13 ปีก่อน ณ บ้านตระกูลชานชายและหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งก้าวเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ พร้อมกับเด็กหญิงหน้าตาน่ารักในวัยสิบขวบคนหนึ่งหนูน้อยกวาดตามองไปรอบๆ ภายในบ้าน ดวงตากลมโตแสนหวานที่มีขนตาดกดำและยาวงอนมีแววของความหวาดหวั่นและอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัดมือน้อยทั้งสองข้างที่จับมือผู้ใหญ่ทั้งสองคนเอาไว้บีบแน่นจนอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกได้
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะที่นี่ยินดีต้อนรับหนูจ้ะ” หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีนามว่าชานอี้จูพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้มเมตตาปรานีหนูน้อยรู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าไปมองทางต้นเสียงที่ดังขึ้น
“นี่เหรอครับเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พูดถึง”
“ใช่แล้วจ้ะ เป็ไงอาเฟยน้องสาวของลูกน่ารักอย่างที่แม่บอกไหม”
“น่ารักมากๆ เลยล่ะครับ” ชานอี้เฟย บุตรชายคนรองของชานหวังเฉินและชานอี้จูตอบ ก่อนจะนั่งลงยองๆ เพื่อให้ใบหน้าของเขาเสมอกับหน้าของหนูน้อยจากนั้นก็เอ่ยทักทายเสียงอ่อนโยน “ยินดีต้อนรับจ้าฉันชื่ออี้เฟยแล้วหนูล่ะชื่ออะไรจ๊ะ”
“น้องฟังภาษาจีนไม่รู้เื่หรอกอาเฟย” หวังเฉินผู้เป็บิดาบอก
“จริงสิ” อี้เฟยพยักหน้าหงึกหงักก่อนเงยหน้าขึ้นถามมารดา “น้องเขาชื่ออะไรเหรอครับคุณแม่อายุเท่าไรแล้วครับ”
“น้องชื่อสัตตบุษย์จ้ะชื่อเล่นว่าบัว อายุสิบขวบแล้วล่ะ” อี้จูตอบเธอออกเสียงชื่อของหนูน้อยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยเรียนภาษาไทยมาบ้าง
“โอ้โฮ...ห่างจากผมตั้งเก้าปีแน่ะส่วนของพี่ฟงก็สิบสองปี รอบหนึ่งพอดีเลย”
“แล้วนี่อาฟงไปไหนซะล่ะ” หวังเฉินถามถึงบุตรชายคนโตของเขา
“ผมอยู่นี่ครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ปรากฏกายให้เห็น ชานอี้ฟงในวัยยี่สิบสองปีเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับทุกคนสายตาคมกริบมองแม่หนูน้อยตรงหน้าที่มองตอบเขามาด้วยสายตาหวาดหวั่นนิ่ง ความอ้างว้างและกลัวถูกทอดทิ้งฉายชัดออกมาในดวงตาคู่สวยทำเอาใจของอี้ฟงอ่อนยวบเพราะนึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“เป็ไงอาฟง น้องน่ารักไหม” อี้จูรีบอวดอย่างมีความสุข เพราะเธอฝันอยากมีลูกสาวมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่เคยสมหวังสักที
“น่ารักมากครับแล้วคุณพ่อคุณแม่ทำเื่ทางโน้นเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ”
“เรียบร้อยหมดแล้วล่ะเื่งานศพแม่ก็จัดการเรียบร้อยแล้วต่อไปนี้หนูบัวจะมาเป็ส่วนหนึ่งในครอบครัวของเราลูกทั้งสองคนต้องรักและเมตตาน้องให้มากๆ นะรู้ไหม”
อี้ฟงและอี้เฟยรับคำการที่บิดามารดาของพวกเขารับเลี้ยงดูเด็กน้อยคนนี้เรียกได้ว่าเป็การตอบแทนบุญคุณก็ว่าได้เพราะพ่อของหนูน้อยได้ช่วยชีวิตมารดาของพวกเขาไว้ไม่ให้ถูกรถชน ชานอี้จูรอดตายอย่างหวุดหวิดแต่พ่อของหนูน้อยกลับเสียชีวิตคาที่ อี้จูกับหวังเฉินซาบซึ้งใจมากจึงรับสัตตบุษย์มาเลี้ยงดูเองเนื่องจากครอบครัวของหนูน้อยไม่มีใครเหลืออยู่แล้วเพราะมารดาของเธอตายไปหลังจากที่คลอดเธอได้ไม่นานส่วนญาติพี่น้องก็ไม่มี
“หนูบัวจ๊ะไหว้ฝากตัวกับพวกพี่ๆ เสียสิจ๊ะต่อไปนี้พี่อี้ฟงกับพี่อี้เฟยจะเป็พี่ชายของหนูนะจ๊ะ”อี้จูก้มหน้าบอกเป็ภาษาไทยเสียงแปร่งๆ หนูน้อยสัตตบุษย์พยักหน้ารับแล้วปล่อยมือจากพวกท่านก่อนจะยกมือขึ้นพนมไหว้อี้ฟงกับอี้เฟยอย่างนอบน้อม
“ชื่อบัวเหรอครับ” อี้ฟงพยายามออกเสียงชื่อของหนูน้อยเป็ภาษาไทย
“บัว...ในภาษาของเราตรงกับคำว่าเหลียนไงล่ะ” หวังเฉินอธิบาย
อี้ฟงก้าวเข้ามานั่งยองๆแทนที่น้องชายที่ลุกออกไป เขาวางมือลงบนศีรษะเล็กพร้อมทั้งเปิดเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้หนูน้อยก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มอย่างเมตตาว่า
“ยินดีต้อนรับ เสี่ยวเหลียน”
เ้าบัวน้อย...
ณ ปัจจุบัน...
หนูน้อยในวัยเด็กบัดนี้เติบโตเป็สาวสะพรั่งและเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็รูปร่างบอบบางแต่สมส่วนใบหน้าเรียวงามซึ้งซึ่งมีดวงตากลมโตแสนหวาน ขนตาหนางอนยาว คิ้วดำโก่งเรียวดุจคันศรจมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากบางเต็มอิ่ม ทุกอย่างรวมกันจนสรรค์สร้างหญิงสาวที่งดงามหมดจดทั้งใบหน้าและรูปร่างขึ้นมานอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วฐานะและการศึกษาก็เพียบพร้อมอีกเช่นกัน
ในวันนี้หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปีที่หวังเฉินและอี้จูรับมาอุปการะเลี้ยงดูไม่เหลือคราบของเด็กน้อยผู้อาภัพทุกสิ่งอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้พูดได้ว่าทุกคนในเกาะฮ่องกงต่างล้วนอิจฉาในความโชคดีของเธอที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของคนในตระกูลชาน ซึ่งเป็ตระกูลที่มีอิทธิพลและร่ำรวยมากที่สุดตระกูลหนึ่งในเกาะฮ่องกงแห่งนี้
ตระกูลชานดำเนินธุรกิจหลายอย่างเช่นธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจท่าเรือที่รับจัดส่งสินค้าและธุรกิจโรงแรม ถึงแม้คนในตระกูลชานจะไม่มีใครเป็นักการเมืองหรือข้าราชการเลยสักคนเดียวแต่พวกเขาก็มีเพื่อนสนิทและมิตรสหายที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางอาชีพนี้เยอะ ซึ่งคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมาตระกูลชานจึงกลายเป็ตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดตระกูลหนึ่งของเกาะฮ่องกง จึงไม่มีนักธุรกิจคนไหนอยากเป็ศัตรูด้วยถ้าไม่จำเป็
ทว่าถึงจะมีอิทธิพลมากแค่ไหนแต่คนในตระกูลชานก็ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและยังทำประโยชน์ให้กับสังคมอีกมากมาย เช่นการบริจาคเงินช่วยเหลือในด้านการศึกษา บริจาคเงินให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารวมถึงให้ทุนแก่เด็กเรียนดีอีกด้วยสิ่งเหล่านี้เป็แิของชานหวังเฉินที่อยากจะคืนกำไรให้แก่สังคมดังนั้นเมื่อชานอี้ฟงกับชานอี้เฟยเข้ามาบริหารงานแทนจึงดำเนินรอยตามบิดาเช่นกัน
เสียงน้ำในหม้อเดือด สัตตบุษย์จึงรีบวางมือจากการหั่นผักแล้วไปเปิดฝาหม้อออกทันทีหญิงสาวหยิบเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อก่อนจะใช้ทัพพีคนเครื่องปรุงกับน้ำให้เข้ากัน
“แย่งงานแม่ครัวทำอีกแล้วนะบัว”
สัตตบุษย์หันไปมองตามเสียงก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องครัวร่างสูงใหญ่ของอี้ฟงเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนทางด้านหลังร่างบาง ใบหน้าคมสันก้มลงน้อยๆมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตารักใคร่ระคนเอ็นดู ซึ่งเป็สายตาที่สัตตบุษย์คุ้นเคยดี เพราะได้รับมาั้แ่เหยียบย่างเข้าสู่บ้านหลังนี้
บ้านที่แสนอบอุ่นสำหรับเธอ
“ก็บัวชอบทำอาหารนี่คะ” หญิงสาวตอบเสียงอุบอิบพลางหันไปมองต้มยำในหม้อ พอเห็นว่าได้ที่แล้วจึงปิดเตาแก๊สแล้วร้องเรียกเด็กรับใช้ซึ่งทำงานอยู่ไม่ไกลให้ช่วยหยิบชามมาให้ใบหนึ่งเมื่อได้ชามแล้วสัตตบุษย์ก็จัดการตักต้มยำกุ้งใส่ชาม ก่อนจะเดินนำมันไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ที่มีกับข้าวอย่างอื่นวางไว้อยู่ก่อนแล้ว
อี้ฟงเดินตามไปยืนซ้อนทางด้านหลังเหมือนเดิมซึ่งหากใครมองจากด้านหลังคงจะนึกว่าชายหนุ่มยืนอยู่คนเดียวเป็แน่เพราะความสูงใหญ่ของร่างกายเขาบดบังรูปร่างเล็กบางที่สูงเพียงร้อยหกสิบห้าเิเของหญิงสาวจนมิดนั่นเองชานอี้ฟงเบี่ยงตัวไปทางด้านขวาแล้วเท้าแขนข้างนั้นลงบนขอบเคาน์เตอร์สีเหลืองนวลไว้ทำให้ร่างกายของเขาแนบชิดร่างคนเบื้องหน้ามากยิ่งขึ้น
“พี่รู้จ้ะถ้าบัวไม่ชอบก็คงไม่เลือกเรียนคหกรรมหรอกจริงไหม ว่าแต่เย็นนี้ทำอะไรให้ทานบ้างจ๊ะ”
สัตตบุษย์อมยิ้มน้อยๆด้วยความสุขใจ เพราะทุกครั้งที่อี้ฟงพูดด้วยมักจะทอดน้ำเสียงอ่อนหวานและลงท้ายคำจ๊ะจ๋าอยู่เสมอแก้มของหญิงสาวแดงระเรื่อขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากร่างสูงมือบางสั่นเล็กน้อยจนต้องเอามือมาประสานกันไว้ พลางคิดในใจว่าั้แ่เมื่อไรกันนะที่เธอมีความรู้สึกหวั่นไหวต่อการกระทำของพี่ชายคนนี้
คงจะเป็ตอนที่เธอโตพอที่จะเริ่มรู้จักคำว่ารักอย่างถ่องแท้กระมั่งตอนนั้นเธออายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น เพื่อนๆทุกคนในกลุ่มเริ่มมีแฟนและพูดคุยกันถึงเื่นี้อยู่บ่อยครั้งฟังมากเข้าเธอก็เริ่มรู้สึกอยากมีความรักที่สวยงามขึ้นมาบ้าง เพื่อนๆ จึงพากันแนะนำผู้ชายหลายคนให้เธอได้รู้จักซึ่งผู้ชายเ่าั้ล้วนหน้าตาดีและนิสัยดีมากแต่เธอกลับไม่นึกชอบใครเลยสักคนเดียวเพราะพอทำความรู้จักทีไรก็มักจะเอาผู้ชายคนนั้นไปเปรียบเทียบกับพี่อี้ฟงของเธออยู่เสมอจนเพื่อนๆ ต่างพากันล้อว่าเธอแอบหลงรักพี่ชายบุญธรรมของตัวเองเข้าเสียแล้ว
ตอนนั้นเธอปฏิเสธเสียงแข็งทว่าใจกลับเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุและนับจากวันที่ถูกเพื่อนล้อเป็ต้นมา เวลาอยู่ใกล้ชิดชานอี้ฟงทีไรหัวใจของเธอก็จะเต้นแรงและรู้สึกเขินอายทุกทีพร้อมกันนั้นก็รู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจเธอเป็เช่นนี้อยู่หลายเดือนโดยที่ยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อพี่ชายคนนี้จนกระทั่งวันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
วันนั้นเป็วันหยุดเรียนของเธออี้ฟงโทรมาหาแล้วขอให้เธอไปทานอาหารกลางวันเป็เพื่อนที่บริษัท เธอตอบรับอย่างไม่เกี่ยงงอนและรีบเดินทางไปหาเขาที่บริษัททันทีแต่แล้วพอไปถึงก็ต้องใเมื่อเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มลงจะจูบพี่ชายของเธอความรู้สึกในวันนั้นนอกจากเธอจะใแล้วก็ยังโกรธมากอีกด้วย ดังนั้นพอรู้สึกตัวเธอก็หันหลังวิ่งหนีไปทันทีและนั่งรถกลับบ้านไปพอความโกรธคลายลงความน้อยใจและเสียใจก็เข้ามาแทนที ภาพที่เห็นทำให้เธอรู้สึกเ็ปหัวใจยิ่งนักเธอไม่เคยรู้สึกเ็ปมากเท่านี้มาก่อนเลย
เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้สัตตบุษย์รู้ใจและมั่นใจในความรู้สึกของตนเองมากยิ่งขึ้นว่าเธอ...รักพี่ชายของตัวเองเข้าเสียแล้วรัก...แบบหนุ่มสาวไม่ใช่รัก...แบบพี่น้องอย่างที่เคยเข้าใจมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเธอเข้าใจความรู้สึกของตัวเองผิดมาโดยตลอดแท้จริงแล้วเธอรักเขามานานแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้สึกมีความสุขอย่างเหลือล้นทุกครั้งเวลาอยู่กับเขาและคงไม่นึกเปรียบเทียบชายอื่นกับเขาอยู่ตลอดเวลา และคงไม่รู้สึกเ็ปเสียใจทุกครั้งเวลาเห็นเขาเข้าใกล้ผู้หญิงคนอื่น
พอรู้ว่ารักหญิงสาวก็มักเขินอายต่อความใกล้ชิดกันให้เขาสงสัยอยู่บ่อยๆมีอยู่วันหนึ่งที่อี้ฟงทำให้เธอรู้สึกแทบหายใจไม่ออก หัวใจสั่นหวิวๆ จนแทบจะเป็ลมเนื่องจากไม่เคยเห็นชายหนุ่มในลักษณะเช่นนี้มาก่อนนั่นเองวันนั้นเธอต้องเข้าไปเอาสิ่งของบางอย่างตามคำสั่งของหวังเฉินเธอเคาะประตูเรียกอยู่นานเขาก็ยังไม่มาเปิดจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปเองเธอเดินเข้าไปหยิบของที่้าก็พอดีกับจังหวะที่ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกพอดี เธอจึงได้เห็นภาพของอี้ฟงที่เดินเปลือยอกนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำ
‘เข้ามาในห้องพี่จะเอาอะไรเหรอจ๊ะบัว’
เขาถามแต่เธอไม่สามารถตอบได้เพราะตอนนี้หัวใจเธอเต้นแรงมากจนแทบจะเด้งออกมาจากอก ใบหน้าก็ร้อนผ่าวราวกับโดนเผาความประหม่าอายเข้าจู่โจมจิตใจอย่างรุนแรงจนเธอต้องรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปทันทีซึ่งเหตุการณ์น่าอายในวันนั้นก็ถูกอี้ฟงเอาไปเล่าให้อี้จูกับหวังเฉินและอี้เฟยฟังอย่างขบขันเธอจึงถูกล้อไปตามระเบียบ
‘โอ้...นี่เ้าบัวน้อยของเราโตเป็สาวแล้วเหรอเนี่ยเวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ เผลอแป๊บเดียวเ้าบัวน้อยของพวกเราก็เติบโตเป็ดอกบัวอย่างสมบูรณ์เสียแล้ว’หวังเฉิน ประมุขของตระกูลชานเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ
‘จริงด้วยค่ะดอกบัวดอกนี้งดงามไร้ที่ติจริงๆ’ อี้จูเอ่ยด้วยน้ำตาคลอเบ้าตาเธอภาคภูมิใจและปลื้มใจที่สุดเพราะดอกไม้งามดอกนี้เธอเป็คนเฝ้าดูแลทะนุถนอมเองกับมือ
‘ต่อไปนี้ผมกับพี่ฟงก็เดินแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำไม่ได้แล้วสิครับเพราะเดี๋ยวสาวสวยของเราเปิดประตูเข้ามาเจอได้กรี๊ดบ้านแตกแน่ๆ’ อี้เฟย หนุ่มจอมเ้าชู้แห่งตระกูลชานพูดหยอกเย้าเล่น พาเอาทุกคนหัวเราะกันครืนใหญ่ก่อนอี้ฟงจะพูดขึ้นมาบ้าง
‘ฉันไม่เกี่ยว มีแค่แกคนเดียวเท่านั้นอาเฟยที่วิตถารแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำน่ะ’
‘วิตถารตรงไหนก็อยู่ในห้องส่วนตัวนี่นา แล้วผมก็เชื่อว่าไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียวหรอกน่าที่ทำแบบนี้พ่อก็อาจเป็เหมือนกันก็ได้’
‘เสียใจ ฉันปกติดี’ หวังเฉินตอบเสียงกลั้วหัวเราะ
‘พ่อพูดอย่างนี้ก็เห็นผมเป็คนวิตถารเหมือนพี่ฟงเหรอ’อี้เฟยถามหน้ามุ่ยก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า ‘ไม่ใช่เราคนเดียวหรอกน่าที่ทำแบบนี้’ ทุกคนหัวเราะด้วยความขบขันก่อนอี้เฟยจะหัวเราะตาม
ในตอนนั้นเธอได้แต่หัวเราะตามทุกคนไปเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออี้ฟงเธอเคยหักห้ามใจไม่ให้รักเขาเพราะเธอกับเขาเป็พี่น้องกัน แม้จะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆก็ตาม แต่ยิ่งห้ามใจเท่าไรความรู้สึกรักก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ และนับวันมันก็ยิ่งฝังรากลึกลงในจิตใจจนยากที่จะถอนหรือแปรเปลี่ยนไปเป็อย่างอื่นได้อีกแล้ว
เธอรักอี้ฟง...ผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชายคนนี้เธอรักเขาจนหมดหัวใจ
“ว่าไงจ๊ะบัววันนี้ทำอะไรให้พี่กินเอ่ย”อี้ฟงถามเสียงแ่อยู่ข้างใบหูหอมกรุ่น เขาเห็นแล้วว่ากับข้าวบนโต๊ะมีอะไรบ้างแต่ก็ยังอยากให้เธอเป็คนตอบทว่าอาการนิ่งเงียบของเธอทำให้เขาสงสัยจนต้องเรียกซ้ำอยู่หลายครั้ง “บัวจ๊ะ บัวๆ”
“คะ! อะไรเหรอคะพี่ฟง” สัตตบุษย์เงยหน้าถามอย่างเหลอหลา ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นใบหน้าของพี่ชายลอยเด่นอยู่ใกล้ๆหน้าของเธอ อี้ฟงใช้มือที่เท้าอยู่บนเคาน์เตอร์มาประคองพวงแก้มอิ่มเอาไว้ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ก้มหน้าหลบพลางเอ่ยถามเสียงนุ่มว่า
“ใจลอยไปหาใครกันจ๊ะ”
“ปละ...เปล่าค่ะพี่ฟงถามบัวว่าอะไรเหรอคะ”
“พี่ถามว่าวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้พี่กินจ๊ะ...เ้าบัวน้อย”
สัตตบุษย์ยิ้มหวานเมื่อฟังคำเรียกขานของเขาว่า‘เ้าบัวน้อย’ ชื่อนี้อี้ฟงมักจะเรียกเธอเวลา้าหยอกล้อหรือเกิดความเอ็นดูเขาเป็คนเรียกเธอแบบนี้เป็คนแรกก่อนที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ จะเรียกตามบ้างแต่ก็มีแค่เฉพาะคนในครอบครัวนี้เท่านั้นที่เรียกได้ เพราะดูเหมือนอี้ฟงจะไม่พอใจทุกครั้งที่มีคนอื่นเรียกเธอแบบนี้บ้างเธออยู่ฮ่องกงมาสิบสามปีแล้ว มีเพื่อนและคนรู้จักมากมายซึ่งทุกคนจะเรียกเธอว่า ‘เสี่ยวเหลียน’ ซึ่งชื่อนี้เป็ชื่อในภาษาจีนที่อี้ฟงเรียกเป็คนแรกเมื่อตอนที่ได้พบกันหวังเฉินและอี้จูจึงใช้ชื่อนี้ให้เป็ชื่อของเธอนับแต่นั้นมา
คนนอกครอบครัวจะเรียกเธอว่าเสี่ยวเหลียนแต่สำหรับคนในครอบครัวจะเรียกเธอว่าบัวที่เป็เช่นนี้เพราะเธอมักจะแทนตัวเองว่าบัวกับทุกคนเสมอยามพูดคุยกันทุกคนจึงติดเรียกชื่อนี้ไปด้วย แม้จะมีชื่อภาษาจีนแต่สัตตบุษย์ก็ไม่ค่อยใช้ เนื่องจากอยากจะใช้ชื่อที่พ่อบังเกิดเกล้าเป็คนตั้งให้มากกว่าอย่างน้อยชื่อนี้ก็เป็ตัวแทนพ่อของเธอ
พูดถึงชื่อไทยแล้วทำให้หญิงสาวนึกถึงตอนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเธอไม่สามารถพูดและฟังภาษาจีนได้เลยสักคำเดียว คนที่เธอพอจะพูดคุยและสื่อสารกันรู้เื่ได้บ้างจึงมีแต่อี้จูเท่านั้นเธอรู้สึกซาบซึ้งใจในความรักของทุกคนที่มีให้ เนื่องจากทุกคนอยากสื่อสารกับเธอรู้เื่จึงได้ไปเรียนภาษาไทยกันและด้วยเหตุนี้เองทำให้เธอตั้งใจเรียนภาษาจีนมากยิ่งขึ้น ด้วยไม่อยากทำให้ทุกคนต้องลำบากไปมากกว่านี้แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ละทิ้งภาษาไทยซึ่งเป็ภาษาบ้านเกิดของตนเองเช่นกัน ซึ่งโชคดีที่อี้จูเห็นถึงความสำคัญตรงนี้จึงได้จ้างครูชาวไทยมาสอนพิเศษให้กับเธอด้วย
ปัจจุบันนี้ทั้งหวังเฉินอี้ฟงและอี้เฟยสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วเลยทีเดียวและรู้สึกว่าการเรียนภาษาไทยจะมีประโยชน์กับทั้งอี้ฟงและอี้เฟยเป็อย่างมากเพราะเวลานี้พวกเขากำลังติดต่อธุรกิจกับคนไทยอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะขยายสาขาธุรกิจไปลงยังประเทศไทยอีกด้วยทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี ทุกคนต่างมีความสุข แต่คงจะมีความสุขกันมากขึ้นกว่านี้ถ้ายังมีอี้จูอยู่ด้วย
แววตาของสัตตบุษย์เศร้าหมองลงชั่วขณะเมื่อนึกถึงผู้มีพระคุณอีกคนหนึ่งที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ชานอี้จูเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนด้วยโรคมะเร็ง่นั้นเป็่เวลาที่หดหู่และทุกข์ใจมากสำหรับเธอ เพราะอี้จูก็เปรียบเสมือนมารดาคนที่สองของเธอเมื่อท่านจากไปเธอกับทุกคนต้องใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะทำใจยอมรับได้
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ดึงตัวเองออกมาจากภวังค์แห่งความคิดก่อนจะตอบคนตรงหน้าเสียงใส
“วันนี้บัวทำต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้นทะเลปลาทอดกระเทียมพริกไทยแล้วก็แกงฉู่ฉี่กุ้งค่ะ เมื่อวานก่อนเห็นคุณลุงเฉินบ่นอยากทานอาหารไทยวันนี้บัวก็เลยทำให้น่ะค่ะ อืม...แต่ถ้าพี่ฟงไม่อยากทานอาหารไทยก็บอกบัวได้นะคะบัวจะทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มให้” เธอพูดด้วยความกังวล
“อย่าลำบากเลยบัวทำอะไรให้ทานพี่ก็ทานได้ทั้งนั้นแหละ อีกอย่างพี่ก็อยากทานอาหารไทยเหมือนกัน”
สัตตบุษย์ยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยชวนอี้ฟงไปที่ห้องรับประทานอาหารเมื่อดูนาฬิกาแล้วพบว่าได้เวลาอาหารเย็นพอดี บนโต๊ะอาหารทุกคนนั่งอยู่กันพร้อมหน้าและดูเหมือนว่าอาหารมื้อนี้ทุกคนจะทานกันได้มากกว่าปกติโดยเฉพาะหวังเฉินที่ขอเติมข้าวเป็จานที่สามแล้ว
“ระวังท้องแตกเอานะครับคุณพ่อ” อี้เฟยเอ่ยแซวเล่นเมื่อเห็นบิดาขอเติมข้าวอีกจาน ทุกคนหัวเราะร่วนก่อนหวังเฉินจะตอบอย่างอารมณ์ดีว่า
“ท้องแตกก็ยอมล่ะก็กับข้าวมื้อนี้อร่อยสุดๆ ไปเลยนี่นา”
“พี่ฟงรีบจับตัวบัวไว้เร็วเดี๋ยวบัวตัวลอยกันพอดี”
สัตตบุษย์หัวเราะเขินๆสีหน้าดูภูมิอกภูมิใจเป็อย่างมากที่ฝีมือทำอาหารของเธอถูกใจทุกคน เวลาเห็นคนกินมีความสุขกับอาหารอร่อยๆเธอก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย เธอชอบทำอาหารและวาดฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งอยากจะมีร้านอาหารเป็ของตัวเอง
“อิ่มแล้วเหรอจ๊ะบัว” ชานอี้ฟงถามขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวรามือจากจานข้าวตรงหน้าสัตตบุษย์ยิ้มให้ก่อนตอบ
“ค่ะ อืม...ทุกคนคะคือบัวมีเื่จะขออนุญาตน่ะค่ะ”
“มีอะไรเหรอหนูบัว” หวังเฉินถามด้วยน้ำเสียงปรานี อี้ฟงกับอี้เฟยก็ต่างหันมาจ้องหน้าเธออย่างตั้งใจฟังเพราะทุกเื่ที่เกี่ยวกับเธอพวกเขาใส่ใจหมด
“บัวจะขออนุญาตไปเที่ยวกับเยี่ยหลานในวันพรุ่งนี้ค่ะ”
“ได้สิ” หวังเฉินอนุญาตทันที
“แต่ต้องให้อาตงหรือไม่ก็อาเจี้ยนตามไปด้วยคนนะ” อี้ฟงพูดเสริมหน้าขรึม หม่าลี่ตงกับหม่าเหว่ยเจี้ยนเป็บอดี้การ์ดประจำตัวของเขาเองทั้งสองคนเป็พี่น้องฝาแฝดกัน แต่ก็สามารถแยกออกได้ง่ายว่าใครเป็ใคร เพราะหม่าลี่ตงชอบไว้ผมสั้นในขณะที่หม่าเหว่ยเจี้ยนผู้น้องชอบไว้ผมยาว
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ให้พี่ตงกับพี่เจี้ยนคอยดูแลพี่ฟงเถอะค่ะ” สัตตบุษย์ปฏิเสธแต่ชานอี้ฟงไม่ยอม
“อย่าดื้อสิ พี่เป็ห่วงนะถ้ามีอาตงหรือไม่ก็อาเจี้ยนไปด้วยพี่จะได้สบายใจ”
“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยอมในที่สุดเพียงเพราะประโยคที่ว่า ‘พี่เป็ห่วง’ของอี้ฟงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ซึ่งแค่นี้เธอก็ดีใจแล้วที่เขายังห่วงใยเธออยู่เหมือนเดิม