร่างกาย กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นก่อปราณ
ปีที่ 109 แห่งยุคฉางเซิง
ขณะที่เย่ซิงอวิ๋นกำลังเล่นอยู่ในที่ดินบรรพบุรุษตระกูลเย่ เขาได้พบกับถ้ำ์วิเศษสุเมรุที่ล่องลอยมาจากนอกโลก ภายในบรรจุวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรโบราณ ‘คัมภีร์แท้จริงแห่งลมเฉียนคุน’ รวมถึงพัดวิเศษธาตุลมที่มีิญญา
พัดวิเศษนี้เมื่อเห็นเย่ซิงอวิ๋น มันก็ยอมรับเขาเป็เ้าของทันที
เหตุการณ์นี้ถูกบรรพบุรุษตระกูลเย่พบในทันที ตระกูลเย่จึงรีบปิดบังลาง์และระงับข่าว โชคดีที่การตกลงมาของถ้ำ์วิเศษสุเมรุไม่ได้ส่งเสียงดังมากนัก จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้เื่นี้
ปีที่ 127 แห่งยุคฉางเซิง
เย่ซิงอวิ๋นมีวรยุทธ์อยู่ในขั้นก่อปราณชั้นเก้า
ในปีเดียวกันนั้น มีนักพรตาเ็สาหัสผู้หนึ่งบังเอิญบุกรุกเข้ามาในค่ายกลของตระกูลเย่โดยบังเอิญ เขาสิ้นใจลงกลางค่ายกล ในตอนนั้นเย่ซิงอวิ๋นกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ในห้องปิดวิเวก เมื่อได้ยินเื่นี้จึงออกมาตรวจสอบ และได้พบยาลูกกลอนสร้างฐานที่มีคุณภาพดีเยี่ยมสามเม็ดในถุงเก็บของของนักพรตผู้นั้น