ครืน ครืน ครืน ซู่มม!!
“ตั้งใจกันหน่อยอยากตายอยู่ที่นี่กันหรือยังไง” เสียงอันหนักแน่นจากสตรีะโกู่ก้องออกมาเพื่อเตือนสติแก่ผู้คนที่อยู่รอบข้าง
หญิงสาวใน่วัย 30 ต้นๆ ได้ออกคำสั่งแก่เหล่าชายฉกรรจ์ซึ่งวิ่งวุ่นกันอยู่เต็มดาดฟ้าเรือ พร้อมกับกวาดสายตามองไปยังทิศทางรอบข้างและขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความฉงน
‘เมื่อ 30 นาทีก่อนกระแสลมยังคงปกติอยู่เลย เหตุใดกระแสน้ำและคลื่นลมถึงได้ปั่นป่วนไปภายในชั่วอึดใจเช่นนี้ และมวลเมฆสีดำขนาดมหึมานี่มันมาจากที่ไหนกัน’
แม้การเผชิญกับสภาวะอากาศแปรปรวนจะเป็สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับกะลาสีอยู่แล้ว แต่โดยมากต้นหนของเรือก็มักจะคาดการณ์ถึงสภาวะอากาศที่จะต้องพบเจอได้ในระดับหนึ่งอยู่เสมอ
แต่คราวนี้กลับต่างออกไป ต้นหนประจำเรือกล่าวว่าไม่พบเจอสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวพยายามคิดหาเหตุผลที่จะอธิบายถึงสถานการณ์นี้แต่ก็ดูเหมือนจะจนปัญญาจริงๆ ในที่สุดนางจึงเลือกตัดความคิดที่ไม่จำเป็ออกไปก่อนและเริ่มแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ
“สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง”
“คลื่นลมไม่มีทีท่าจะสงบเลยครับ แต่เราพอประคองเรือไว้ได้” หนึ่งในลูกเรือตอบกลับ
“ตั้งสติกันไว้ให้ดีแล้วรอฟังคำสั่งต่อไป”
“โอ้วว” เหล่าลูกเรือทุกคนะโกู่ร้อง เป็การตอนกลับ แก่สตรีซึ่งเป็นายเหนือหัวของพวกเขาบนเรือลำนี้ ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองกันอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะรักษาเรือไม่ให้อับปางลงไปสู่ก้นสมุทรพร้อมกับชีวิตของพวกเขา
กัปตันยังคงจ้องมองสถานการณ์รอบข้างด้วยสมาธิขั้นสูงสุด เพื่อเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
ฉับพลันก็มีสายฟ้าฟาดขนาดมหึมาเกิดขึ้นบนท้องฟ้า แสงสีขาวแหวกผ่านจนมองเห็นเป็เหมือนร่องนภา แต่ที่น่าแปลกคือมันกลับไม่มีเสียงดังกึกก้องแต่อย่างใด
แสงที่สว่างวาบนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ทุกคนบนเรือตาพร่ามัวกันไปหมด
เมื่อแสงสีขาวหายวับไป ทุกคนจึงค่อยๆ กะพริบตาเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความสว่างในปัจจุบัน
คลื่นลมทะเลที่ปั่นป่วน สายฝนที่ซัดสาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำได้หายวับไปราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นที่บริเวณแห่งนี้มาก่อน
สภาพอากาศแปรปรวนต่างๆ กลับกลายเป็สงบนิ่ง ดั่งที่มันควรจะเป็เมื่อ 30 นาทีที่แล้ว
‘แสงสีขาวที่สว่างวาบขึ้นมานั้นได้ดูดกลืนลมพายุและคลื่นความพิศวงทั้งหมดออกไปด้วยงั้นหรือ’ หญิงสาวผู้เป็กัปตันยังคงตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหัว นางเป็มนุษย์ประเภทที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็นเป็ประจักษ์อยู่เสมอ แต่สิ่งที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่นั้นแทบจะทำลายกรอบความคิดของนางออกไปทั้งหมด
“ทุกคนเป็ยังไงบ้าง” เมื่อนางตั้งสติได้ จึงเริ่มตรวจดูสภาพของสมาชิกและเรือในทันที
“. . .” เหล่าลูกเรือยังคงฉงนกันไม่ต่างจากกัปตันของพวกเขา บ้างก็สอดส่ายสายตาไปยังสภาพแวดล้อมโดยรอบ บางส่วนก็หันไปคุยกับเพื่อนพ้องด้วยกันเอง
‘ทุกคนยังปลอดภัย’ กัปตันรู้ดีว่าสมาชิกยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ เมื่อมองดูสภาพการณ์โดยรอบแล้วไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง นางจึงไม่คิดที่จะเรียกร้องเสียงตอบรับจากเหล่าลูกเรือและปล่อยให้พวกเขาได้ไขความข้องใจกันเองไปก่อน
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับนายหญิงเฟรย์” ชายหนุ่มร่างเล็กวัยเบญจเพส ผู้เป็ต้นหนเรือได้ถามกัปตันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เฟรย์มองลงไปยังชายหนุ่มร่างเล็กที่ขณะนี้ก็ยังคงแสดงท่าทีสับสนให้เห็นอย่างชัดเจนทั้งที่ปกติแล้วชายหนุ่มคนนี้มักจะเก็บสีหน้าได้เป็อย่างดีอยู่เสมอ พลางละมือออกจากพังงาเรือและวางลงที่ไหล่ของชายร่างเล็ก
“ไม่รู้สิ” เธอไม่เคยได้ยินถึงลักษณะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้มาก่อน จึงไม่สามารถที่จะหาสิ่งใดมาอธิบายได้เลย คำตอบของเธอจึงออกมาเป็เช่นนั้น
เด็กหนุ่มซึ่งติดตามกัปตันมาเป็เวลานานเข้าใจสิ่งที่เธอพูดเป็อย่างดี ถ้าเธอเลือกที่ไม่อธิบายสิ่งใดออกมา นั่นหมายความว่าเธอก็เพิ่งเคยประสบเจอกับสถานการณ์นี้เช่นกัน
“ตอนนี้ทุกคนปลอดภัยดีก็เพียงพอแล้ว เธอช่วยไป...” ในขณะที่เธอยังพูดกับต้นหนไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงของลูกเรือคนหนึ่งดังขึ้น
“กัปตันมีกล่องอะไรไม่รู้ลอยอยู่ข้างเรือครับ”
เหล่าลูกเรือเกือบทุกคนต่างวิ่งไปยื้อแย่งชิงบริเวณกราบเรือเพื่อชะโงกไปดูกล่องปริศนา เพียงหวังว่ามันจะสามารถอธิบายอะไรสักอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สักนิดก็ยังดี
กัปตันเฟรย์ได้เรียกให้ลูกเรือคงหนึ่งมาคุมพังงาไว้และเดินลงไปยังกราบเรือเพื่อพิจารณาสิ่งที่เหล่าลูกเรือเห็น
ภาพเบื้องหน้าของทุกคนคือกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณถังไม้โอ๊คกำลังลอยเทียบเคียงอยู่บริเวณด้านข้างเรือ ซึ่ง้าของกล่องนั้นมีผ้าสีขาวบางๆ ปิดไว้อยู่ด้วย
‘นี่มันอะไรอีกเนี่ย’ เฟรย์สบถเงียบๆ อยู่ภายในใจ
และดูเหมือนว่าพวกลูกเรือก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกับเฟรย์เช่นกัน
ทันใดนั้นบริเวณผ้าสีขาวก็เกิดการขยับเขยื้อนขึ้น ลูกเรือบางส่วนที่ยังจมอยู่กับห้วงความคิดของตนเองถึงกับสะดุ้งเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นตรงหน้า
เฟรย์ตั้งใจพิจารณากล่องตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เธอได้ปล่อยกระแสเวทมนตร์ออกไปเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดยิ่งขึ้นไปอีกและเธอก็ค้นพบว่าในกล่องนั้นมีกระแสของพลังงานเวทมนตร์อยู่
“ดึงกล่องนั้นขึ้นมา” เฟรย์ออกคำสั่ง
“โอ้วว”
เมื่อเหล่าลูกเรือช่วยกันดึงกล่องขึ้นมาได้สำเร็จ พวกเขาจึงค้นพบว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่กล่องแต่เป็เปลเด็กต่างหาก
ลักษณะของเปลเป็เหมือนกล่องสมบัติสี่เหลี่ยมซึ่งฉลุลวดลายสีทองแปลกตาอยู่โดยรอบ บริเวณ้ามีผ้าบางสีขาวผืนหนึ่งซึ่งกำลังขยับเขยื้อนไปมาคลุมอยู่
เฟรย์สะบัดมือออกเป็สัญญาณให้ลูกเรือทุกคนออกห่างจากเปลและเดินเข้าไปดึงผ้าคลุมสีขาวออกอย่างไม่มีท่าทีลังเล
แสงอาทิตย์ที่กระทบเข้ากับเปลือกตาของเด็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว ได้ทำให้เกิดเสียงร้องดังขึ้น
“อุแง้ อุแง้” เสียงของเด็กร้องดังขึ้นและดังขึ้น ทำให้ลูกเรือทุกคนยิ่งสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเข้าไปใหญ่
‘ต่อจากสถานการณ์ประหลาดก็เป็เด็กทารกเนี่ยนะ’ เฟรย์ยังคบสับสนกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่ทันได้มีเวลาพักหายใจ
เอลก์เด็กหนุ่มผู้เป็ต้นหนเรือและเป็มือขวาของเฟรย์ได้อุ้มทารกตัวน้อยขึ้นมาก่อนเพื่อปลอบประโลม
“เราจะเอายังไงกับเด็กคนนี้ดีครับ” เอลก์ตั้งคำถามพลางหันหน้าไปทางเฟรย์ที่ยังคงยืนนิ่งเหมือนครุ่นคิดบางสิ่งอยู่
เอลก์เองก็พอจะเดาได้ว่าเฟรย์เองก็ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ทั้งหมดได้เช่นกัน แต่ด้วยฐานะที่เฟรย์นั้นเป็กัปตันเรือการที่จะปล่อยให้ทุกอย่างยังคงสับสนต่อไปแบบนี้เป็เื่ที่ไม่ดีนัก เอลก์จึงได้พยายามเร่งรัดให้เฟรย์ออกคำสั่งอะไรสักอย่าง
ตอนนี้เหล่าลูกเรือทุกคนได้หันหน้าไปทางเฟรย์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ราวกับ้าคำพูดอะไรสักอย่างก็ได้จากกัปตัน เพื่อให้พวกเขาทุกคนมีจุดมุ่งหมายขึ้นมาท่ามกลางความสับสนในขณะนั้น
“อุแว้!!!” เสียงของเด็กยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบงัน
เมื่อสายตาทุกคนหันมายังเฟรย์ ความรู้สึกที่สั่งสมมาทั้งหมดจนถึงปัจจุบันก็ได้ะเิออก เฟรย์โพล่งความรู้สึกและลักษณะนิสัยที่เป็ตัวตนของตัวเองออกมาโดยไม่แยแสผู้ใด
“ไม่รู้โว้ย” เฟรย์ะโออกมาสุดเสียงจนหน้าแดงก่ำราวกับ้าปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นออกมา
เฟรย์ผู้เป็กัปตันของเรือลำนี้แม้ภายนอกจะแสดงท่าทีสุขุม มั่นคงอยู่ให้เห็นอยู่ตลอดก็จริง แต่นั่นก็เป็เพียงเปลือกภายนอกที่ไม่้าแสดงให้ผู้อื่นเห็นถึงข้อด้อยของเธอเท่านั้น แท้จริงแล้วเธอเป็คนที่เก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่และชอบแสดงท่าทีโผงผางอยู่เป็นิจ การที่เธอแสดงกิริยาหยาบกระด้างเช่นนี้ออกมาแสดงให้เห็นว่าเธอเชื่อใจและผูกพันกับเหล่าสมาชิกที่อยู่บนเรืออย่างแท้จริง
“ถึงฝั่งแล้วค่อยคิด ทุกคนกลับไปประจำตำแหน่ง”
“โอ้ว” เหล่าลูกเรือได้รีบวิ่งแยกออกไปตามประจำตำแหน่งของตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเดินทางกลับเข้าฝั่ง
เอลก์ยังคงอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมอก หลังจากร้องอย่างสุดเสียงอยู่นาน ทารกก็ได้ผล็อยหลับลงไปอีกครั้ง
เฟรย์ยื่นหน้าออกไปเพื่อพินิจดูใบหน้าของเด็กอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่หลับอย่างสุขสบายของทารกเธอก็ยิ้มขึ้นมาที่มุมปากเล็กน้อย
เธอพยายามที่จะเอื้อมมือไปแตะที่แก้มของทารกเบาๆ แต่เหมือนว่าทารกจะรับรู้ได้ถึงการกระทำนั้นและเริ่มแผดเสียงร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง
“อุแว้!!!!”
.
.
.