อาหารมื้อแรกของเจียงโม่โฉวหลังจากกลับมาถึงบ้าน ส่วนใหญ่ล้วนเป็อาหารที่เขาชอบ และยังมีอาหารที่แม่ของเขาตั้งใจทำไว้ต้อนรับลูกสะใภ้และว่าที่ลูกเขยเป็พิเศษด้วย
“พี่รอง ว่าที่พี่เขยของผมเป็คนยังไงเหรอครับ ทำไมแม่ดูมีความสุขจัง” เจียงโม่โฉวกระซิบถามพี่ชาย
“ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาเป็คนยังไงหรอกนะ เพราะฉันเพิ่งได้เจอเขาแค่ครั้งเดียว แต่ดูไปแล้วผู้ชายคนนี้เหมาะที่จะมาเป็พี่เขยของเรามาก” เจียงโม่ไป๋ตอบน้องชาย
“พี่เพิ่งเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียวแล้วทำไมพี่ถึงมั่นใจว่าเขาเหมาะกับพี่ใหญ่ของเราล่ะครับ”
เจียงโม่ไป๋นึกถึงเมื่อเช้าตอนที่เขากับพี่สาวอยู่ที่สถานีรถไฟแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “นายเคยเห็นพี่ใหญ่ของนายกลัวใครบ้างไหมล่ะ”
เจียงโม่โฉวส่ายหน้า “ผมไม่เคยเห็นใครเอาชนะพี่ใหญ่ได้เลย”
“ใช่ไหมล่ะ แต่เมื่อเช้าที่ฉันเห็น พี่ใหญ่กลายเป็ผู้หญิงขี้อาย ไม่กล้าแม้กระทั่งจะต่อปากต่อคำกับพี่เจียนหยุนสักคำ”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ ผมชักอยากจะรู้จักกับว่าที่พี่เขยคนนี้แล้วสิ”
“พวกนายสองคนคงคิดถึงหมัดของฉันเต็มที่แล้วสินะ” เจียงโม่หลานเดินลงบันไดมาก็ได้ยินที่น้องชายทั้งสองคนกำลังพูดอยู่พอดี “นายพูดมากไปแล้วโม่ไป๋ ฉันกับเขาไม่ได้เป็อะไรกัน แล้วนายก็หยุดเรียกเขาว่าพี่เขยสักที”
“ไม่หยุดหรอก ผมอยากเรียก” เจียงโม่ไป๋ทำหน้าล้อเลียน
“คุณจะห้ามน้องชายทำไมล่ะครับ ผมชอบที่พวกเขาเรียกผมแบบนั้นนะ คุณไม่เห็นด้วยเหรอที่ผมจะมาเป็พี่เขยของพวกเขาจริงๆ” หวังเจียนหยุนเดินเข้าบ้านมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันไปมองเจียงโม่โฉว “สวัสดี นายคงเป็น้องเล็กของบ้านสินะ ฉันชื่อหวังเจียนหยุนนะ ในอนาคตฉันอยากจะเป็พี่เขยของนาย”
“โอ้โหพี่ใหญ่! ผมไม่เคยเห็นใครที่ไม่กลัวกำปั้นของพี่มาก่อนเลยนะครับ พี่ชายคนนี้เยี่ยมมาก ผมยกนิ้วให้เลย” เจียงโม่โฉวพูดกับพี่สาวก่อนที่เขาหันไปทักทายหวังเจียนหยุน “สวัสดีครับพี่เจียนหยุน ผมชื่อเจียงโม่โฉว หรือพี่จะเรียกผมว่าโม่โฉวเฉยๆ ก็ได้ และนี่คือภรรยาของผมครับ ชื่อโจวอ้ายเหม่ย ยินดีต้อนรับว่าที่พี่เขยสู่ครอบครัวของเรานะครับ”
“พวกนาย! พวกนายบ้าไปแล้ว ฉันไม่ได้เป็อะไรกับเขาสักหน่อย ทำไมพวกนายถึงเอาแต่ยัดเยียดฉันให้เขา ฉันเป็พี่สาวแท้ๆ ของพวกนายหรือเปล่าเนี่ย” เจียงโม่หลานะโขึ้น
“ยัดเยียดอะไรกัน ปู่ก็เห็นด้วยกับโม่โฉว” คุณปู่เจียงเดินเข้ามาสมทบ “สวัสดีว่าที่หลานเขย ฉันคือคุณปู่ของเจียงโม่หลาน”
“สวัสดีครับคุณปู่ ั้แ่วันนี้ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” หวังเจียนหยุนทำท่าเคารพคุณปู่เจียง
“ใช้ได้นี่เรา” คุณปู่เจียงมองชายหนุ่มอย่างถูกใจ “ไปเถอะไปกินข้าวกัน ที่นั่งของเธออยู่ติดกับโม่หลานนั่นล่ะ”
อาหารมื้อนั้นต่างก็เต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีความสุขของครอบครัว เพราะครอบครัวเจียงมีความเป็กันเองมาก แม้โจวอ้ายเหม่ย โจวต้าเฝิง และหวังเจียนหยุนเพิ่งมีโอกาสได้พบทุกคนและได้ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเป็ครั้งแรก แต่พวกเขาก็ไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย กลับยังชอบบรรยากาศที่เป็กันเองแบบนี้เป็อย่างมาก
“วันนี้หนูจะพาทั้งสี่คนไปรายงานตัวเองนะคะแม่ จากนั้นก็จะพาพวกเขาไปแจ้งเื่การสละสิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ” เจียงโม่หลานบอกมารดา
ครั้งนี้เป็การรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นเป็ปีแรก นักศึกษาส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ยกเว้นคนที่มีบ้านพักอยู่ในปักกิ่ง
เจียงโม่โฉวกับโจวอ้ายเหม่ยมีบ้านที่พ่อแม่ซื้อเก็บไว้ให้แล้วหนึ่งหลัง และตอนที่ย้ายกลับมา พวกเขาก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว จะมีก็แต่เจียงโม่หลานกับเจียงโม่ไป๋ที่ยังอยู่กับคุณปู่เจียงและคุณพ่อเจียง รอให้ทั้งคู่แต่งงานมีครอบครัว พวกเขาก็ต้องย้ายออกไปอยู่บ้านของตัวเองเหมือนกัน
โจวต้าเฝิงก็มีบ้านอยู่ในปักกิ่งแล้วเช่นกัน บ้านของเขาอยู่ติดกับบ้านของเจียงโม่โฉว เป็เื่บังเอิญที่เ้าของบ้านคนเดิม้าขายบ้านเพื่อย้ายไปอยู่กับลูกชายที่เมืองอื่น เจียงโม่ไป๋จึงเป็ธุระช่วยจัดการซื้อบ้านหลังนี้เก็บไว้ให้
ส่วนต้าเฉียงยังไม่มีบ้านเป็ของตัวเอง เขาจึงตั้งใจจะเข้าไปพักในหอพักของมหาวิทยาลัย แต่โจวต้าเฝิงเสนอให้ต้าเฉียงมาพักอยู่ด้วยกัน เพราะโจวต้าเฝิงกับเจียงโม่โฉวเห็นว่าอีกไม่นานสถานการณ์ในประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนในหลายๆ อย่าง ถึงตอนนั้นพวกเขาอาจจะเปิดร้านอาหารขึ้นมาสักร้าน จากนั้นก็จะให้ต้าเฉียงเข้ามาช่วยงาน ทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเหลือเื่ที่พักอาศัย และอีกทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเหลือด้านการเงินให้กับต้าเฉียงด้วย ส่วนว่าเมื่อเรียนจบแล้วพวกเขาจะไปทำอะไรต่อ เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยมาคิดกันอีกที
“รีบไปรีบกลับนะ เดี๋ยวเที่ยงนี้แม่จะทำอาหารไว้รอ” คุณแม่เจียงหันไปบอกกับโจวต้าเฝิงและต้าเฉียง “ปกติแล้วโม่โฉวกับอ้ายเหม่ยจะกลับมากินข้าวกับน้าอยู่แล้ว พวกเธอสองคนก็ไม่ต้องไปทำอาหารให้ยุ่งยาก มากินพร้อมกับพวกน้าได้เลย”
“ทำอย่างนั้นก็รบกวนคุณน้าแย่สิครับ ผมกับต้าเฉียงพอจะทำอาหารได้ เดี๋ยวพวกเราจัดการเื่นี้เองดีกว่าครับ” โจวต้าเฝิงบอกอย่างเกรงใจ
“ใช่ครับคุณน้า ผมไม่รบกวนคุณน้าดีกว่าครับ” ต้าเฉียงรีบพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็ไรหรอก น้าอยู่ว่างๆ ก็ไม่มีอะไรทำ ได้ทำอาหารให้พวกเธอกินจะได้ไม่เหงา พวกเธอไม่ต้องเกรงใจ” คุณแม่เจียงบอก
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ ฉันจะมาช่วยคุณแม่ทำอาหารเอง แต่ถ้าพี่ใหญ่กับพี่ต้าเฉียงยังเกรงใจ พวกพี่ก็จ่ายค่าอาหารให้คุณแม่ได้นะคะ” โจวอ้ายเหม่ยเสนอ
“เป็ความคิดที่ดีเหมือนกันนะ แต่น้าขอจากพวกเธอแค่เดือนละห้าหยวนก็พอ แล้วก็ไม่ต้องคิดจะเพิ่มเงินให้น้าด้วย ถ้าพวกเธอไม่ฟังน้าจะโกรธจริงๆ” คุณแม่เจียงพูดอย่างจริงจัง
โจวต้าเฝิงกับต้าเฉียงก็ไม่ปฏิเสธอีก ทั้งสองคนได้แต่เก็บคำขอบคุณไว้ในใจ รอให้ถึงเวลาพวกเขาจะมาแสดงความกตัญญูต่อครอบครัวเจียงอย่างแน่นอน
หลังจากรายงานตัวเสร็จ เจียงโม่โฉว โจวต้าเฝิง และต้าเฉียง ก็แยกย้ายกันไปตามคณะของตัวเอง มีเพียงเจียงโม่หลานที่เดินไปส่งโจวอ้ายเหม่ยที่คณะ เพราะคณะบริหารธุรกิจและการบัญชีอยู่ติดกับคณะเศรษฐศาสตร์ที่เจียงโม่หลานสอนอยู่
“พี่ส่งเธอแค่นี้นะ” เจียงโม่หลานยกนาฬิกาขึ้นดู “อีกเดี๋ยวคณะของพี่จะมีปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ พี่ต้องไปดูความเรียบร้อย”
“พี่ไปทำงานของพี่ก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันเดินไปที่คณะเอง” โจวอ้ายเหม่ยตอบ
“ถ้างั้นตอนเที่ยงเรามาเจอกันที่นี่แล้วค่อยกลับบ้านด้วยกัน ตอนบ่ายพี่จะพาเธอไปซื้อจักรยานคันใหม่”
“แต่ฉันมีจักรยานของฉันอยู่แล้วนะคะ”
“ฉันเห็นแล้วว่าพวกเธอขนจักรยานมาด้วยสองคัน คันที่ยังใหม่อยู่เธอก็เอาไว้ให้ต้าเฝิงใช้ ส่วนคันที่เก่าหน่อยก็ยกให้ต้าเฉียงไว้ใช้ก็ได้ เพราะจักรยานคันใหม่นี้คุณปู่ตั้งใจซื้อให้เธอกับโม่โฉวเป็ของขวัญวันแต่งงาน เธอไม่ต้องเกรงใจคุณปู่หรอก” เจียงโม่หลานกระซิบ “คุณปู่มีเงินเก็บเยอะแยะ ซื้อจักรยานให้หลานสะใภ้แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า แต่ถ้าเธอปฏิเสธน่ะสิจะเป็เื่ใหญ่ เวลาคุณปู่งอนขึ้นมานะ เธอต้องเสียเวลาง้อคุณปู่ไปอีกหลายเดือนเลยล่ะกว่าที่คุณปู่จะกลับมาอารมณ์ดี ฉันกับโม่ไป๋เคยมาแล้ว คนอะไรง้อยากชะมัด ทางที่ดีเธออย่าพยายามขัดใจเขาเชียว”
“ตกลงค่ะ ซื้อก็ซื้อ ก็ดีเหมือนกันนะคะ ฉันอยากเดินสำรวจที่ปักกิ่งอยู่เหมือนกัน ฉันกับพี่ใหญ่ของฉันอยากเปิดร้านอาหารน่ะค่ะ ฉันจะได้ใช้โอกาสนี้ศึกษาความชอบของคนปักกิ่งไปในตัว”
“งั้นเที่ยงนี้เจอกัน พี่ไปก่อนนะ” เจียงโม่หลานเดินแยกไปคณะของตัวเอง
โจวอ้ายเหม่ยก็เดินไปที่คณะของตัวเองเช่นกัน แต่ทันทีที่เธอก้าวเข้าประตูคณะ เธอก็เห็นคนคุ้นเคยยืนอยู่ และอีกฝ่ายก็หันมาเห็นเธอแล้วเช่นกัน โจวอ้ายเหม่ยไม่ได้สนใจ เธอเดินไปหาที่นั่งที่ยังว่างอยู่เพื่อรอการปฐมนิเทศ
แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับเอาแต่มองตามโจวอ้ายเหม่ยอย่างไม่ยอมละสายตา และสายตาของผู้หญิงคนนั้นก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง จากนั้นหล่อนก็มองเลยโจวอ้ายเหม่ยแล้วไปสะดุดเข้ากับผู้ชายท่าทางเกเรคนหนึ่ง ก่อนที่หล่อนจะยิ้มและเริ่มคิดแผนร้าย