ตลอดทั้งบ่ายวันนั้น แพรไหมนั่งทำงานด้วยความรู้สึกเหมือนร่างไร้ิญญานิ้วมือเรียวเคาะแป้นพิมพ์ตอกย้ำตารางงานวันเสาร์ของปุริมซ้ำๆ
ทุกตัวอักษรที่พิมพ์ลงไปว่า ‘นัดส่วนตัว’มันเหมือนปลายมีดที่กรีดลึกลงบนใจแต่เธอก็ยังต้องปั้นหน้ายิ้มและพูดจาสุภาพกับทุกคนที่เข้ามาติดต่องาน
จนกระทั่งเวลาเลิกงานมาถึง พนักงานคนอื่นทยอยกลับบ้านจนไฟในออฟฟิศเริ่มมืดลงเหลือเพียงแสงไฟจากห้องทำงานของ CEO ที่ยังคงสว่างอยู่แพรไหมเก็บของใส่กระเป๋า เตรียมตัวจะกลับบ้านเหมือนทุกวันแต่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้นเสียก่อน
เธอกดรับสายอย่างรู้หน้าที่
“ค่ะคุณปริม”
“คุณแพร เข้ามาหาผมในห้องหน่อย” น้ำเสียงของเขาดูเหนื่อยล้าแต่ก็แฝงไปด้วยความ้าบางอย่าง
แพรไหมสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติของตัวเองกลับมาก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของเขาปุริมกำลังนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เสื้อสูทตัวนอกถูกถอดพาดไว้ที่โซฟา แขนเสื้อเชิ้ตพับขึ้นถึงข้อศอกดูผ่อนคลาย
“มีเอกสารอะไรให้แพรต้องทำเพิ่มไหมคะ” เธอถามพลางหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะรักษาระยะห่างตามหน้าที่เลขาฯ อย่างเคร่งครัด
ปุริมไม่ตอบ แต่เขาลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะทำงานตรงมาหาเธอดวงตาคู่คมจ้องมองจนทำให้แพรไหมใจสั่นไหว เขาเอื้อมมือหนาไปล็อกประตูห้องทำงานเบาๆก่อนจะขยับเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ
“คืนนี้... ไปที่ห้องผมนะ” เขาพูดชวนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแววตาเว้าวอนเหมือนเมื่อเช้ากลับมาอีกครั้ง มือหนาเอื้อมมาจับข้อมือของเธอไว้หลวมๆ
ถ้าเป็เมื่อก่อน แพรไหมคงใจอ่อนและพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดายแต่ในตอนนี้ คำว่าดูตัวที่ได้ยินเมื่อตอนเที่ยงมันยังคงดังก้องอยู่ในหัวความอึดอัดและขื่นขมที่สะสมมาตลอดทั้งวันมันจุกจนเธอทนต่อไปไม่ไหว
“คืนนี้แพรคงไปไม่ได้ค่ะ...แพรมีธุระ” เธอโกหก พร้อมกับค่อยๆบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
ปุริมชะงักไปเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ แพรไหมไม่เคยปฏิเสธเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวไม่ว่าเขาจะ้าเธอตอนไหน เธอก็พร้อมจะไปหาเสมอ
“ปกติคุณไม่เคยปฏิเสธผมนะ” น้ำเสียงของเขาเริ่มติดจะดุขึ้นมานิดๆตามนิสัยคนชอบบงการ
“ถ้าคุณปริมไม่มีงานอะไรด่วนแล้วแพรขอตัวกลับก่อนนะคะ”
เธอก้มหัวให้เขาเล็กน้อยตามมารยาทแล้วหันหลังเดินออกจากห้องทำงานมาทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบหัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความกลัวและใจหาย นี่เป็ครั้งแรกที่เธอขีดเส้นกั้นระหว่างความสัมพันธ์ของเธอและเขา
เส้นกั้นที่เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ควรจะขีดมันตั้งนานแล้ว
ประตูลิฟต์ปิดลงพร้อมกับความเงียบที่เข้าจู่โจม แพรไหมทิ้งตัวพิงผนังลิฟต์อย่างหมดแรงน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งบ่ายไหลอาบแก้มสองข้างอย่างห้ามไม่ได้เธอยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลบเสียงสะอื้น การปฏิเสธเขาเป็เื่ที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอแต่มันจำเป็... เพราะถ้าเธอยังยอมไปหาเขาคืนนี้ เธอก็คงเป็แค่คนโง่ที่ยอมให้เขาเหยียบย่ำหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น
ลิฟต์เคลื่อนลงมาถึงชั้นลานจอดรถ แพรไหมรีบเช็ดน้ำตาออกปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดก่อนจะก้าวออกไปเธอขับรถเก๋งคันเล็กของตัวเองกลับคอนโด
กรุงเทพฯเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวจนน่าใจหาย
หลังจากกลับถึงห้องพักแพรไหมไม่ได้เปิดไฟในทันทีเธอทิ้งกระเป๋าลงบนโซฟาแล้วเดินไปนั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่างมองดูตึกสูงระฟ้าภายนอก
ความมืดรอบตัวคล้ายจะเป็เพื่อนที่เข้าใจเธอมากที่สุดในตอนนี้ มันคือเซฟโซนให้คนอย่างเธอใช้ซับน้ำตาคนเดียวมานับครั้งไม่ถ้วน
ตื๊ด...ตื๊ด...เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าทำให้เธอกลับสู่โลกความจริง แพรไหมหยิบขึ้นมาดูหัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อที่โชว์บนหน้าจอ
‘คุณปริม’
เขาโทรมา ซึ่งปกติแล้วถ้าเธอปฏิเสธปุริมเป็คนมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีสูงมาก เขาจะไม่ตื๊อและไม่เคยง้อใครการที่เขาโทรมาแบบนี้แสดงว่าเขาคงรู้สึกขัดใจไม่น้อยที่คนอย่างเธอกล้าขัดคำสั่ง
แพรไหมปล่อยให้โทรศัพท์สั่นบนมือ นิ้วเรียวสั่นเทาอยู่เหนือปุ่มรับสายข้างในใจตีกันยุ่งเหยิง ใจหนึ่งก็รักและโหยหาอยากได้ยินเสียงแต่อีกใจที่เจ็บช้ำก็ะโเตือนสติว่า... พอได้แล้ว
สุดท้าย เธอก็ตัดสินใจกดปุ่มล็อกหน้าจอ ปล่อยให้สายนั้นตัดไปเองก่อนจะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโซฟา
นี่เป็ครั้งแรกในรอบ 7 ปีที่เธอเลือกจะไม่รับสายเขา แพรไหมรู้ดีว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้ปุริมโกรธและชีวิตการทำงานของเธอในวันพรุ่งนี้คงต้องเจอกับมรสุมชิ้นใหญ่ แต่อย่างน้อย...คืนนี้เธอก็ได้กู้ศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนหนึ่งกลับคืนมาบ้าง แม้ว่ามันจะแลกมาด้วยหัวใจที่แหลกสลายก็ตาม