บทที่ 18 มีชาวประเทศเกาะสี่คนในรถไฟ
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่มีแฟน ไม่เคยมีภรรยา ซื้อของพวกนั้นให้แต่แม่กับพี่สาว พอถึงกองทัพแล้ว ฉันจะรีบโทรกลับไปบอกให้แม่ส่งของที่เก็บไว้ทั้งหมดมาให้เธอ”
“อะไรนะ? ทำแบบนั้นได้ยังไง” ฉินซวงซวงร้อนใจ รีบโบกมือห้ามไม่ให้เขาทำอย่างนั้น “ของพวกนั้นคุณซื้อให้แม่คุณใช้ จะส่งมาให้ฉันได้ยังไง”
เขาจับมือฉินซวงซวงแล้วบีบเบา ๆ ััของมันนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก กลัวว่าถ้าออกแรงมากไป จะบีบมือของเธอจนหัก
“ทำไมจะไม่ได้ แม่ฉันชอบพูดว่า ไม่ต้องซื้ออะไรพวกนี้มาให้แม่แล้ว รีบหาลูกสะใภ้มาให้แม่สิ ฉันเลยเก็บของพวกนั้นไว้ รอเธอมา ฉันจะให้เธอทั้งหมด”
“ตอนนี้เธอก็มาแล้ว ให้แม่ส่งมาให้พอดี ผิวของเธอดูแห้ง ต้องบำรุงดูแลหน่อย ฤดูร้อนคงไม่เป็ไร แต่ถ้าถึงฤดูหนาวผิวจะลอกเอาได้นะ”
ดวงตาที่ใสกระจ่างของฉินซวงซวงฉายแววประหลาดใจ “คุณรู้เื่การดูแลผิวด้วยเหรอ?”
“ไม่ค่อยรู้หรอก รู้แบบผิวเผิน” เสิ่นเฉินิไม่ได้ปิดบัง เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม “ตอนนั้นฉันอยู่ต่างประเทศ เคยร่วมงานสืบคดีกับผู้หญิงท้องถิ่นคนหนึ่งด้วยกัน ผู้หญิงคนนั้นก็ดีทุกอย่างแค่เื่มากเื่ผิวไปหน่อย”
“เวลาออกไปไหนก็ชอบทาครีมนู่นนี่บนหน้า เวลาว่างก็ชอบมาพูดเื่ผิวให้ฟัง ฟังหลายครั้งก็จำได้”
ดวงตาของฉินซวงซวงเป็ประกาย รู้สึกว่าเขาดูไม่เหมือนคนยุคนี้ คงเพราะอยู่ต่างประเทศมานาน ได้เห็นอะไร ๆ มามากกว่า
เขารู้ด้วยว่าผู้หญิงต้องดูแลตัวเองดี ๆ มุมมองกว้างกว่าผู้ชายทั่วไปซะอีก
จริงอยู่ ผู้หญิงต้องดูแลตัวเอง เวลาทำงานก็ทำไป ผ่อนคลายก็ต้องผ่อนคลาย อย่าทำตัวเป็ผู้หญิงแกร่ง
เหนื่อยเกินไป ไม่คุ้มหรอก
เสียงประกาศเรียกขึ้นรถไฟดังขึ้น เสิ่นเฉินิหยิบแตงโมและข้าวของอื่น ๆ ขึ้นมา ควักตั๋วรถไฟสองใบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นให้ฉินซวงซวงใบหนึ่ง พร้อมกับส่งสายตาบอกว่า "สาวน้อย จับมือฉันไว้ ระวังหลงนะ"
บนมือของฉินซวงซวงมีแค่เค้กไข่ นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ต่างจากเสิ่นเฉินิ บนบ่าสะพายกระเป๋า มือหนึ่งถือแตงโม อีกมือถือของอย่างอื่นเต็มสองมือไปหมด แล้วยังจะให้เธอจับมืออีก?
จะให้จับตรงไหน?
"ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้นั่งรถไฟเป็ครั้งแรกซะหน่อย ไม่หลงหรอก"
ฉินซวงซวงไม่ยอมจับมือเขา กลางที่สาธารณะแบบนี้ หากทำตัวสนิทสนมเกินไป เดี๋ยวคนอื่นจะหัวเราะเอา
อีกอย่าง แค่นั่งรถไฟ หาตู้โดยสาร หาที่นั่ง จะหลงได้ยังไง?
ยุคนี้คนเดินทางไม่เยอะ แม้รถไฟจะจอดที่สถานีนี้ไม่นาน แต่ก็มากพอที่เธอจะหาตู้โดยสารเจอ
เสิ่นเฉินิเป็ห่วงว่าสาวน้อยไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน จะหาที่นั่งไม่เจอ เห็นเธอไม่ยอมจูงมือตัวเอง ก็ได้แต่เฝ้ามองดูแลอยู่ห่าง ๆ
ฉินซวงซวงต่อแถวอยู่ข้างหน้าเขา ตรวจตั๋วเสร็จก็เดินตามฝูงชนไป เสิ่นเฉินิถือสัมภาระเดินตามเธอไปติด ๆ
เด็กน้อยก็ช่างรู้ความ พอรู้ว่าต้องขึ้นตู้โดยสารโบกี้ไหน เลขที่นั่งอะไร เขาไม่ต้องดูให้เสียเวลา เดินตามเธอไปก็พอ
พอถึงที่นั่ง ก็เห็นผู้ชายรูปร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ อายุน่าจะราวสามสิบถึงสี่สิบปี ใบหน้าดูดุราวกับจะบอกว่า ‘อย่ามายุ่งกับฉัน’
ผู้ชายคนนั้นตัวเตี้ย อ้วนท้วม หน้ามันเยิ้ม ข้าง ๆ เขามีผู้ชายสามคนนั่งอยู่ แต่งชุดสูทสีดำ ดูผอมแห้ง ตัดกับรูปร่างของผู้ชายวัยกลางคนคนนั้นอย่างชัดเจน
วันนี้เสิ่นเฉินิไม่ได้ใส่ชุดทหาร แต่ใส่ชุดธรรมดา
เมื่อเห็นที่นั่งของตัวเองถูกคนอื่นนั่งอยู่ ฉินซวงซวงก็เดินเข้าไปหาผู้ชายร่างท้วมด้วยท่าทางสุภาพ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ขอโทษค่ะ ที่นั่งตรงนี้เป็ของฉัน คุณช่วยลุกหน่อยได้ไหมคะ?"
ผู้ชายร่างอ้วนลืมตาเล็ก ๆ ของเขาขึ้นมองฉินซวงซวง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ "เท่าไหร่? ฉันซื้อ"
เสิ่นเฉินิกำลังวางกระเป๋าเดินทางบนที่วางสัมภาระพลางตอบว่า "ไม่ว่าเท่าไหร่ก็ไม่ขาย ถ้าอยากได้ตั๋วก็ไปติดต่อพนักงานบริการบนรถไฟ"
ชายชุดดำสามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองเสิ่นเฉินิกับฉินซวงซวง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูชายร่างท้วมเป็ภาษาประเทศเกาะว่า "หัวหน้า! ครั้งนี้พวกเรามีธุระต้องจัดการที่เมืองไห่เฉิง อย่าก่อเื่ อยู่เงียบ ๆ ไว้"
ชายร่างท้วมจ้องเขม็งใส่ชายคนนั้นอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้นยืนแล้วพาลูกน้องเดินจากไป
ก่อนไป เขาเหลือบมองเสิ่นเฉินิกับฉินซวงซวงอย่างไม่ค่อยเป็มิตร พลางสบถเป็ภาษาประเทศเกาะแ่เบาว่า "บ้าเอ๊ย!"
ฉินซวงซวงอ่านปากไม่เป็ แต่เสิ่นเฉินิอ่านเป็ เพียงแต่ไม่รู้ว่าชายร่างท้วมสบถว่าอะไร เพราะเขาเข้าใจแค่ภาษาจีนกับภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาอื่น ๆ ไม่รู้เื่เลย
หลังจากชายร่างท้วมกับลูกน้องทั้งสามคนเดินออกไปที่ตู้โดยสารข้าง ๆ ฉินซวงซวงก็นั่งลงข้างเสิ่นเฉินิ แล้วเล่าให้ฟังเบา ๆ ว่า
"สี่คนนั้นมาจากต่างประเทศ เป็คนประเทศเกาะ เขาบอกว่ามาทำธุระ แต่ไม่ได้บอกว่าทำธุระอะไร ไอ้หมอนั่นเป็หัวหน้า ส่วนอีกสามคนเป็ลูกน้อง"
"เอ๋?" เสิ่นเฉินิมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ สายตาจ้องเธอไม่วางตา "เธอฟังพวกนั้นคุยกันรู้เื่ด้วยเหรอ?"
ฉินซวงซวงพยักหน้ารับอย่างเนียน ๆ โดยไม่ได้อธิบายว่าทำไมถึงฟังรู้เื่ และเสิ่นเฉินิก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยภาพของชาวประเทศเกาะกลุ่มนั้น และคำพูดของฉินซวงซวงที่บอกว่าพวกนั้นมาทำธุระ แต่ไม่รู้ว่าธุระอะไร
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็จับมือของฉินซวงซวงแล้วพูดว่า "เธอไปกับฉันหน่อย เื่นี้ต้องไปแจ้งกับตำรวจรถไฟ ส่วนพวกเขาจะจัดการยังไงก็ไม่ใช่เื่ของพวกเราแล้ว"
"ไหน ๆ ก็รู้แล้ว ไม่ว่าพวกเขามาทำอะไร ก็ต้องเตือนตำรวจท้องที่ให้ระวัง ตอนนี้ประเทศกำลังปฏิรูปเปิดประเทศ ใครจะไปรู้ว่าจะมีพวกนอกกฎหมายแอบเข้ามาบ้าง"
ฉินซวงซวงพยักหน้าเล็กน้อย "ตกลง ฉันไปกับคุณ"
ทั้งสองลุกขึ้นยืน ไม่ได้เดินไปทางคนอ้วนผอมสี่คนนั้น แต่เดินไปทางตรงกันข้าม ไปหาเ้าหน้าที่บนรถไฟ บอกให้เขาไปตามตำรวจรถไฟมา
ตำรวจรถไฟอายุประมาณสี่สิบกว่า ๆ สวมชุดตำรวจรถไฟ เมื่อเห็นเสิ่นเฉินิและฉินซวงซวงก็ดูประหลาดใจ "พวกคุณสองคนเรียกผมเหรอครับ?"
เสิ่นเฉินิพยักหน้าเล็กน้อย หยิบบัตรประจำตัวทหารในกระเป๋าเสื้อออกมา ส่งให้เขา แล้วบอกว่า "ภรรยาผมเห็นคนประเทศเกาะสี่คนบนรถไฟ คนอ้วนหนึ่งคน คนผอมสามคน รวมกลุ่มกันอย่างชัดเจน"
ตำรวจรถไฟเปิดดูบัตรประจำตัวอย่างละเอียด ก่อนจะส่งคืนให้เสิ่นเฉินิพร้อมกับทำท่าทีเคารพมากขึ้นกว่าเดิม "ไม่ทราบว่าได้ยินพวกเขาพูดอะไรบ้างไหมครับ"
เสิ่นเฉินิไม่พูด แต่ให้ฉินซวงซวงเป็คนพูด ตอนแรกนึกว่าหญิงสาวจะขลาดกลัว แต่ไม่ใช่เลย ดูเหมือนว่าเธอจะไม่กลัวคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเจอเลยสักนิด
"พวกเขาคุยกันเป็ภาษาประเทศเกาะครั้งหนึ่ง บอกว่าจะมาทำธุระที่เมืองไห่เฉิง แต่ไม่รู้ว่าเื่อะไร"
ตำรวจรถไฟครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่ตู้โดยสารข้างหลัง เขาเองก็เห็นคนสี่คนนี้ตอนที่เดินผ่านมาเมื่อครู่ คนอ้วนนั่นหน้าตาดูดุดัน เหมือนไม่ใช่คนที่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
"เข้าใจแล้ว ผมจะรีบตรวจสอบ และจะโทรแจ้งตำรวจไห่เฉิง ให้พวกเขาช่วยจับตาดูคนทั้งสี่คนนี้"
"อืม! คุณจัดการตามที่เห็นสมควรเถอะ"
หลังจากพูดจบ เสิ่นเฉินิก็พาฉินซวงซวงกลับไปนั่งที่เดิม พวกเขาแค่แจ้งสถานการณ์ให้พนักงานบนรถไฟทราบ ส่วนอีกฝ่ายจะจัดการอย่างไรนั้น อยู่นอกเหนืออำนาจของเขาแล้ว