ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๐ การตื่นของราชันมังกร (re-edition)

            กระแสปราณภายในของอุทัยปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากเหือดแห้งเป็นเต็มปริ่ม จากเต็มปริ่มเป็นเหือดแห้ง ทุกครั้งที่พลังปราณชุดใหม่ก่อกำเนิดจะเข้มข้นทรงพลังกว่าพลังปราณก่อนหน้าเป็นอย่างมาก

            การข้ามผ่านลำดับพลังยุทธ์อย่างก้าวกระโดดเป็นเรื่องน่ายินดี .. แต่หารู้ไม่ ! ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์เช่นนี้จะมีพลังปราณที่ไม่สมบูรณ์

            เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ที่ใช้เวลาบ่มเพาะพลังชีพจรปราณแล้ว .. การค่อยๆ ข้ามผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น จะมีพลังที่สมบูรณ์และเสถียรมากกว่า

            ในผู้ฝึกปรือวิชายุทธ์ การก้าวข้ามสู่ลำดับหรือขอบเขตที่สูงขึ้นของแต่ละคนจะใช้เวลาไม่เท่ากัน การผ่านลำดับเดียวกันบางคนอาจใช้เวลาเพียงหลายวัน แต่บางคนอาจใช้เวลาเป็นปีหรือสิบๆ ปี ส่วนบางคนอาจไม่สามารถทำได้ในตลอดช่วงอายุของมันเสียด้วยซ้ำ

            วิธีลัดในการเพิ่มระดับพลังและการก้าวข้ามไปสู่ในลำดับที่สูงขึ้นถูกคิดค้นขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิชาการใช้โอสถ การทะลวงจุดชีพจร อวิชชาขโมยพลังของผู้อื่น หรือใช้พลังพิสดารของวัตถุวิเศษต่างๆ ล้วนมีบันทึกและสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

            ผู้ที่ใช้วิธีลัดเหล่านี้ล้วนต้องบำเพ็ญกายฝึกฝนจิตอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อปรับสมดุลของพลังปราณให้สอดคล้องกับลำดับพลังที่ปรับเปลี่ยนสูงขึ้น

            อุทัยก็เช่นกันการต่อสู้กับคองอเวจีเป็นการฝึกฝนพลังปราณ มันรู้อยู่แล้วว่ากำลังของพลังปราณทั้งสามยังอ่อนด้อยกว่าเส้นชีพจร จึงใช้เพียงพลังปราณและท่าร่างเข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรเหล่านี้

            ทุกๆ ครั้งที่พลังปราณเหือดแห้งและก่อกำเนิดใหม่ อุทัยรับรู้ถึงกำลังมหาศาลที่อัดแน่นตามชีพจรทั้งสาม ทั้งร่างกายยังรู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวยอย่างบ่งบรรยายไม่ถูก

            การกำเนิดใหม่ของพลังปราณเป็นเช่นนี้ เกิดขึ้นนับร้อยนับพันรอบ !

            .. เปรี้ยงงงง !!! อุทัยใช้หมัดขวาด้วยปราณอรุณโรจน์ ชกเข้าใส่คองอเวจีจนปลิวกระเด็นกระดูกแตกหลายส่วน

            .. เปรี้ยงงงง !!! อุทัยใช้หมัดซ้ายด้วยปราณอสูรบรรพกาล ฮุกเข้าท้องน้อยคองอเวจีอีกตัวจนเลือดเนื้อระเบิดพุ่งกระจาย

            หมัดซ้ายขวาของอุทัยสามารถปลดปล่อยพลังปราณที่แตกต่างกันอย่างน่าพิศวง การต่อสู้แปรเปลี่ยนเป็นการชกต่อยแลกอาวุธกันซึ่งหน้า

            .. พลั๊กกกก !!! คองอเวจีตัวหนึ่งกระโดดนำสองมือทุบเข้ากลางหลังของอุทัยอย่างจัง อุทัยดังมีตาหลังรับรู้ถึงท่าสังหารท่านี้ ทำการโคจรปราณเทวะแท้จริงเข้ารับในทันที

            .. เปรี้ยงงงง !!! ฮ๊ากกกกก !!!

            คองอเวจีร้องด้วยความเจ็บปวด ถูกแผ่นหลังว่างเปล่าปล่อยพลังปราณกระแทกทำร้ายจนกระดูกมือแตก

            ภาพที่เห็นเป็นมนุษย์ตัวน้อยเคลื่อนไหววูบวาบทำร้ายคองอเวจีตัวแล้วตัวเล่า จากก่อนหน้าที่สัตว์อสูรหกตัวรุมทำร้ายหนึ่งมนุษย์ได้เปลี่ยนเป็น ...

            .. หนึ่งมนุษย์รุมทำร้ายหกสัตว์อสูรแล้ว !!!

            แสงจากประตูอสูรโลกาสว่างเจิดจ้า เงาดำทะมึนแปดเงาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว !

            ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือด คองอเวจีอีกแปดตัวออกมาจากประตูมิติเข้ามาสมทบ

            อุทัยพบความยากลำบากเป็นเท่าทวี กลับมาใช้กลยุทธ์เดิมคือหลบหลีกอยากว่องไวแล้วจึงทำร้ายจุดอ่อนของคองอเวจีอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ยังไม่สามารถล้มพวกมันได้แต่ก็เป็นการลดทอนกำลังของพวกมันทีละน้อย

            คองอเวจีสี่ตัวนอนกองอยู่กับพื้น ไม่นับรวมตัวแรกที่ตายไปแล้ว ยังมีอีกสิบตัวต่างเข้ามาพัวพันไม่เลิกรา

            .. เปรี้ยงงงง !!! แสงสีทองสว่างวาบ คองอเวจีตัวหนึ่งล้มตึงชนกับคองอเวจีอีกสองตัว

            .. เปรี้ยงงงง !!! เงาดำสนิทมีละอองทองแผ่กระจาย คองอเวจีอีกตัวหนึ่งหน้าอกระเบิดโลหิตเลือดเนื้อปลิวกระเด็น

            .. เปรี้ยงงงง !!! ฮ๊ากกกกก !!! ร่างอุทัยไหววูบกระโดดเตะเข้าก้านคอสัตว์อสูรจนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

            อุทัยปรากฏเป็นภาพเงามายาวูบวาบประเดี๋ยวกระโดดลอยชกใส่คองอเวจี ประเดี๋ยวกระโดดมุดลงเตะส่วนล่างทำร้ายจนคองอเวจีล้มลง

            กลุ่มคองอเวจีที่มาใหม่รู้สึกประหลาดใจ ทั้งไล่คว้าจับทั้งใช้มือตีนฟาดทำร้ายเกิดความโกลาหลต่างวิ่งชนกันล้มระเนระนาด

            .. หมับบบ ! อุทัยพลาดท่าถูกคองอเวจีตัวใหญ่ยักษ์กว่าตัวอื่นฉวยจับขาไว้แล้วเหวี่ยงฟาดลงพื้นอย่างแรง

            .. ตู้มมมม ! ร่างอุทัยปะทะกับพื้นวิหารเสียงดังสนั่น

            กรรร ! กรรร ! กรรร ! เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด

            สัตว์อสูรทั้งหลายไม่รอช้าต่างระดมมือตีนกว่าสิบๆ คู่เข้าประเคนตามร่างกายอุทัย

            กรรร ! กรรร ! ตุ๊บ ! ตุ๊บ ! ตั๊บ ! ตั๊บ ! ตุ๊บ ! ตั๊บ !

            มือตีนคองอเวจีส่งเข้ามารวดเร็วดังพายุ บางตัวกระทืบอุทัยจนเหนื่อยต้องถอยออกมานั่งดูอยู่ด้านข้าง

            “พี่ใหญ่ ..” เสียงของญานินดาร้องตะโกนอย่างสั่นเครือ นางเห็นอุทัยแน่นิ่งรายล้อมไปด้วยฝูงสัตว์อสูร น้ำตาหยดเล็กไหลซึมออกมาจากสองตา

            อุทัยนอนนิ่งคุดคู้เก็บคองอเข่ารอรับแรงกระแทกจากทุกทิศทาง มันพบว่าตอนนี้กายาของมันทนทานทั้งภายในภายนอก มือตีนของพวกลิงอสูรไม่ระคายผิวกายของมันแม้แต่น้อย

            .. ร่างกายของอุทัยทนมือทนตีนยิ่งนัก !

            .. อ๊ากกกกกกก !!! เสียงกู่ร้องของอุทัย

            .. ตู้มมมมมมม !!! พลังปราณสีทองเจิดจำรัสระเบิดออกจนเจิดจ้าแข่งกับแสงประตูอสูรโลกา คองอเวจีร่วมสิบตัวถูกกระแทกปลิวกระเด็นราวกองนุ่น

            อุทัยลุกขึ้นยืนจังก้าท้าทายฟ้าดิน ดวงตามุ่งมั่นด้วยจิตวิญญาณอันทรงพลัง

            ปรากฏยันต์อักขระทั่วทั้งร่างกาย เป็นอักขระลักษณะแปลกตามีถึงสามสีสันซ้อนทับกัน

            .. หนึ่งสีทองเจิดจำรัส ! ร้อนแรงเช่นเปลวอัคคีของพระอาทิตย์

            .. หนึ่งสีดำสนิทเจือละอองสีทองวิ่งพล่าน ! ดังอาถรรพ์จากห้วงบรรพกาล

            .. อีกหนึ่งสีพลอยชมพูสดใส ! ศักดิ์สิทธิ์ดุจเทวะจุติลงมาจากสรวงสวรรค์ การต่อสู้อย่างยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมงทำอุทัยปรับสมดุลของพลังปราณจนสมบูรณ์พร้อมถึงขีดสุด

            คองอเวจีทั้งหลายหน้าตาเหลอหลา ต่างจ้องมองด้วยความมึนงงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วาม

            .. และแล้ว !

            ถึงเวลาอีกครั้ง ! .. ประตูอสูรโลกากระเพื่อมไหวส่องแสงเจิดจ้าไปทั่ว !!!

            “อีกสิบหกตัว ...” อุทัยพึมพำ

            ดังที่คาดการณ์ไว้ ประตูมิติจะส่งสัตว์อสูรมาเป็นรอบๆ ห่างกันรอบละสิบนาที และในแต่ละรอบจำนวนของสัตว์อสูรจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากรอบก่อน

            เงาร่างสูงใหญ่ดำมืดมิดพุ่งทะยานออกมาจากประตูมิติ สัตว์อสูรออกมาทีละตัวสองตัวยืนอยู่หน้าประตูมิติจนเต็มไปหมด

            นับรวมคองอเวจีทั้งสิ้น ... สิบหกตัวพอดีไม่ขาดไม่เกิน !

            หากอุทัยร่ำเรียนหนังสือคงได้คะแนนสูงสุดในวิชาเลขคณิตแล้ว ... ฮา

            ดวงตาอัคคีร้อนแรงทั้งสิบหกคู่จ้องมองกายาที่ปลดปล่อยพลังปราณเข้มข้นของอุทัยอย่างไม่วางตา

            .. กรรร ! กรรร ! กรรร ! .. โฮกกก ! โฮกกก ! โฮกกกกกกกกก !!!

            เสียงร้องคำรามก้องประสานของคองอเวจี ทำวิญญาณมนุษย์แทบกระเจิงหนี สัตว์อสูรทั้งสิบหกตัวกระโจนพุ่งทะยานเข้าหาอุทัยในบัดดล

             

            อีกมุมหนึ่งของวิหาร ...

            ผนึกแสงสีแดง น้ำเงิน และเขียวสว่างไสวเรืองรองส่องประกายลึกล้ำละลานตา การประสานพลังเทวะมังกรของเจ้าธรรมดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

            จิตวิญญาณเทวะมังกรอันสูงส่งเข้าประสานกับดวงจิตของเจ้าธรรม วิชาสุดพิสดารและภูมิความรู้ต่างๆ ของมหาบุรุษ ‘โอริสา’ ถูกบรรจุลงในความนึกคิดของมันจนหมดสิ้น

            กายาของเจ้าธรรมก็ปรับเปลี่ยน กระดูกแกร่งดังเหล็กไหล ผิวหนังเลือดเนื้อ และอวัยวะภายในแข็งแรงเหนียวหนึบประดุจมังกรเทวะบนฟากฟ้า

            กายา ‘มังกรเวทพิสุทธิ์’ เป็นส่วนผสมสุดวิเศษของกายามังกรเทวะและเส้นลมปราณเวทพิสุทธิ์ ก่อเกิดเป็นร่างกายที่ทนทานดังมังกรเทวะ ทั้งยังสามารถปลดปล่อย ‘เวทยุทธ์’ จากเส้นปราณชีพจรโดยผ่านร่างกายที่ส่งเสริมให้มีอานุภาพรุนแรงยิ่งขึ้น

            ยังมีมนตราเทวะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาบุรุษโอริสา ทั้งหมดไหลวนผนึกเข้าสู้ร่างกายและเส้นชีพจรของมัน

            ชีพจร ‘เวทพิสุทธิ์’ ที่กำลังปรับเปลี่ยนรับพลังและมนตราเทวะมังกรเข้าไป เส้นชีพจรอัดแน่นด้วยพลังปราณอันรุนแรงจนแทบระเบิดออก

            .. อ๊ากกกกกกกกก !!!!!

            เสียงร้องดังกึกก้อง ดั่งอัดอั้นมานานนับพันปี

            .. เปรี้ยงงงง !!! .. เปรี้ยงงงง !!! .. เปรี้ยงงงง!!!

            เสียงพลังปราณระเบิดออกอย่างรุนแรง แสงสีแดง น้ำเงิน และเขียวส่องกระจายพุ่งเป็นลำสว่างไปทั่วทั้งวิหาร

            “…” ราชิตลืมตาตื่นขึ้น มันพื้นคืนสภาพดวงจิตกว่าแปดส่วน ร่างกายก็ทุเลาจากอาการบาดเจ็บแล้ว

            เกิดอันใดขึ้น ! ตลอดเวลามันจดจ่อกับการเดินลมปราณหาสนใจเรื่องราวภายนอกไม่

            “หวา ..” ญานินดาเหลียวกลับมามอง

            “อ่าาาา ..” สตรีปักษาวารีสะดุ้ง ลืมตาออกจากการนั่งกรรมฐาน

            “!!!” อุทัยสัมผัสถึงพลังปราณสุดกร้าวแกร่งแผ่ขยายออกมาอย่างรุนแรง

            พลังปราณระเบิดออกทำทั้งหมดภายในวิหารท่าร่างหยุดชะงัก ความสนใจของทุกผู้คนพุ่งมายังเจ้าของพลังปราณนี้ไม่เว้นแม้แต่เหล่าคองอเวจีทั้งหลาย

            ภาพเบื้องหน้าคือพลังปราณลึกล้ำเป็นเงาร่างของมังกรตัวใหญ่ กายามังกรเป็นเกล็ดสีทองแดงวับวาว กำลังแผ่ขยายปีกขนาดยักษ์ ดวงตาสีเขียวส่องสว่างอยู่บนหัวขนาดมหึมา ด้านบนประดับด้วยกิ่งเขาสีน้ำเงินตะปุ่มตะป่ำ

            .. จ้าวเทวะมังกร !!!

            ดวงจิตเทวะมังกรสะกดทุกดวงวิญญาณเอาไว้ ปากมังกรอันใหญ่โตอ้ากว้าง โก่งคออันกำยำคำรามสุดเสียง

            .. ฮ้ากกกกกกกกกกกกกกก !!!!

            ฝุ่นผงถูกกระแทกจนฟุ้งกระจาย จุดศูนย์กลางของพลังปราณปรากฏร่างกายของหนึ่งบุรุษก้าวเดินออกมา

            คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บนเสื้อคลุมมีลวดลายมังกรสวรรค์เก้าตัวเคลื่อนไหวราวมีชีวิต ภายในมือถือคทาสีทองประดับด้วยมุกส่องสีรุ้งเรืองๆ ที่คอมีแสงสว่างสีน้ำเงินส่องประกายวับวาม

            .. อาภรณ์เก้ามังกร !

            .. คทาวุธเทวะมังกร !

            .. ผลึกดวงเนตรสวรรค์ !

            สิ่งของวิเศษทั้งสามประดับอยู่บนกายาของบุคคลผู้นี้ ผ้าคลุมศีรษะของชุดคลุมถูกเปิดไปด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของบุรุษผู้หนึ่ง

            “เจ้าธรรม !” ราชิตตกตะลึง กลับเป็นบุตรชายของมันเอง

            “เจ้าทึ่ม !” ญานินดาร้องเรียก ไม่นึกว่าเจ้าธรรมผู้อ่อนด๋อยจะมีพลังถึงเพียงนี้

            “ไอ้ธรรม !” อุทัยอุทาน เป็นเจ้าธรรมเองหรอกหรือ

            “เจ้า ... เจ้าหนุ่มนี่ ...” สตรีปักษาวารีกล่าวอย่างแปลกใจ นางไม่เคยให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มผู้นี้มาก่อน คงต้องประเมินมันผู้นี้ใหม่แล้ว

            เจ้าธรรมใบหน้าคมคายผมยาวสยายรั้งกลับไปด้านหลัง ดวงตาทอประกายราวผ่านโลกมาโชกโชน ร่างกายของเจ้าธรรมขยายใหญ่สูงขึ้นกว่าสองนิ้ว แขนขายืดยาวแข็งแกร่ง ทั้งกล้ามเนื้อทั่วร่างก็แข็งแรงบึกบึน

            ลักษณะของเจ้าธรรมแปรเปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน เมื่ออยู่ภายใต้อาภรณ์เก้ามังกรรวมทั้งพลังปราณที่แผ่ออก มองดูดังผู้สืบทอดพลังเทวะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์

            .. บุตรมังกรเทวะ !

            .. พลังแห่งเทวะมังกรที่แท้จริง !

            .. มันคือผู้สืบทอดสายเลือดเทวะมังกรจากสรวงสวรรค์ ทั้งยังได้พลังทั้งหมดของมหาบุรุษ ‘โอริสา’ ผู้เป็นทายาทเทวะมังกรลำดับแรก

            เจ้าธรรมเดินก้าวมาเบื้องหน้า สายตาอันคบกริบจับจ้องไปยังประตูอสูรโลกาและเหล่าคองอเวจี

            “เจ้าสัตว์อสูรอันน่าชัง ! ข้าจะส่งพวกเจ้าลงนรกอเวจีเอง ..”

            วาจาอันฉุนเฉียวเอ่ยออกมาจากปากเจ้าธรรม ทั้งพลังปราณก็เกรี้ยวกราดแข็งกร้าวรุนแรง ดังชิงชังคองอเวจีเป็นอย่างยิ่ง

            เป็นเพราะสัตว์อสูรพวกนี้ ! บรรพบุรุษต้นตระกูลจึงต้องมาจบชีวิตลงที่นี่

            .. กรรร ! กรรร ! กรรร ! .. โฮกกก .. โฮกกกกกก !!!

            ราวรับรู้ถึงการท้าทาย คองอเวจีส่งเสียงคำรามขึ้นพร้อมกันกึกก้อง

            “…” อุทัยยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก อยู่ๆ ฝูงสัตว์อสูรก็ละทิ้งมันไปอย่างไม่ไยดี คองอเวจียี่สิบกว่าตัวพุ่งกระโจนเข้าใส่เจ้าธรรมโดยทันใด

            ฝูงลิงอสูรพุ่งใส่ดังมีความแค้นฝังลึกมาเนิ่นนาน สายตาอัคคีกระหายเลือดอยากจะฉีกกระชากเจ้ามังกรเบื้องหน้าให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            ส่วนเจ้าธรรมพุ่งตัวเหินบินมาอย่างเทพสวรรค์ พลังปราณเป็นรูปเทวะมังกรอันสูงส่งกางปีกใหญ่มหึมา ในมือถือคทาเวทศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายสีรุ่งเจิดจ้าส่งพลังปราณกดทับอย่างร้อนแรง

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน