วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 13
เสียงแมลงยามค่ำคืนขับขานประสานเสียง ผืนป่ามีแสงจันทร์ส่องสว่าง ร่างหนึ่งโดนอีกร่างลากให้เดินตามแผ่นหลังกว้างมาเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกทีก็มาถึงตีนเขาด้านหลังสวนหลิว ซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านสักเท่าไหร่เพราะยิ่งอยู่ใกล้ป่าเขา ซึ่งเป็จุดรวมของสายลมที่พัดพาเอาความเย็นจากผิวน้ำและผืนป่าลงมากัน อุณหภูมิก็ยิ่งค่อนไปทางหนาวเย็น เลยไม่เป็ที่นิยมสำหรับยืนอาบแสงจันทร์ให้ร่างกายอบอุ่น อีกอย่าง ผู้คนตอนนี้กำลังสนใจที่จะดูความงามของโคมไฟในน้ำมากกว่าที่จะชมบรรยากาศบนที่สูงอย่างบนตีนเขาแห่งนี้
เสียงหอบหายใจถี่ของสองร่างที่ดึงลากกันวิ่งฝ่าผู้คนมาด้วยความเร็วสูงและระยะทางที่ค่อนข้างจะไกล
“ซื่อจื่อ ข้าเจ็บเ้าค่ะ!” หยวนซูลี่ส่งเสียงทักท้วงการกระทำของคนที่ลากนางมา เมื่อเขาผ่อนความเร็วลงและหยุดยืนนิ่งจ้องมองหน้าของนางอยู่ แต่มือหนากลับไม่ยอมปล่อยออกไปจากข้อมือเล็กเลย
พรึ่บ
“ข้าก็ไม่ได้อยากัักายเ้าสักเท่าใดหรอก” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นและสะบัดมือเล็กออกไปจากการจับกุมของเขา
หยวนซูลี่ยกข้อมือตนเองขึ้นมาดู รอยแดงเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ความเจ็บเริ่มส่งสัญญาณบอกให้รีบหาอะไรมาประคบเอาไว้ก่อนที่มันจะบวมแดงไปมากกว่านี้ สายตาที่แสดงถึงความเจ็บและน้อยใจถูกส่งไปหาดวงตาคมที่มีเพียงสายตาว่างเปล่าจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว
‘เขาไม่คิดที่จะขอโทษนางสักนิดเลยหรืออย่างไร’ หยวนซูลี่ได้แต่พึมพำในใจ
ฟึ่บ
และเมื่อนางสะบัดหน้าหนี หันหลังให้เขาแล้วกำลังจะก้าวเดินจากเว่ยตงหยางไป
หมับ
เขาก็เอื้อมมือมาจับต้นแขนของนางเอาไว้พร้อมๆ กับเสื้อคลุมสีดำบนกายบุรุษก็ถูกถอดออก แล้วสวมทับบนสองไหล่บอบบางแทน
“ปล่อยข้า” น้ำเสียงแข็งกร้าวและเย็นะเืเอ่ยสั่งคนด้านหลังให้ผละออก นางไม่ได้หันกลับไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่น่าหลงใหล ไม่ได้อยากเห็นใบหน้าเ็าและสายตาว่างเปล่านั้นอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงได้กระทำการอุกอาจด้วยการลากนางออกมาเช่นนี้ แถมยังทำนางเจ็บกาย แต่กลับไม่ยอมเอ่ยขอโทษออกมาสักคำ
“จะไปที่ใด ข้ามีเื่จะสนทนากับเ้า” เว่ยตงหยางเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าไม่มีเื่อันใดต้องเจรจากับซื่อจื่อเ้าค่ะ ปล่อย ข้าจะกลับไปหาหลานอี้ เขาคงคอยข้าอยู่...” หยวนซูลี่บอกเขา
แต่ก็ยังพูดไม่ทันจะจบประโยคดี มือหนาของบุรุษที่มักจะใช้กำดาบและคันธนูพลันออกแรงมากกว่าเดิม หมุนตัวของนางให้หันกลับมาเผชิญหน้า และตรึงหัวไหล่ทั้งสองของคู่หมั้นเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม
…ไม่ให้หันหนีและผละออกตามแรงสะบัด
สายตาวาวโรจน์ราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ในดวงตาจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตากลมโต
“เ้ายังจะมีหน้ากลับไปหาเขาอีกหรือ!” ปากหนากัดฟันแล้วเค้นเสียงดุดันลอดไรฟันออกมาเข่นเขี้ยว
ทั้งๆ ที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งกับหลานอี้ไปแล้วแท้ๆ แต่หยวนซูลี่ก็ยังดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่ฟังคำเตือนของเขาเลย
“ก็เขาเป็สหายของข้านี่เ้าค่ะ!” นางไม่ยอมแพ้แถมยังเอ่ยเถียงด้วยเสียงขึงขัง
“หึ สหาย…” มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “หรือบุรุษบำเรอของเ้ากันแน่” น้ำเสียงประชดประชันและดวงตาจับผิดของเว่ยตงหยางจ้องมองมา
“เว่ยตงหยาง! ท่านปรามาสข้าเกินไปแล้วนะ อย่าหลงลืมเสียสิ้นว่าข้าเป็คู่หมั้นของท่าน ไว้หน้าข้าบ้างก็ยังดี” โวยวายและต่อว่าคู่หมั้นหนุ่มออกไปเสียงเข้มในตอนแรก และเปลี่ยนเป็น้ำเสียงน้อยใจในตอนท้าย
เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็คู่หมั้นของนาง จะพูดสิ่งใดออกมาควรนึกถึงจิตใจคนฟังอย่างนางบ้าง
“หึ ไว้หน้าหรือ แล้วการที่นั่งเฝ้ากันที่หอน้ำชาทั้งวัน จากนั้นก็นั่งรถม้าของบุรุษอื่นกลับจวนนี่ เ้าได้ไว้หน้าข้าบ้างหรือไม่เล่า” น้ำเสียงโกรธขึ้งกระซิบลอดไรฟันออกมาถามคนตรงหน้ากลับไป
ใบหน้าหล่อเหลาของเขาตอนนี้ช่างดุดัน น่ากลัวเสียเหลือเกิน น่ากลัวกว่าวันนั้นที่ทั้งคู่มีปากเสียงกันจนแตกหักมาจนถึงวันนี้เสียอีก หยวนซูลี่หวาดกลัวเว่ยตงหยางจนตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด
“ผิดแล้วเ้าค่ะ สิ่งที่ซื่อจื่อเอ่ยมากับความจริงที่เกิด หาใช่สิ่งเดียวกันไม่” หยวนซูลี่บอกเขาออกไปอย่างใจเย็นและน้ำเสียงนุ่มนวล
“หึ มันคงมากเกินกว่าที่ข้าเอ่ยสินะ” เขาตอกกลับ
“หาใช่เช่นนั้นไม่”
“สตรีกับบุรุษชิดใกล้ในรถม้า คงอิงแอบกันไม่อายฟ้าดิน”
“ข้าเหนื่อยแล้วเ้าค่ะ ถ้าซื่อจื่อคิดเห็นเป็เช่นนั้นข้าก็ไร้ความสามารถจะหาคำอธิบาย”
“ไม่อธิบายเพราะเหนื่อยที่จะหาคำแก้ตัว”
“ไม่อธิบาย เพราะอาจจะเป็ความจริงตามที่ท่านจินตนาการเ้าค่ะ!”
“หยวนซูลี่!” ใบหน้าถมึงทึงไม่สบอารมณ์
“เอ๊ะ หรือว่าซื่อจื่อหึงหวงข้าหรือเ้าคะ” คุณหนูหยวนเปลี่ยนท่าที ช้อนสายตาที่เจือเต็มไปด้วยประกายขวยเขินขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลา
แกล้งหยอกเย้าทำเป็รู้ทันความรู้สึกของเขา ทั้งๆ ที่ความจริงไม่รู้สิ่งใดเลย…
ผลั่ก
ปึก!
เว่ยตงหยางผละมือออกจากหัวไหล่บางและผลักตัวของสตรีตรงหน้าให้ออกห่างจากตนทันที ราวกับมือไปจับต้องของร้อนหรือสกปรกจนต้องชักมือกลับ ร่างกายเล็กๆ ของสตรีถึงกับเซถลาไปด้านหลังและเกือบจะล้มลงไปกองบนพื้นอยู่แล้วถ้าไม่ไปชนต้นไม้เสียก่อน
แผ่นหลังของหยวนซูลี่กระเด็นไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง
“โอ๊ย” เสียงหวานร้องระบายความเจ็บออกมา ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ แต่ก็โดนมือเรียวเล็กปาดมันออกไปทันที
นางจะไม่ยอมให้เขาเห็นน้ำตาของนางอีกเป็หนที่สอง หลังจากเหตุการณ์มีปากเสียงกันรุนแรงในวันนั้น หยวนซูลี่ก็ปฏิญาณกับตนเองไว้แล้วว่าจะเข้มแข็งและไม่มีน้ำตาให้เว่ยตงหยางได้เห็นอีก
“ลี่เอ๋อร์” เผลอเอ่ยเรียกสรรพนามอย่างสนิทสนมพร้อมถลาจะเข้าประคองคนร้องโอดครวญ
หากแต่…
“อย่ามาใกล้ข้าและอย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก” น้ำเสียงเย็นะเืเอ่ยชะงักการเคลื่อนไหวในฉับพลัน
ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งเอ่ยนามด้วยความเอ็นดูเช่นนั้น เพราะมันทำให้นางเ็ปทั้งกายและใจ ในเมื่อไม่เคยเอ่ยคำว่าลี่เอ๋อร์มานานหลายปี สู้ให้เขาเรียกแทนตัวนางด้วยวาจาห่างเหินเช่นเดิมจะดีกว่า
“เหอะ” เสียงหัวเราะที่ไม่อาจล่วงรู้ความนัยเปล่งดังในลำคอ
“โอ๊ย” หยวนซูลี่พยายามพยุงร่างกายตนเองให้ยืนตรง
“ถ้าเจ็บก็อย่าเอ่ยไร้สาระออกมาอีก ข้าไม่เคยรักเ้า จะไปหึงหวงเ้าด้วยเหตุอันใด”
แต่เสียงร้ายกาจก็ยังดังมาตามทำร้ายความรู้สึกของคู่หมั้น ถึงแม้นางจะห้ามน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาได้ แต่ก็ไม่สามารถห้ามความรู้สึกไม่ให้มันปวดร้าวได้เลย
เหตุใดจะต้องรักคนใจร้ายอย่างเว่ยตงหยางด้วยนะ
“หึ ไม่รักไม่หึง แล้วดึงข้าออกมาจากหลานอี้เพราะเหตุใดกันเล่าเ้าคะ” หยวนซูลี่แสยะยิ้มออกไปและพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง
นางเว้นวรรคคำพูดเอาไว้เพื่อรอดูสีหน้าหล่อเหลาที่สายตากำลังมีเปลวเพลิงวาวโรจน์ขึ้นมาอีกครั้งแล้วจึงเอ่ยต่อ
“แล้วการที่บอกว่าข้าไม่ไว้หน้าท่านนั้น ข้าว่าเป็ท่านมากกว่าที่ไม่เคยให้เกียรติคู่หมั้นอย่างข้า เข้าหอคณิกาทุกเมื่อเชื่อวัน ออดอ้อนคลอเคลียสตรีอื่นไม่ซ้ำหน้า แถมยังบอกรักหยวนถิงถิงต่อหน้าข้าอีก เช่นนี้เขาเรียกว่าให้เกียรติข้าหรือมะ...อื้อ~”
ปากหนากระแทกจูบปิดริมฝีปากอวบอิ่มในทันที สกัดกั้นคำพูดที่นางกำลังจะเอื้อนเอ่ยให้หลุดกลับเข้าไปในลำคอตามเดิม จนหยวนซูลี่ไม่สามารถพูดออกมาให้จบประโยคได้
ริมฝีปากหนาบดขยี้ริมฝีปากอิ่มอย่างแรงตามแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้น เขาโกรธจัด ใบหน้าหล่อเอียงไปมาเพื่อปรับองศาจูบและบดขยี้ ใช้โอกาสนี้สำเร็จโทษที่นางชอบเอ่ยวาจาอวดดีไม่เข้าหู แถมปากนี้นี่แหละที่เปล่งเสียงออกมาว่าจะถอนหมั้นกับเขา
“อื้อ” เสียงหวานร้องประท้วง
มือน้อยกำเข้าหากันแน่นและทุบลงไปยังแผงอกแกร่งรัวๆ แต่เว่ยตงหยางก็ไม่ผละจูบออก แถมยังพยายามส่งเรียวลิ้นแทรกตัวผ่านริมฝีปากเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถทะลุผ่านด่านปราการได้ เพราะหยวนซูลี่กัดฟันเอาไว้แน่น
“โอ๊ย อื้ม~”
เว่ยตงหยางเลยกัดริมฝีปากอวบอิ่มจนหยวนซูลี่เผลอส่งเสียงร้องออกมา จึงเป็โอกาสดีที่ซื่อจื่อสามารถแทรกเรียวลิ้นเข้าไปสำรวจโพรงปากของนางได้
ลิ้นหนาตวัดเกี่ยวลิ้นเล็ก ดูดชิมความหวานในโพรงปาก
มันช่างละมุนนุ่มลิ้นเหลือเกิน เว่ยตงหยางคิดในใจ
“อื้อๆ” เสียงหวานเริ่มร้องประท้วงและทุบรัวๆ เข้าที่อกแกร่ง นางกำลังจะขาดอากาศหายใจ และ้าให้เขาปล่อยนางเดี๋ยวนี้
ดวงหน้าหล่อผละจูบออกมามองใบหน้าสวยที่เปลี่ยนเป็สีแดงปลั่ง และกำลังตักตวงลมหายใจเข้าไปในปอด
เขาโหมแรงจูบนางอย่างเอาเป็เอาตายไม่ยอมปล่อยให้มีโอกาสหายใจขนาดนั้น เกือบสิ้นลมเลยก็ว่าได้
เว่ยตงหยางเอียงหน้าลงหอมแก้มนุ่มนิ่มของหยวนซูลี่ที่กำลังแดงระเรื่ออยู่
ไม่รู้ว่าแดงเพราะเหนื่อยหอบ หรือแดงเพราะเขินกันแน่
“อื้อ~”
เมื่อเขาเห็นว่านางตักตวงอากาศเข้าสู่ปอดมากเพียงพอแล้ว หลังจากก้มหน้าลงไปขโมยหอมแก้มของร่างบาง เขาก็ฉกปากหนาเข้าไปจูบปากอวบอิ่มอีกครั้ง
มือใหญ่รวบมือเล็กที่กำลังทุบอกเขาไปมาเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็กดท้ายทอยของนางเอาไว้ไม่ให้หันหนีหรือผละออกไปจากรสจูบของเขาได้
“อื้อ~”
เว่ยตงหยางบดขยี้จูบหยวนซูลี่อย่างคนโหยหา ราวกับไม่ได้จูบใครมานานแสนนาน ลิ้นร้อนแทรกผ่านฟันเรียงตัวสวยเข้าไปควานหาความหวานในโพรงปาก หยอกล้อตวัดเกี่ยวเล่นกับลิ้นเล็ก
“อืม~” เสียงทุ้มครางออกมาอย่างพึงใจ
เขารู้สึกชื่นชอบรสจูบของนาง ไม่เคยจูบใครแล้วอ่อนหวาน นุ่มละมุนเช่นนี้มาก่อน
ไม่อยากจะหยุดเลย
ความคิดของเขาเตลิดไปไกลถึงวันที่ได้ใกล้กันจนมีโอกาสสูดดมกลิ่นกายในระยะประชิดในรถม้าวันนั้น
กลิ่นเหม่ยกุ้ยฮวา…
ขณะเดียวกัน อยู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาจู่โจม
ไม่อยากจะหยุดแค่จูบเสียแล้ว
ผลั่ก!
ผลั้ว
แต่แล้วก็มีมือหนาอีกมือมาดึงแยกหยวนซูลี่ออก แล้วผลักเว่ยตงหยางให้ห่างไป จากนั้นคนมาใหม่ก็เดินตามบุรุษรูปงามแห่งเมืองฉินซึ่งกำลังเซถอยน้อยๆ ไปด้านหลัง จับและดึงส่วนหน้าอกของอาภรณ์เข้าหาตัว แล้วกระแทกกำปั้นหนักเข้าใส่มุมปากของคุณชายเว่ยเต็มแรง
“หลานอี้!” หยวนซูลี่อุทานด้วยน้ำเสียงใและดวงตาเบิกโพลง มือน้อยก็รีบเข้าไปดึงร่างของหลานอี้ออกมาจากเว่ยตงหยางซึ่งเริ่มตั้งตัวได้แล้ว และกำลังจะสวนกลับเข้าใส่หลานอี้ เหมือนที่คุณชายหลานกระทำกับเขาเมื่อครู่
ดาบของทั้งคู่ถูกชักออกมาชี้หน้ากันและกัน
“ช้าก่อน!” นางเอาตัวเองมาขวางหลานอี้เอาไว้ไม่ให้เว่ยตงหยางเข้ามากระแทกกำปั้นใส่ได้
สายตาดุดันและแฝงเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก มองลึกเข้ามาในดวงตากลมโต จนร่างกายของนางแทบขยับไม่ได้ มันเหมือนเืของนางจับเป็ก้อนแข็งตัวและไม่สูบฉีด หนาวเย็นจับใจ นางกลัวเหลือเกิน
เทพแห่งาอย่างเว่ยตงหยางไม่เคยปราณีผู้ใด ถึงเขาจะยังไม่ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และดาบยังไม่ดื่มเืของศัตรูมากเท่าดาบของบิดา แต่ก็ใช่จะมีเมตตาเสียเมื่อไหร่
แขนเรียวกางออกเพื่อปกป้องอีกชั้นหนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องทำใจกล้า ห้ามไม่ให้บุรุษทั้งสองมีเื่กันไปมากกว่านี้
“เ้าปกป้องบุรุษที่ไม่ใช่คู่หมั้นเช่นนั้นหรือ” เสียงเย็นเฉียบแฝงไปด้วยพลังอำนาจเอ่ยต่ำลอดไรฟัน
ขนกายของหยวนซูลี่ลุกซู่ไปหมดแล้ว ดวงตาก็จ้องคู่หมั้นหนุ่มกลับไปอย่างสั่นไหว
“ยะ อย่า มะ มี ระ เื่กันเลยนะ” หยวนซูลี่ขอร้องเว่ยตงหยางออกไปเสียงตะกุกตะกัก
แขนที่กางอยู่ก็ค่อยๆ ลดลงเพราะร่างกายสั่นจนไม่อาจกางแขนปกป้องได้อีกแล้ว
“เ้าเข้าข้างเขาหรือ” เว่ยตงหยางยังคงจ้องหน้าและถามมาด้วยน้ำเสียงที่กำลังสกัดกั้นอารมณ์โกรธขึ้งเอาไว้
บรรยากาศรอบตัวเหมือนมีดินปืนหลายลูกกำลังปะทุขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้มเต็มไปด้วยควันไฟโทสะโหมกระหน่ำ
อบอวลไปด้วยความรู้สึกกลัวจนเกือบหายใจไม่ออก
“มะ ไม่ใช่นะ” คนตัวเล็กส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของคู่หมั้นไปมาจนเส้นผมสยายลงมาปรกใบหน้างาม
มือหนาของหลานอี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังของหยวนซูลี่เอื้อมมาแตะลาดไหล่ของนางเบาๆ เป็การปลอบประโลมให้จิตใจสงบ อย่าเกรงกลัวคนตรงหน้า เพราะยังมีเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้กับนางทั้งคน
แต่หลานอี้กลับไม่รู้เลยว่า การกระทำของเขานั้น ยิ่งเป็การเพิ่มเติมเชื้อไฟให้ยิ่งโหมแรงเข้าไปอีก
ดวงตาคมเบนสายตาจากใบหน้างามลงไปมองมือที่แตะไหล่ของหยวนซูลี่เอาไว้เบาๆ แล้วกวาดไล่สายตาไปตามแขนช้าๆ จนกระทั่งสายตาคมกล้าจับจ้องใบหน้าอีกฝ่ายที่กำลังมองมาทางเขาอยู่ก่อนแล้วอย่างจะกินเืกินเนื้อ
ถ้าวันนี้ไม่แหลกสลายกันไปข้าง อย่าหวังว่ามันจะจบ!!
อ่านต่อในอีบุ๊คนะคะ ที่ Meb