เช้าวันต่อมามุกจันทร์ไม่ตื่นไปกินมื้อเช้า เธออ้างว่าปวดหัวนิดหน่อย ขอกินยาแล้วนอนพักความจริงคือเธอไม่อยากไปเจอครอบครัวของไตรภพ เพราะเธอไม่รู้จะวางตัวยังไงดีความขุ่นเคืองที่โดนหลอกยังไม่หมดไป ทั้งแม่ของเธอและครอบครัวของไตรภพพากันหลอกเธอแค่คิดถึงเื่พวกนี้เธอก็กินข้าวไม่อร่อยแล้ว ถ้าต้องไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเขาเธอต้องทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนแน่นอน เธอเห็นแก่หน้าแม่ ไม่อยากสร้างปัญหาจึงพยายามหลบเลี่ยงยังไม่เจอใคร คิดว่ารอให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นอีกสักนิดใจเย็นลงอีกสักหน่อย แล้วค่อยไปเจอคนอื่นได้
แน่นอนว่าเื่นี้เธอไม่ได้บอกหรือถามมณีจันทร์เธอกลัวว่าถ้าถามไปแล้วจะโดนมณีจันทร์ย้อนถามเื่ที่เธออ้างว่าสนิทกับไตรภพแต่เขาโกนหนวดตัดผมแล้วทำไมเธอถึงไม่รู้และถึงขนาดที่ว่ายังจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าเธอไปถามก็เท่ากับเปิดโปงคำโกหกตัวเองอีกอย่างเธอเห็นว่ามณีจันทร์กำลังอารมณ์ดีที่ได้มาเที่ยวมาเจอเพื่อนเก่า ถ้าเธองอแงเพราะเื่นี้จะทำให้บรรยากาศดีๆเสียไป เพราะเหตุนี้เธอจึงต้องเก็บความขุ่นข้องหมองใจเอาไว้กลืนคำที่อยากตัดพ้อต่อว่าระคนน้อยใจลงท้องไปเสีย
มณีจันทร์ไม่รู้ความในใจของลูกสาวเห็นมุกจันทร์มีสีหน้าหม่นหมองก็เข้าใจไปว่าลูกสาวไม่คุ้นเคยกับสถานที่เลยทำให้ร่างกายปรับไม่ทันและป่วยเธอคิดจะไปเอามื้อเช้ามากินกับมุกจันทร์ที่บ้านพักแต่มุกจันทร์คะยั้นคะยอให้เธอไปนั่งกินที่บ้านใหญ่แล้วค่อยเอาข้าวต้มมาให้เธอก็พอ
มณีจันทร์จึงไปกินมื้อเช้าตามปกติและขอให้แม่ครัวทำข้าวต้มให้ลูกสาวที่กำลังไม่สบายของเธอ
เอื้องฟ้ากับแทนไทได้ยินว่าว่าที่ลูกสะใภ้ไม่สบายก็รู้สึกเป็ห่วงอยากจะพาไปหาหมอ ทั้งยังปรึกษากันว่าโปรแกรมเที่ยววันนี้ของพวกเขาจะยกเลิกไปก่อนรอให้มุกจันทร์อาการดีขึ้นแล้วค่อยไป
ไตรภพที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยได้ยินว่ามุกจันทร์ไม่สบายเขาจึงบอกมณีจันทร์ว่าอยากไปดูมุกจันทร์สักหน่อยส่วนโปรแกรมการเที่ยวของบรรดาพ่อแม่ เขาบอกให้เป็ไปตามเดิมเดี๋ยวเขาจะดูแลมุกจันทร์เอง
ตอนแรกมณีจันทร์ยังคงไม่วางใจหลายปีที่ผ่านมาเธอเป็คนดูแลลูกสาวมาตลอด มุกจันทร์คือแก้วตาดวงใจของเธอเธอจะปล่อยให้คนอื่นดูแลแทนได้ยังไง แต่พอคิดถึงว่าในอนาคตไตรภพจะเป็ลูกเขยของเธอเป็คนที่จะแต่งงานกับมุกจันทร์การเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ดูแลกันก็ถือว่าเป็เื่ที่สมควรแล้ว
มุกจันทร์ที่นั่งอ่านข่าวอยู่ในห้องพักได้ยินเสียงเหมือนมีคนเปิดประตูจากนั้นก็ได้ยินแม่ของเธอเรียกชื่อเธอและพูดอะไรสักอย่างซึ่งเธอได้ยินไม่ชัดเนื่องจากเธอกำลังอ่านข่าวติดพันอยู่ จึงได้แต่ส่งเสียงขานรับและบอกว่าเดี๋ยวออกไป
มุกจันทร์ไล่สายตาอ่านข่าวอย่างเร็วและอ่านเนื้อหาของข่าวนั้นจบภายในห้านาทีจากนั้นจึงลุกออกจากหน้าจอและเดินออกมาจากห้อง
เธอได้กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวน่าจะเป็กลิ่นของกระเทียมเจียวที่โรยหน้าข้าวต้มของเธอแน่ๆ ในใจก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมายังไงแม่ของเธอก็รักเธอเสมอ เธอจะมานั่งน้อยใจคิดเล็กคิดน้อยทำไมกัน
เธอเดินออกมาถึงโถงเล็กๆกลางบ้านพักหลังน้อยนี้ กลับไม่เจอเงาของมณีจันทร์คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนั่งเล่นกลับเป็ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่ทำให้เธอขุ่นใจ พอเห็นหน้าไตรภพความอุ่นวาบที่แล่นขึ้นมาในใจเมื่อครู่ก็หายไปหมด
“คุณมาอยู่นี่ได้ยังไงคะ”เธอเอ่ยถามเขา พยายามไม่แสดงอาการไม่พอใจ
“น้ามณีจันทร์บอกว่าคุณไม่สบาย”เขาดูออกว่าเธอยังคงไม่พอใจเขาอยู่
“ไม่ได้เป็อะไรมากค่ะแค่ปวดหัวนิดหน่อย” ให้ตายเถอะ ทำไมเธอต้องมาเจอคนที่ไม่อยากเจอั้แ่เช้าด้วยนะ “แม่ล่ะคะ?”แน่นอนว่า แม่ ที่เธอถามถึงก็คือแม่ของเธอ ลูกสาวป่วยอยู่แท้ๆ แม่กลับหายไปไหนซะแล้ว
“แม่คุณกับแม่ผมออกไปข้างนอกแล้ว”
“ไปข้างนอก?”
“ครับเห็นว่าไปเดินเที่ยวดูของชาวดอยแถวๆ นี้” เขาตอบเหมือนไม่ใช่เื่สำคัญอะไรพอพูดจบก็เห็นมุกจันทร์หน้าตึงกว่าเมื่อสักครู่ “น้ามณีจันทร์บอกว่าคุณอยากกินข้าวต้มผมเลยเอามาให้ จริงๆ ท่านอยากอยู่ดูแลคุณ แต่ผมเสนอตัวว่าจะดูแลคุณเอง”
“ขอบคุณค่ะแต่ฉันดูแลตัวเองได้” ปากเจรจาปราศรัยแต่ในใจยังคงค่อนขอดว่าอย่างเขาจะมาดูแลอะไรเธอมีแต่จะมาสร้างเื่โกหกเธออีกล่ะสิไม่ว่า “เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงแม่”
“ท่านเข้ามาเอากระเป๋าแล้วก็ไปแล้วจริงๆ เมื่อกี้ท่านบอกคุณแล้วว่าฝากผมดูแลคุณ”
มุกจันทร์นึกย้อนไปเธอได้ยินเสียงแม่เรียกเธอ และพูดอะไรอยู่บ้างจริงๆแต่เธอได้ยินไม่ชัดว่าแม่พูดอะไร “แล้วแม่ก็ไปเลย?” เธอยังอดถามเขาต่อไม่ได้แม่เธอวางใจให้คนอื่นดูแลลูกสาวง่ายไปหรือเปล่านะ
“คุณรีบกินตอนยังร้อนๆเถอะ กินแล้วจะได้กินยา” เขาไม่ต่อปากต่อคำกับเธออีกเพียงแต่บอกให้เธอรีบกินมื้อเช้า บอกเสร็จก็ลุกจากโต๊ะ เดินไปที่เค้าน์เตอร์ครัว “เตรียมผมต้มน้ำอุ่นให้”
มุกจันทร์คร้านจะพูดกับเขาอีกเธอตั้งใจจะรีบกินให้เสร็จจะได้ขอตัวนอนพักและไล่เขากลับไปซะ เธอนั่งลงและมองข้าวต้มในชามมีกุ้งตัวอวบลอยอยู่เหนือข้าวต้มสีขาวนวล กุ้งหกตัวที่ถูกจัดวางให้เรียงกันเป็วงกลมกลางชามตรงกลางวงกลมนั้นโรยด้วยหอมผักชีและกระเทียมเจียว สีแดงของกุ้งตัดกับสีขาวของข้าวแถมยังมีสีเขียวของผักชีและสีเหลืองของกระเทียมเจียวที่ใช้โรยหน้าตัดกันอีกแค่เห็นก็ทำให้คนน้ำลายสอ กลิ่นหอมโชยมากระตุ้นความอยากอาหารเธอรู้สึกว่าข้าวต้มตรงหน้าช่างดูพิถีพิถันชวนกินจริงๆ
ไตรภพปรายตามองมุกจันทร์ที่กำลังแววตาเป็ประกายเพราะข้าวต้มตรงหน้าเป็ไปอย่างที่คิด ข้าวต้มชามนี้ใครเห็นก็ต้องรู้สึกอยากกินทั้งนั้นยิ่งเป็มื้อเช้าที่ว่างเว้นจากมื้ออาหารมาหนึ่งคืน พอท้องว่างยิ่งทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น
เขากำชับแม่ครัวให้จัดหน้าตาตามที่เขาบอกเพื่อทำให้เธออารมณ์ดีเมื่อวานถึงเขาจะไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองผิดแถมยังโยนความผิดให้เธอหน้าตาเฉย แต่ในใจลึกๆเขาก็รู้ดีว่าตัวเองทำไม่ถูก เป็เื่ปกติที่เธอจะไม่พอใจ เพราะฉะนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะทำอะไรเพื่อไถ่โทษสักหน่อยพอเห็นแววตาเป็ประกายของมุกจันทร์ที่มองข้าวต้ม เขาก็รู้สึกว่าเขามาถูกทางแล้ว ใครก็ชอบของอร่อยทั้งนั้น
มุกจันทร์ตักข้าวต้มใส่ปากดื่มด่ำกับความอร่อยไปเงียบๆข้าวต้มชามนี้อร่อยจริงๆ กินแล้วก็พาให้ความรู้สึกขุ่นมัวเบาบางลงถ้าเป็คนอื่นที่ยกข้าวต้มมาให้เธอ เธอคงจะเอ่ยชมไปแล้วว่าข้าวต้มอร่อยมากแต่เพราะคนๆ นั้นคือไตรภพ เธอจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออก
ระหว่างที่กินไปคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเธอก็ได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย กลิ่นกาแฟ เธอหันมองไปทางเขาที่ยังอยู่ตรงเค้าน์เตอร์
ไตรภพกำลังก้มหน้าสาละวนอยู่กับการเทกาแฟใส่แก้วแต่ก็เหมือนว่าเขามีญาณวิเศษพอมุกจันทร์มองไป เขาก็มองตอบกลับมาทันที “เอาสักแก้วไหม”
“ฉันไม่สบายอยู่จะกินกาแฟได้ไง”ทั้งๆ ที่ในใจก็อยากกิน แต่ยังไม่ลืมว่าตัวเองแสร้งว่าป่วย กินข้าวแล้วก็ต้องกินยาจะกินกาแฟได้ไงกัน
“กาแฟก็กินเป็ยาได้บางทีกินข้าวกินกาแฟ แค่นั้นอาจจะหายปวดหัวได้แล้ว” เขารู้ว่าเธออยากกินกาแฟเลยหาทางลงให้ เขาคิดว่าเธอแค่อ้างว่าป่วยจะได้ไม่ต้องเจอเขา ตอนแรกยังไม่แน่ใจแต่พอมาเจอเธอ เขาก็แน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้ป่วยจริงๆ
“กาแฟไม่ใช่ยาจะทำให้หายปวดได้ยังไงคะ” มุกจันทร์ยังคงจะรั้นต่อ เธออยากกินกาแฟจริงๆ นั่นแหละแต่ก็ไม่อยากโอนอ่อนไปกับเขาหมด
“ถ้าไม่กินกาแฟคุณจะกินอะไร ยาพารา?”
“ก็...น่าจะแบบนั้นค่ะ” มุกจันทร์โดนเขาซักไซ้ ก็ตอบอ้อมแอ้มไปเดี๋ยวก็กินยาพาราโชว์เขาสักหน่อยก็ได้แล้วนี่
“ยาพาราถ้าไม่ได้จำเป็ก็อย่ากินเลยครับมันทำลายตับ” เขารู้ว่าเธอไม่ได้ป่วยจริงๆดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยที่เธอจะกินยาที่ส่งผลต่อร่างกายแบบนั้นพอเห็นว่ามุกจันทร์ทำท่าจะอ้าปากเถียง เขาก็พูดต่อ “ลองกินกาแฟดูก่อนถ้าไม่หายค่อยกินยาพาราแล้วกัน”
มุกจันทร์ได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็รู้สึกผิดต่อตัวเองในใจยาพาราที่ใครๆ ก็คิดว่าคือยาสามัญประจำบ้าน พอปวดหัวเป็ไข้ก็มักจะกินยาพารากันแต่ความจริงแล้วเ้ายาพารานี่เป็พิษต่อตับ กินมากไปก็ไม่ดีถ้าไม่จำเป็ก็ไม่ควรกิน สิ่งที่เขาบอกนั้นถูกต้องแล้ว เธออยากเอาชนะเขา ถึงกับจะกินยาเรื่อยเปื่อยทำร้ายตัวเองชัดๆ ทำไมเธอถึงคิดอะไรเหลวไหลแบบนี้นะ
“เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะ”ในที่สุดเธอก็ยอมยกธงขาวเลิกเถียง
เขายกกาแฟมาสองแก้วของเธอแก้วหนึ่ง ของเขาแก้วหนึ่ง ต่างจิบกาแฟกันไปเงียบๆ
“คุณรู้สึกดีขึ้นหรือยัง”
ขณะที่มุกจันทร์กำลังคิดว่าจะไล่เขาไปยังไงดีก็ได้ยินเขาเอ่ยถามขึ้นมา
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”เธอคิดว่าสบช่องที่จะไล่เขาพอดี จึงจะบอกให้เขากลับ แต่เขาก็ขัดขึ้นมาก่อน
“งั้นดีเลยครับวันนี้ผมจะพาคุณเที่ยว ตามที่คุณบอกเลย ไม่ต้องนั่งรถนาน คุณเคยเดินป่าไหม”
“เดินป่า?ไม่เคยค่ะ”
“งั้นดีเลยครับเดี๋ยวเราไปเดินเล่นดูหมู่บ้านชาวดอย แล้วไปเดินดูต้นไม้ในป่ากัน”
“ดูวิถีชาวบ้านนี่ฉันเข้าใจแต่เดินดูต้นไม้ในป่านี่ดูยังไงคะ” มุกจันทร์สนใจเื่วิถีชาวบ้านปกติเธออ่านหนังสืออ่านคอนเท้นท์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เธอยังนึกอิจฉาที่คนเขียนสามารถเข้าไปเดินดูวิถีชาวบ้านไปสบายๆแม้เธอจะเคยมาเที่ยวทางเหนือ แต่ส่วนมากจะเป็การพักตามรีสอร์ต เดินเล่นตามคาเฟ่ถ่ายรูปตามมุมสวยๆ วิวสวยๆ จะเคยไปเดินป่าหรือเดินชมวิถีชาวบ้านจริงๆ ที่ไหนกันพอเขาพูดว่าจะพาไป เธอก็รู้สึกสนใจจนลืมความไม่พอใจเมื่อวานไปแล้ว
เขาเห็นเธอสนใจในสิ่งที่ตัวเองนำเสนอก็ได้ใจ คิดว่าควรถือโอกาสนี้เคลียร์เื่ที่เธอขุ่นเคืองไปด้วยเลย “คุณตกลงจะไปใช่ไหมครับ”
“ก็อยากไปค่ะคุณสะดวกพาไปเหรอคะ”
“ครับแต่ว่า คุณหายโกรธเื่เมื่อวานแล้ว ใช่ไหมครับ” เขาเลือกจะถามเข้าประเด็นทันทีเคลียร์ซะให้จบ เธอจะได้ไม่งอแงติดใจเื่นี้อีก “ถือซะว่าผมพาคุณเที่ยวไถ่โทษ นี่เป็อันซีนของแถวนี้เลยนะครับนักท่องเที่ยวปกติไม่ค่อยได้ััอะไรแบบนี้หรอก”
พอฟังเขาพูดจบมุกจันทร์ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนมัดมือชกอีกครั้ง พาไปเที่ยวก็พาไปสิมาพูดแบบนี้อย่างกับว่าถ้าเธอยังไม่รับปากว่าจะหายโกรธ เขาก็จะไม่พาเธอไปงั้นแหละ “คุณไม่ได้ทำผิดไม่ใช่เหรอคะทำไมต้องไถ่โทษหรือว่าคุณยอมรับแล้วว่าผิด”
“ถึงผมไม่ผิดคุณก็คิดว่าผมผิดอยู่ดีนี่นา”
อ้อตกลงว่าฉันก็ยังเป็ฝ่ายผิดอยู่ดีสินะ “ฉันไม่ได้โกรธอะไรนี่คะ มีอะไรที่ฉันต้องโกรธด้วยเหรออีกอย่างถ้าฉันโกรธอยู่ คุณก็จะไม่พาฉันไปเหรอ”
“ไม่โกรธก็ดีแล้วครับแต่ต่อให้คุณยังโกรธอยู่ ผมก็ยังจะพาไปอยู่ดี ที่ถามเพราะกลัวว่าคุณยังโกรธอยู่ ไปกับผมแล้วจะลำบากใจ”พอมัดมือชกให้เธอพูดว่าไม่โกรธเรียบร้อยแล้ว เขาก็แสดงความใจกว้างขึ้นมา
“ฉันไม่ได้โกรธอะไรค่ะเต็มใจมากๆ ที่จะไปเดินเที่ยวชมธรรมชาติ” โอกาสดีๆ แบบนี้หาได้ยากเธอไม่ใช่ว่าไร้ความคิดขนาดจะปิดโอกาสตัวเองซะหน่อย
หนุ่มสาวสองคนก็ตกลงไปเที่ยวกันตามนี้
พอตกลงกันเสร็จไตรภพก็พามุกจันทร์ไปที่บ้านใหญ่ และเดินนำเธอขึ้นชั้นบน
มุกจันทร์รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเพราะไม่มีใครอยู่บ้าน เธอกับไตรภพจะขึ้นไปชั้นบนกันสองต่อสองได้ยังไงกันเดี๋ยวแม่เธอรู้เข้าก็จะคิดไปไกลใหญ่โต “คุณจะพาฉันไปไหนคะ”
“ไปเลือกเสื้อผ้า”เห็นมุกจันทร์ทำหน้าไม่เข้าใจ เขาจึงพูดต่อ “ผมว่าคุณคงไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเดินป่าใส่ของแม่ผมก็ได้”
“ฉันเอาเสื้อผ้ามาหลายชุดอยู่ค่ะ”
“เสื้อผ้าของคุณไม่เหมาะกับการเดินป่าหรอก เสื้อผ้าสำหรับใส่ในเมืองทั้งนั้นเลย ไม่ทะมัดทะแมงไม่กันยุงกันแมลง เดี๋ยวแขนขาจะลายเอา แม่คุณจะหาว่าผมดูแลไม่ดีอีก”
มุกจันทร์คิดตามที่เขาพูดก็เห็นว่าจริงเธอไม่เคยเดินป่า จะไปมีชุดที่เหมาะสำหรับเดินป่าได้ยังไงกันพอคิดแบบนี้ก็ไม่ได้อิดออดอะไรอีก เพียงแค่ไปเลือกชุดตามที่เขาเสนอ ยังไม่ลืมบอกให้เขาเรียกคนมาช่วยถือของเขาจึงเรียกเด็กในบ้านให้เดินตามพวกเขาขึ้นชั้นบน
เจตนาที่เธอให้เขาเรียกคนมาช่วยถือของก็เพราะไม่อยากขึ้นไปกับเขาแค่สองคน
เขาพาเธอเดินเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งเป็ห้องสำหรับเก็บเสื้อผ้าโดยเฉพาะ ให้เด็กที่เดินตามมายืนรออยู่ตรงหน้าประตูแล้วเขาก็พาเธอเข้าไปเลือกชุด
“คุณบอกน้าเอื้องหรือยังว่าฉันจะขอยืมเสื้อผ้าพวกนี้”
“บอกแล้วครับแม่ผมเอ็นดูคุณมาก หยิบได้ทุกชุดเลย”
มุกจันทร์มองดูเสื้อผ้ามากมายในห้องแล้วรู้สึกตาลายเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้เธอจะเลือกถูกได้ยังไง เธอเองก็ไม่เคยไปเดินป่าด้วย ถ้าให้เธอเลือกเองคงหมดเวลาไปครึ่งค่อนวัน“คุณช่วยเลือกหน่อยแล้วกันค่ะ ฉันไม่ค่อยถนัดพวกชุดเดินป่า ไม่รู้ว่าแบบไหนเหมาะ”
เขาหยิบชุดออกจากราวแขวนแล้วเอามาทาบกับตัวเธอมุกจันทร์ยืนนิ่งๆ ให้เขาจัดการเลือกชุด
เพราะยืนเฉยๆไม่มีอะไรทำ เธอจึงไล่สายตามองตามการเคลื่อนไหวของเขาที่กำลังตั้งใจเลือกเสื้อผ้าจากราวแขวนแล้วเอามาทาบตัวเธอพอยืนอยู่ใกล้ๆ แบบนี้และไม่ได้มีเื่ให้ขุ่นใจอะไรให้คิด เธอก็อดสังเกตไม่ได้ว่ามือเขาใหญ่นิ้วเรียวสวย เล็บมือตัดสั้นและสะอาด ท่อนแขนสีแทนแข็งแรง กล้ามเนื้อแน่นๆ ทำให้เห็นเส้นเืเป็รอยนูนชัดเจน พอมายืนเทียบกันใกล้ๆ แบบนี้ เธอก็สูงกว่าไหล่ของเขาเล็กน้อยเท่านั้นเองระหว่างที่เธอกำลังมองเหม่อพิจารณาแขนของเขา เขาก็ขยับเข้ามาใกล้เอาเสื้อผ้าทาบกับตัวเธออีก
เธอหลุดจากภวังค์และเก็บสายตากลับมาจากแขนของเขาเบนสายตามามองตรงๆ แทน ใครจะคิดว่าพอมองตรงๆ แบบนี้ กลับเป็ว่าต้องมาเห็นกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และหน้าอกของเขาแทนน่าจะเพราะยังเช้าอยู่ เขาเลยใส่เพียงเสื้อยืดเนื้อไม่หนามาก เนื้อผ้าแนบเนื้อพอมองใกล้ๆ แบบนี้ทำให้เห็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในเป็รูปร่างจนใจที่เธอสูงประมาณไหล่ของเขาพอดีพอมองตรงไปข้างหน้าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นกล้ามเนื้ออกของเขาชัดเจนพอเขาเข้ามาใกล้เธอยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขาอีกด้วย
ชั่วขณะนั้นอยู่ๆ มุกจันทร์ก็รู้สึกร้อนวาบที่ใบหน้า เธอละลายสายจากกล้ามอกของเขา พยายามมองให้สูงขึ้น แต่พอมองให้สูงขึ้นก็กลายเป็ว่าสายตาไปหยุดอยู่ที่ลูกกระเดือกของเขาเข้าพอดีเธอไม่เคยยืนใกล้ๆ ผู้ชายขนาดนี้ และยิ่งไม่เคยเห็นลูกกระเดือกที่ลำคอของผู้ชายคนไหนในระยะประชิดขนาดนี้มาก่อน เธอรู้สึกคล้ายคอแห้งจึงกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัวใบหน้าที่ร้อนวาบอยู่แล้วยิ่งรู้สึกร้อนขึ้นกว่าเดิมอีก ใจสั่นหวิวๆ และเริ่มเต้นระรัวเหมือนตอนที่อาการภูมิแพ้ของเธอกำเริบไม่มีผิดมุกจันทร์เริ่มสงสัยว่าหรือเธอจะป่วยจริงๆ
“คุณเป็อะไรหรือเปล่า”เขาสังเกตเห็นเธอทำท่าทางแปลกๆ จึงอดเอ่ยปากถามไม่ได้
“เปล่าค่ะฉันสบายดี ... มาก” เธอพยักหน้าหงึกหงักไม่แน่ใจว่ากำลังพยายามทำให้เขาเชื่อหรือพยายามทำให้ตัวเธอเองเชื่อ
เขาได้ยินเธอบอกแบบนั้นก็หันไปเลือกเสื้อผ้าให้เธอต่อ
มุกจันทร์เบนสายตาออกไปมองเสื้อที่แขวนอยู่บนราวแทนที่จะมองที่เขาถึงขั้นเริ่มนับในใจว่าเสื้อผ้าบนราวนั้นมีกี่ชุด
ความเงียบทำให้คนเรามีสมาธิและความเงียบก็ทำให้คนเราคิดฟุ้งซ่านได้เช่นกัน เธอเลือกจะทำให้ตัวเองมีสมาธิมากกว่าที่จะปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่าน