เมฆดำทะมึนม้วนตัวปกคลุมไปทั่วบริเวณเสียงสายฟ้าฟาดลงมาราวกับโกรธเคืองใคร เวลายามอู่ (11.00-12.59น.) แต่กลับมืดมิดไร้แสงตะวัน
กลิ่นเหม็นเน่าของบรรดาซากศพ ไร้ญาติจากโลกระบาดที่กองเป็ผู้เขาเลากาไร้ญาติเพราะญาติเองก็ไม่อาจมีชีวิต ตายไปเสียส่วนมาก
ฝูงแร้งกาจิกกินเศษเนื้อเน่าเปื่อยอิ่มหนำ ล้วนส่งเสียงดังกึกก้องหุบเขาไร้ญาติ ไม่ได้เงียบเหงาแค่วุ่นวายไปด้วยเสียงร้องของพวกมัน ใครกันอยากจะทนฟังเสียงขับขานบทเพลงรื่นรมย์ของเหล่านักกินซาก ไม่มีหยาดน้ำตาอำลาอาลัยมีแต่ความหฤหรรษ์และอิ่มพีของแร้งกาก็เท่านั้น
สวี่มู่หยาง รู้สึกถึงพละกำลังที่อยู่ๆ ก็ฟื้นคืน ์คงไม่อยากจะรับเขาไว้ในเมื่อไร้ตำแหน่งและฐานะสำหรับเขา ผู้คนฐานะสูงส่งจึงเหมาะดำรงตำแหน่งบน์และที่นั่นเขาอนุมานได้ทันทีว่าไม่มีตำแหน่งยาจกแน่ๆ
ขยับกายลุกขึ้นยืน ไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะผ่านความตายมาด้วยซ้ำ
"เ้ายังไม่ควรตายสินะ จะต้องเผชิญเคราะห์กรรมไปอีกสักหน่อย"
ยกมือขึ้นอุดจมูกกลิ่นซากศพเหม็นจนแทบอาเจียน ก่อนหน้านั้นเขาแค่เพียงคุ้ยเขี่ยเศษอาหารในกองขยะของโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยม แม้จะชาชินกับกลิ่นเหม็นแต่ก็ไม่ถึงขั้นนี้
"กลับเข้าเมืองดีกว่าอย่างน้อยก็คงพอมีอะไรให้ได้อิ่มท้อง"
หันมองธารน้ำที่สีสันไม่ปกติเพราะหยดเืจากซากศพไหลลงๆ ปะปน
เมฆดำทะมึนที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณส่งเสียงร้องครื้นๆ เหมือนกำลังจะหลั่งน้ำตาลงมา
"อาจารย์ เกิดอะไรขึ้นเมฆหมอกเหล่านี้้าจะบอกอะไรกันแน่"
หลิวฟางจิ้งเงยหน้ามองเมฆดำทะมึน หวงซีฮันลืมตาขึ้นช้าๆ
"กว่า40ปีแล้วที่เคยเกิดเมฆประหลาดแบบนี้ ในครั้งนั้นที่ข้ารับเอาหลางตงหยางและสวี่มู่หยางเป็ศิษย์ของหุบเขาเฟยเทียน"
"อาจารย์ 20ปีแล้วที่ศิษย์น้องมู่หยางจากไป"
"อวี้ปิง (หยกน้ำแข็ง,หยกรั้งรอ) ก็สาบสูญไปเช่นกันทั่วยุทธภพต่างค้นหาอวี้ปิงจนป่านนี้มิอาจพานพบ”
“หรือครั้งนี้น้องสี่จะกลับมา”
หวงซีฮันถอนหายใจ
“การตัดสินใจของมู่หยางในครั้งนั้นถึงจะไม่อยากให้เกิดแต่ใครบ้างจะหยั่งรู้จิตใจของมู่หยาง ไม่แน่เมฆดำทะมึนที่เห็นอาจเป็เพียงแค่เมฆฝนธรรมดา”
เซียนกระบี่หลางตงหยางยืนอยู่บนเทือกเขาสูงตระหง่าน ท้องฟ้าดำทะมึนผิดกับอาภรณ์สีขาวสะอาดตา อกข้างซ้ายรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนใครเอามีดมาเฉือนเนื้อจนขาดวิ่น
“อั่ก เจ็บๆๆ” หลางตงหยางกุมที่อกข้างซ้าย
“มู่หยาง…”
มู่หยางกุมที่ท้องเสียงท้องร้องจ้อกแจ้ก กี่วันกี่เดือนแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสบะหมี่น้ำของโปรด เงยหน้าสูดเอากลิ่นหอมขจรขจาย
“ทำไมรู้สึกเหมือนว่า ไม่ได้กินอะไรมานานแสนนานแล้ว” พึมพำกับตัวเองปัดฝุ่นที่แขนขาถลกแขนเสื้อก้าวเดินด้วยท่าทีที่มั่นคง
“เถ้าแก่ บะหมี่ชามนั้นลูกค้าคนก่อนหน้าไม่ให้เกียรติท่าน”
“ไม่ให้เกียรติข้าตรงไหนเ้าขอทาน”
มู่หยางทำท่าทีครุ่นคิด
“ตามธรรมดาข้าก็ไม่ใช่นักกินอะไร แต่จากที่ข้าเดินวนผ่านไปผ่านมาในย่านนี้จึงตระหนักได้ว่ากลิ่นหอมของน้ำซุปร้านท่านหอมหวนกว่าของผู้ใด”
“พูดได้ดี พูดได้ดี แต่ครึ่งวันมานี่ข้ายังขายไม่ได้ถึงสามชามเลย”
“ถ้าเถ้าแก่ไม่ว่างอะไร ข้าขอน้ำซุปถ้วยนั้นให้พอมีแรงแล้วข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าบะหมี่ของท่านและน้ำซุปที่หอมนั้นไม่ใช่แค่ราคาคุยของข้า”
“เ้าจะทำยังไงเ้าขอทานน้อยข้าไม่มีเวลามาล้อเล่นนะ”
“ข้าหวังแค่เพียงเถ้าแก่จะให้โอกาสข้า เถ้าแก่ก็ไม่ได้เสียอะไรเสียหน่อย น้ำซุปนั้นก็เป็ของเหลือจากลูกค้า ข้าแค่เพียงช่วยกำจัดมัน”
“น้ำซุปนั้นเป็ของเ้าแล้ว”
มู่หยางฉีกยิ้มสดใส คว้าถ้วยบะหมี่ยกซดรวจเดียวหมดชูถ้วยบะหมี่ขึ้นเหนือหัว
“ไหลๆๆ พวกท่านทั้งหลายสำหรับใครที่เดินผ่านไปผ่านมาตอนนี้รู้สึกว่าท้องไส้กำลังปั่นป่วนก็แวะมาลิ้มรสบะหมี่รสเด็ดน้ำซุปหอมยั่วยวนใจเอาจนน้ำลายไหลกันทีเดียวเชียว”
ผู้คนเริ่มห้อมล้อมเข้ามาเพราะเสียงเชิญชวนที่ฟังรื่นหูแม้อาภรณ์จะขะมุกขะมอมแต่ใบหน้าหล่อเหลาแววตาสดใสและเป็มิตรไร้เื่ทุกข์โศก ใบหน้าสะดุดตาชวนหันมอง
“หอมจริงหรือ อร่อยจริงหรือ”
สวี่มู่หยางรีบประคองท่านป้าให้นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยใบหน้ายิ้มและท่าทีกระตือรือร้นราวกับหญิงคนนั้นเป็ฮองเฮาก็ไม่ปาน
“ท่านป้าเชื่อข้าเถอะ บะหมี่รสดีที่สุดในย่านนี้เชียว อีกทั้งยังราคาไม่แพง กินสองชามเหมือนกับจ่ายไปแค่ชามเดียวท่านป้ารับกี่ชามดี”
“เอามาชิมหนึ่งชาม”
“เถ้าแก่ ท่านป้ารับบะหมี่หนึ่งชาม”
เถ้าแก่ยิ้มแก้มแทบแตกหันกลับไปเริ่มทำบะหมี่ ส่วนสวี่มู่หยางนั้นเล่าก็ขยันขันแข็งราวกับเป็ร้านบะหมี่ของตัวเอง
“มาๆๆ ใครอยากจะลองชิมบะหมี่เลิศรส หมดแล้วหมดเลยเก้าอี้ว่างมีไม่มาก”
ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามานั่งบนเก้าอี้จนเต็มร้าน มู่หยางยิ้มกว้างทั้งช่วยยกชามบะหมี่และเก็บชามบะหมี่ไปล้าง เวลาแค่เพียงครึ่งชั่วยามเถ้าแก่นับเงินในกระเป๋าสีหน้าพึงพอใจก่อนจะหันไปทำบะหมี่ชามใหญ่
“เ้าหนู นี่ข้าให้เ้า ถือว่าเป็คำขอบคุณ”
มู่หยางยิ้ม รับเอาชามบะหมี่
“ขอบคุณเถ้าแก่ กำไรแล้ว”
“ข้าซ่ะอีกจะต้องขอบคุณเ้า หากไม่ว่าอะไรอยู่ช่วยข้าขายบะหมี่ที่นี่ดีไหม ไม่จำเป็ต้องรอนแรมอดอยาก”
“ข้อเสนอดีๆ แบบนี้ข้าขอไม่รับ เถ้าแก่เห็นข้ารอนแรมแบบนี้เห็นว่าข้าลำบากแต่แท้จริงแล้วนั้นคือความสุนทรีย์อย่างหนึ่ง จะมีสิ่งใดรื่นรมย์ไปกว่าค่ำคืนที่ไร้จุดหมาย ห่วงว่าพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรตกถึงท้อง นั้นแหละคือความรื่นรมย์สำหรับข้า”
“เสียดายเสียจริง คนที่เข้าใจชีวิตเช่นเ้า ไม่น่าต้องมารอนแรม ไม่ทราบว่าเ้าเป็คุณชายตระกูลไหนรึ”
“เพ๊ย ร้านบะหมี่ที่ผู้คนแวะเวียนมากมายแต่กลับให้ขอทานมาร่วมโต๊ะ”
ใครบางคนวางกระบี่ลวดลายสวยงามลงบนโต๊ะบ่งบอกฐานะว่าไม่ธรรมดา ถ่มน้ำลายลงพื้นใกล้รองเท้าขะมุกขะมอมของมู่หยางพร้อมกับคำพูดเย้ยหยัน มู่หยางเงยหน้าขึ้นจากถ้วยบะหมี่ก็พบว่าคนผู้นั้นยังมีผู้ติดตามอีกมาก มู่หยางยกน้ำซุปกระดกหมดชาม ยิ้มกว้าง
“คุณชายท่านนี้ ท่าทางดูดีไม่น้อยบิดาท่านไม่สั่งสอนมาหรือไรว่าอย่าลดตัวมาทะเลาะกับขอทานอย่างข้า”
“เ้า! บังอาจกล่าวล่วงถึงบิดาข้า”
คุณชายท่านนั้นเลื่อนมือไปกำด้ามกระบี่ทำท่าเหมือนจะเผยคมกระบี่ มู่หยางทำท่าถอยห่างอย่างกับกลัวเสียเต็มประดา หากประมือกันตอนนี้ไม่แน่ว่าเขาจะเอาชนะได้ไม่ยาก แต่กฎข้อหนึ่งสำหรับมู่หยางคือใครลงมือก่อนคนนั้นคือคนผิด พยายามที่จะออกห่างจากร้านบะหมี่ของเถ้าแก่ หากประมือกันร้านบะหมี่จะได้ไม่เสียหาย
“ข้าก็ยอดฝีมือคนหนึ่ง หากคิดจะประมือกับข้าเกรงว่าจะเป็ฝันร้าย”
“เชอะ! เ้าขอทานโง่ ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรสเพลงกระบี่ของสำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ย หนึ่งในสำนักกระบี่ที่เลื่องชื่อ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เกรงว่าข้าจะไม่รู้จักและบอกไว้ตรงนี้เลยหากพวกเ้าและสำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยของพวกเ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้ ข้ายินดีให้พวกเ้าคารวะข้าเป็อาจารย์”
“สามห้าว!!”
เคร้ง!
คุณชายปลายแถวตระกูลจ้าวชักกระบี่อย่างไม่ลังเล
“พวกเ้าอย่าปล่อยให้เ้าขอทานนี้หนีไป บังอาจสบประมาทสำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยอันยิ่งใหญ่ของเราต้องจับตัวไปให้ท่านประมุขจ้าวอบรมสั่งสอน”
คนของสำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยทั้งหมดต่างชักกระบี่พุ่งเป้าเข้าใส่มู่หยาง
“สำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยมีแค่นี้เองหรือ อาศัยแค่หมาหมู่รังแกคน”
“อย่าพูดมาก ถูกผิดดีชั่วข้าหาสนใจไม่ เพียงแค่จับขอทานปากเสียไปให้เ้าสำนักสั่งสอนก็ถือว่าเป็ความชอบ”
เสียงคมกระบี่แหวกอากาศ หมายชีวิตของมู่หยางอย่างไม่ลังเล มู่หยางเบี่ยงตัวหลบกระบี่ ดีดนิ้วเสียงดังเป๊าะ! ท่าทางการเคลื่อนไหวที่รวจเร็วของเหล่าศิษย์สำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยกลับกลายเป็เชื่องช้าจับทิศทางได้ง่ายดาย
มู่หยางอมยิ้มค่อยๆ เลือกจัดการกับศิษย์สำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ยทีละคนจนลงไปกองกับพื้นร้องโอดโอย สวี่มู่หยางรวบรวมกระบี่ดีใช้เชือกปอจากร้านขายโคมข้างๆ มัดรวมกระบี่โยนลงในแม่น้ำ ก่อนจะปัดมือหัวเราะร่าหันหลังก้าวเดิน ดีดนิ้วปลดปล่อยเหล่าศิษย์ของสำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ย ถึงแม้ไม่ปลดปล่อยก็ทำอะไรไม่ได้เพราะศิษย์เซียนกระบี่แต่ละคนาเ็จนไม่อาจลุกขึ้นมาต่อกรได้ เถ้าแก่ที่แอบห่วงมู่หยางถึงกับอ้าปากค้าง
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ จะต้องเป็ท่านเซียนปลอมตัวมาแน่!”
“มิกล้า มิกล้า เถ้าแก่อย่ากล่าวชมข้าเพียงนั้นเลย ข้าก็แค่เพียงขอทานที่บังเอิญเอาชนะศิษย์สำนักใหญ่ที่ไม่ใคร่จะตั้งใจฝึกฝนก็เท่านั้น”
“เ้ารู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ตั้งใจฝึกฝน”
“ถ้าเขามุ่งมั่นในการฝึกวิชาก็คงเป็ข้าที่จะต้องฝ่ายแพ้ แต่นี่ดูรึข้ายังไม่ทันลงมือพวกเขาก็ลงไปนอนร้องโอดโอย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็เพราะใจเสาะไม่ได้เป็ด้วยเคล็ดวิชาของสำนักที่มีจุดอ่อน”
พูดถ่อมตนหรือว่าตลบตะแลงมู่หยางก็ไม่อาจแยกแยะ อมยิ้มส่ายหน้าไปมา ไว้อีกยี่สิบปีข้าค่อยแยกแยะยังไม่สาย
“เถ้าแก่ข้าลาล่ะ ฟ้าสูงแผ่นดินกว้างอย่างไร มีวาสนาคงได้พบกันอีก”
มู่หยางหันหลังก้าวเดิน ยกไหล่ตั้งตรงราวกับจอมยุทธ์เลื่องชื่อ
“อ๊ะ!”
ใครบางคนคว้าข้อมือมู่หยางไว้แน่น ดึงผ้าผูกผมของมู่หยาง ผูกเข้าที่ข้อมือของตัวเขาและสวี่มู่หยางเข้าด้วยกันอย่างรวจเร็วจนมู่หยางตั้งตัวไม่ติด มู่หยางยกมือขึ้นจะดีดนิ้วอีกครั้งแต่ไม่ทันการ
“เ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ คิดจะหนีหรือสวี่มู่หยาง”
สวี่มู่หยางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน
คนผู้นี้นับว่าหล่อเหลาใบหน้าได้รูปผมเผ้ามัดรวบเรียบร้อยแม้จะมีแววตาที่หยิ่งทะนงแต่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย มู่หยางอยากจะถามเหลือเกินว่าเขาพบเจอเื่ใดมาจึงมีใบหน้าอมทุกข์ในเมื่อ์ใบทานใบหน้าที่หล่อเหลาแล้วไยไม่มอบความสุขให้กับคนผู้นี้ หรือว่าคนรักเพิ่งจะจากไปกันแน่
"ข้าคงไม่ได้เผลอไปล่วงเกินอะไรท่านใช่ไหม อ้อ! หรือว่าท่านคือประมุขจ้าวผู้นั้น”