ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
เช้าวันรุ่งขึ้นอาเปียวก็ได้ขออนุญาตเดินทางไปนำคนงานใหม่มาพบเหมาเว่ยตั้งแต่เช้า ส่วนอาปิงก็ยังคงอยู่ช่วยงานเหมาเว่ยภายในครัวเพื่อจัดเตรียมวัตถุดิบเหมือนเช่นทุกครั้ง เพียงแต่ที่แตกต่างไปจากทุกวันก็เห็นจะเป็นการที่อาปิงพบเจอเศษกระดาษปะปนอยู่ในถังไม้เก็บวัตถุดิบสดๆด้วย
“เถ้าแก่ เมื่อคืนท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราพี่น้องไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
“ก็พวกเจ้าทั้งสองนอนหลับไปแล้ว จะไปรู้เรื่องได้อย่างไร”
“เถ้าแก่เหมา ว่าแต่นี่มันคืออะไร”อาปิงนำเศษกระดาษขึ้นมา ซึ่งมันคือป้ายเล็กๆที่แปะไว้บนแพ็คของเนื้อหมูสไลด์
‘ติดมาได้ไง’เหมาเว่ยหรี่ตาเล็กลงก่อนที่จะตอบกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย”มันคงติดมากับเนื้อหมูที่ข้าซื้อนั่นแหละ เจ้าจะสงสัยทำไม”
“ก็ข้าไม่เคยเห็นจึงถามท่าน”
“เออ..อาปิง เจ้าอ่านตัวหนังสือพวกนั้นออกหรือไม่?”
“อ่านออกสิขอรับ มันเขียนว่าเนื้อหมูสไลด์บาง”
‘หืม? ตัวหนังสือภาษาไทยชัดๆ อาปิงอ่านออกได้ยังไง?’เหมาเว่ยเริ่มรู้สึกแปลกใจเล็กๆกับสิ่งที่ไม่อาจหาคำตอบได้’แต่ขนาดข้าเป็นคนไทยแท้ๆยังเข้าใจความหมายสามารถอ่านเขียนตัวอักษรในโลกนี้ได้ มิหนำซ้ำยังสื่อสารได้ราวกับเป็นภาษาบ้านเกิด นับเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ’
หลังจากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันเตรียมวัตถุดิบโดยที่สนทนาถึงเรื่องเตาที่ใช้สำหรับตั้งหม้อชาบูไปพลางๆ แน่นอนในโลกที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไว้ใช้สอย ของอำนวยความสะดวกต่างๆจึงไม่อาจนำมาใช้ได้ มันส่งผลให้เมนูชาบูของเหมาเว่ยต้องเปลี่ยนไปใช้เตาถ่าน จึงกลายเป็นว่ายังเป็นปัญหาที่เขาก็ยังแก้ไม่ตก
“เตาไฟขนาดที่พอจะตั้งหม้อพวกนี้ ข้าก็พอจะหาให้ท่านได้ แต่จากที่ได้ฟังเมนูใหม่ที่ท่านคิดค้นขึ้นมาโดยจะต้องนำเตาออกไปตั้งด้านนอก ข้าว่าคงจะไม่เหมาะนะขอรับ”
“ทำไมล่ะ?”
“เถ้าแก่ ท่านก็ดูควันไฟพวกนี้สิ หากตั้งเตาพร้อมกันทุกโต๊ะ แขกคงถูกรมควันตายเสียก่อนจะได้ลิ้มลองอาหารที่ชื่อชาบูชาบูของท่านเป็นแน่”
“จริงด้วย”เหมาเว่ยเหงื่อตกเมื่อปัญหาที่พบเริ่มเพิ่มพูนมากขึ้น’เป็นอย่างที่อาปิงพูดมาทั้งหมด’
“แต่ว่านะเถ้าแก่ ข้าพอจะมีวิธี”
“ถ้าเจ้ามีวิธีอะไรก็รีบพูดให้ข้าฟัง อย่ามัวแต่ชักช้า”
“จริงๆแล้ว มีฟืนอยู่ชนิดหนึ่งที่มีควันน้อย ให้ไฟแรงและอยู่ได้นาน มันเป็นสิ่งที่นักปรุงยานิยมใช้ในการปรุงยารักษาทั่วไป แต่ก็มีราคาแพงน่าจะประมาณมัดละ 50 อีแปะเลยเชียวนะเถ้าแก่”
“50 อีแปะ? อาปิง เจ้านำเงิน 5 ตำลึงทองนี่ไปซื้อมาให้ข้า มีเท่าไหร่ข้ารับซื้อหมด หากเงินไม่พอก็รีบกลับมาเอาไปเพิ่ม เร็ว ไปซื้อให้ข้าตอนนี้เลย”เหมาเว่ยยิ้มบางๆพลางส่งเงินให้อาปิง
“ขอรับเถ้าแก่ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
หลังจากนั้นไม่นานอาเปียวก็นำคนงานมาพบกับเหมาเว่ยแต่มีเพียงแค่สองคน ส่วนอีกคนที่อาเปียวเคยเอ่ยถึงนั้น เวลานี้มันก็มีงานทำเป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้เหมาเว่ยได้จ้างเสี่ยวเอ้อมาช่วยงานเพิ่มขึ้นมาแค่สองคน ซึ่งทั้งคู่มีชื่อว่าเสี่ยวเมิ่งและเสี่ยวหมิง โดยมีความสัมพันธ์เป็นพี่น้องกันไม่ต่างกับอาปิงอาเปียวแม้แต่น้อย
“เสี่ยวเมิ่ง เสี่ยวหมิง ขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจทำงานและมีความซื่อสัตย์ ข้ารับรองว่าพวกเจ้าจะอยู่ดีกินดีมีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ แต่หากคิดไม่ซื่อกับข้าโทษที่ได้รับย่อมรุนแรงไม่แพ้กัน พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม?”
“ข้าน้อยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขอรับ เถ้าแก่เหมา”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว และจะไม่มีวันคิดไม่ดีต่อท่านอย่างเด็ดขาด”
“ดีมาก รีบไปทำงาน”
เหมาเว่ยตกลงจ้างทั้งคู่ด้วยเงินจำนวนที่เท่ากับอาปิงอาเปียวและจัดแบ่งหน้าที่กันใหม่ เสี่ยวเมิ่งและเสี่ยวหมิงถูกจัดให้ไปทำหน้าที่ต้อนรับแขกหน้าโรงเตี๊ยม รวมถึงนำเข้าไปยังโต๊ะและรอรับเมนูอาหารพร้อมกับยกสิ่งที่แขกสั่งออกมาเสิร์ฟ ส่วนอาเปียวก็กลายเป็นลูกมือรับหน้าที่ในครัวเป็นหลัก
และสุดท้ายเป็นหน้าที่ดูแลห้องพักการทำความสะอาดส่วนต่างๆ ก็ถูกยกให้เป็นอาปิงเป็นคนจัดการ เมื่อเหมาเว่ยจัดแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระเบียบและทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี จึงถึงเวลาที่เมนูใหม่จะเริ่มเปิดขายโดยเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่สภาพอากาศภายนอกเริ่มเปลี่ยนไป
ผ่านไปสองวัน
เป๊ง เป๊ง เป๊งงง!!
“พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน เชิญฟังทางนี้ ช่วงนี้ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว โรงเตี๊ยมของเราจึงคิดค้นเมนูใหม่ให้เหมาะกับสภาพอากาศ โดยมีชื่อว่าชาบูชาบู เป็นอาหารอร่อยช่วยอบอุ่นร่างกายและมีราคาไม่แพง เชิญมองมาทางนี้ก่อน พ่อแม่พี่น้อยทั้งหลาย เดี๋ยวเถ้าแก่เหมาจะสาธิตวิธีกินเบื้องต้นให้ได้รับชมกัน”เสี่ยวเมิ่งยืนตะโกนเรียกแขนโดยมีเสี่ยวหมิงยืนตีฆ้องอยู่ข้างๆ
“นั่นเขากำลังทำอะไร จะปรุงอาหารให้พวกเราดูเรอะ?”
“นั่นสิ ไหนว่าเป็นเมนูอาหารใหม่ ไม่พร้อมเสิร์ฟก็อย่าขาย มานั่งปรุงกันหน้าทางเข้าเช่นนี้ คิดอะไรอยู่กันแน่”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบพูดคุยและความสงสัยเกี่ยวกับการที่เหมาเว่ยตั้งเตาจัดเรียงวัตถุดิบสดๆทั้งเนื้อและผักไว้เต็มโต๊ะ แต่เมื่อน้ำเริ่มเดือดจัดเหมาเว่ยก็ใช้ตะเกียบคีบหมูสไลด์บางลงไปจุ่มในน้ำซุป แกว่งตะเกียบกวาดวนเนื้อหมูเบาๆชั่วครู่ก่อนที่จะนำขึ้นมา เนื้อหมูสีแดงสดมีไขมันสีขาวๆแทรกอยู่บางๆ ก็กลายเป็นเนื้อหมูสุกกำลังได้ดีส่งกลิ่นหอมฉุยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ฟืดดดด!
ฟืดดดด!!
“หอมน่ากินเหลือเกิน”
“แค่ได้กลิ่นก็ทำให้ข้าแทบจะน้ำลายไหลออกมา”
เสี่ยวเมิ่งเริ่มกล่าวต่อ“เมื่อเนื้อหมูสุก ท่านจะนำลงไปจุ่มไข่ หรือจะจุ่มน้ำจิ้มก่อนที่จะกินก็สุดแล้วแต่พวกท่าน”
เหมาเว่ยคีบหมูจุ่มลงไปในถ้วยน้ำจิ้มก่อนที่จะนำขึ้นมาขณะที่เสี่ยวเมิ่งอธิบาย เขาค่อยๆชูตะเกียบส่ายไปทั้งด้านซ้ายทีขวาทีให้ทุกคนได้เห็นชัดๆ จากนั้นก็นำเข้าปากเคี้ยวกินอย่างเอร็ยอร่อยต่อหน้าผู้คนกว่าหลายสิบที่ต่างให้ความสนใจ
“น่ากินยิ่งนัก”
“นั่งกินอาหารใกล้ๆเตา นับเป็นการอบอุ่นร่างกายที่ดี ข้าขอลองบ้าง”
“ข้าด้วย”
“ข้าขอด้วย เอาแบบนี้เลย”
“เดี๋ยวๆ ก่อนอื่นข้าน้อยต้องแจ้งราคาให้พวกท่านได้ทราบเสียก่อน ชาบูชาบูหนึ่งชุดประกอบไปด้วยเนื้อหมูบางๆ กุ้ง ผักสดและอุปกรณ์พาชนะให้อย่างละชุด โดยมีให้เลือกเป็นชุดๆ ชุดเล็กสุดจะมีราคาที่ 3 ตำลึงและเหมาะสำหรับหนึ่งถึงสองท่าน ชุดกลางราคา 5 ตำลึงเหมาะสำหรับสามท่าน และสุดท้ายคือชุดใหญ่มีราคา 10 ตำลึงเหมาะสำหรับสามถึงห้าท่าน เมนูชาบูชาบูมีโต๊ะจำนวนจำกัดและจะเปิดให้ทุกท่านได้ลิ้มลองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากแขกท่านใดสนใจเชิญด้านในได้เลย!!”
“นับว่ามีราคามากกว่าอาหารทั่วไป แต่ก็น่าลิ้มลองไม่ใช่น้อย เช่นนั้นข้าขอชุดเล็กสักชุด”
“ข้าขอด้วย”
“ข้าขอก่อน!”
“ข้า....ข้า!!”
พริบตานั้น ผู้ที่ยืนชมก็แทบจะวิ่งกรูกันเข้าไป แต่ทว่า กลับต้องหยุดเท้าเมื่อจู่ๆได้มีเสียงๆหนึ่งดังก้องมาจากด้นหลัง และมาพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหัวโล้นร่างยักษ์ มีลำตัวอวบอ้วนใหญ่กว่าคนทั่วไปถึงสี่เท่า การมาของมันแทบจะสร้างแรงกระเทือนในทุกย่างก้าว จนผู้คนที่มุงดูต่างต้องถอยร่นหลบออกไปกันเลยทีเดียว
ตึงงงง ตึงงงง ตึงงงงง!!
“นี่มันกลิ่นอะไร หอมๆ พวกเจ้าหลบออกไปข้ากำลังหิว....”
“หลบๆ ทุกคนหลบเร็ว”
"หลบแล้วครับ เชิญครับเชิญ..."
เหมาเว่ยรีบลุกขึ้นก่อนที่จะเรียกอาปิงเข้ามากระซิบถามว่า”อาปิง...เจ้าอ้วนนี่มันใคร?”
อาปิงรีบกระซิบตอบ”เถ้าแก่ เขาคือบุตรชายคนโตของผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ หากอาหารที่ใดกินแล้วไม่ถูกปาก จะอาละวาดจนพังย่อยยับเลยเชียวนะ เดือนที่ผ่านมาก็มีหลายสิบแห่งถูกทำลายไปแล้ว ข้าว่า...”