บทที่ 18 ฮองเฮาโกรธจนเสียพระอาการ
ภายนอกต่างก็ลือกันว่าฮองเฮาทรงรักและเอ็นดูเซิ่งจิ่งอวี้ดุจโอรสแท้ ๆ แต่ในเื่งานแต่งงานครั้งนี้ ฮองเฮากลับไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย
เป็เหตุให้งานสมรสของเซิ่งจิ่งอวี้ถูกจัดขึ้นอย่างรีบร้อนและเรียบง่ายจนเกินไป ฮองเฮาย่อมมีส่วนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว
มาบัดนี้ยังถูกซูเหวินยวนนำมาพูดต่อหน้าธารกำนัลอีก นี่ไม่ใช่การยุยงให้แตกแยกหรอกหรือ?
“พระชายาคิดว่าข้าใจร้ายกับจิ่งอวี้อย่างนั้นหรือ?” ฮองเฮาถามด้วยนำเสียงที่ใคร ๆ ก็ฟังออกว่าพระนางเริ่มไม่พอใจอีกฝ่าย
พระอัธยาศัยอันอ่อนโยนและความอดทนที่เคยมี ในยามนี้ได้อันตรธานหายไปจนสิ้นแล้ว
พระนางเพียงแต่้าอธิบายให้ชัดเจน ไม่อยากให้เซิ่งจิ่งอวี้เข้าใจผิด!
เมื่อมองไปยังซูเหวินยวนอีกครั้ง ยังเห็นนางยังคงมีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม
เมื่อถูกฮองเฮาตวาด ก็เพียงแต่ทำหน้าไร้เดียงสาพลางอธิบายว่า “ทุกคำที่หม่อมฉันกล่าว พระนางล้วนตีความไปในทางที่ผิด ถ้าเป็เช่นนั้นแล้ว ที่เมื่อครู่พระนางกล่าวตำหนิหม่อมฉันเสียยืดยาว ไม่ใช่เป็การจงใจหาเื่หรอกหรือเพคะ?
หม่อมฉันเป็ห่วงพระวรกายของฮองเฮา จึงได้รีบร้อนเข้าวัง แต่คำพูดเพียงแค่สามสองคำของพระนางกับองค์ชายเจ็ด ก็ทำให้หม่อมฉันกลายเป็คนอกตัญญูและประจบสอพลอไปเสียแล้วหรือเพคะ?”
ภายในห้องบรรทมพลันเงียบสงัดลงอีกครั้ง เงียบอย่างถึงที่สุด
เซิ่งจิ่งอวี้ถึงกับต้องลุ้นระทึกแทนนาง ฝีปากของนางช่างร้ายกาจเสียจริง!
ไม่เห็นหรือว่าฮองเฮาทรงเริ่มมีโทสะจนแทบจะเป็บ้าไปแล้ว?
อย่างไรก็ตาม ฮองเฮาในยามนี้กลับดูจริงใจกว่าตอนที่ร้องไห้คร่ำครวญให้เขาในครั้งนั้นเสียอีก
ท้ายที่สุดแล้ว เป็เซิ่งจื่อเยี่ยนที่ทำลายความเงียบลง เขากล่าวพลางยิ้มเ็า “พี่สี่ พระชายาของท่านช่างปากคอเราะรายยิ่งนัก!”
“เช่นนั้นเ้าก็ควรจะเรียนรู้ไว้เสียบ้าง” ซูเหวินยวนตอบกลับพลางยิ้มแย้ม
อดกลั้นอยู่นาน เพียงแต่พูดออกมาประโยคเดียวเท่านี้ ยังจะกล้าสอดปากอีกหรือ?
เซิ่งจื่อเยี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “แม้ข้าจะเถียงสู้พระชายาไม่ได้ แต่ข้าเคยเห็นคนประจบสอพลอมานักต่อนักแล้ว สีหน้าของพระชายาเฉินอ๋องตอนที่เข้ามาเมื่อครู่นี้ ช่างคล้ายคลึงกับพวกเขาเ่าั้ยิ่งนัก”
นี่เท่ากับเป็การด่าทอแบบระบุชื่อเสียงเรียงนาม ทั้งยังวนกลับมาที่เื่เดิมอีกครั้ง
ไม่จำเป็ต้องมีหลักฐานอะไร เพียงอาศัยแค่คำพูดว่าตนเองเคยเห็น ก็กุเื่กล่าวหาว่าซูเหวินยวนเป็คนประจบสอพลอได้แล้ว
ในยามนี้เซิ่งจิ่งอวี้เองก็รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้าง เขาจะมัวแต่นั่งดูซูเหวินยวนเปิดศึกไปทั่วโดยที่ตนเองไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร
แต่คาดไม่ถึงว่า ทันทีที่เขาจะเอ่ยปาก ก็ถูกซูเหวินยวนห้ามไว้
มือของนางที่วางอยู่บนแขนของเขากระชับแน่นลงทันทีและดึงลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงเวลาที่เขาต้องลงมือ
“จำได้ว่าองค์ชายเจ็ดยังไม่ได้ออกจากวังไปมีตำหนักของตนเองใช่หรือไม่เพคะ?” ซูเหวินยวนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
เซิ่งจื่อเยี่ยนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
ซูเหวินยวนกล่าวต่อ “บัดนี้องค์ชายเจ็ดยังคงประทับอยู่ในวัง แต่กลับกล่าวว่าเคยเห็นคนประจบสอพลอมานักต่อนักแล้ว คิดดูแล้วก็น่าเห็นใจที่รอบกายพระองค์คงจะรายล้อมไปด้วยคนชั่วมากมายเพียงใด
แต่หม่อมฉันจำได้ว่า ในตอนนี้คนที่องค์ชายเจ็ดสามารถติดต่อด้วยได้ก็มีเพียงพวกนางกำนัลขันทีในวัง อาจารย์ผู้สอนหนังสือสั่งสอนหลักการ และเหล่าพระสหายร่วมเรียนและเล่น พวกเขาเป็คนประจบสอพลออย่างนั้นหรือเพคะ?”
ซูเหวินยวนมองเขาด้วยสีหน้าจริงใจ สมองของเซิ่งจื่อเยี่ยนยังตามไม่ค่อยจะทัน
“เ้าอย่ามายุ่งเื่ของข้า...”
ซูเหวินยวนขัดจังหวะ “เป็ถึงองค์ชาย รอบกายมีแต่คนเช่นนี้อยู่ จะไม่ยุ่งได้อย่างไรกัน? หากพวกเขาทำให้พระองค์เสียคน จะมีผู้คนเยาะเย้ยราชวงศ์อันชวนมากมายเพียงใดกัน? พระองค์จะยอมเสียหน้าเช่นนั้นได้ แต่แคว้นอันชวนจะยอมเสียหน้าไม่ได้นะเพคะ!”
สิ้นเสียงของนาง เซิ่งจิ่งอวี้ก็สั่งการทันที “เมิ่งฉี ไปที่กรมวัง ให้คนไปตรวจสอบคนรับใช้ข้างกายของน้องเจ็ดอย่างละเอียด แล้วเปลี่ยนคนพวกนั้นออกให้หมด!”
ฮองเฮาทรงตกพระทัยแล้วกล่าวขึ้น“ข้ายังอยู่ที่นี่นะ!”
จะจัดการเื่ในวังหลัง อย่างไรเสียก็ต้องผ่านพระนางซึ่งเป็ฮองเฮาไม่ใช่หรือ?
เซิ่งจิ่งอวี้ขมวดคิ้วพลางเอ่ยขึ้น “เสด็จแม่ไม่เห็นด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ? นี่ลูกก็ทำเพื่อน้องเจ็ดนะ เมิ่งฉี เ้าไปทูลเสด็จพ่อด้วย ให้เสด็จพ่อทรงสอบสวนอาจารย์ที่สอนหนังสือน้องเจ็ดอย่างละเอียด ดูว่ารอบกายน้องเจ็ดมีคนประจบสอพลออยู่มากน้อยเพียงใด!”
คำพูดของฮองเฮาไม่สามารถห้ามเซิ่งจิ่งอวี้ได้ เขากลับยิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิม
ซูเหวินยวนเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เซิ่งจิ่งอวี้มีอำนาจในวังหลวงมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
นางเพียงแค่พูดจาเอาสะใจ ข่มขวัญองค์ชายเจ็ดเล่น ๆ แต่เซิ่งจิ่งอวี้กลับเป็ผู้ปฏิบัติที่แท้จริง
“เสด็จแม่! ลูกไม่้าเปลี่ยนคน!” เซิ่งจื่อเยี่ยนร้อนใจขึ้นมา รีบขอความช่วยเหลือจากฮองเฮา
ซูเหวินยวนซ้ำเติม “นี่ก็เพื่อเ้า หากไม่รีบเปลี่ยนคน จะทำให้เ้าเสียคนได้ง่าย ๆ นะน้องเจ็ด!”
เื่ฝ่ายในเป็อำนาจของฮองเฮาจริงอยู่ แต่เซิ่งจิ่งอวี้ตั้งใจจะนำเื่นี้ไปทูลให้ฮ่องเต้ทรงทราบ ให้ฮ่องเต้เป็ผู้จัดการ
ฮองเฮาย่อมไม่้าให้เขาเปลี่ยนคน แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้านได้อีกต่อไป เว้นแต่จะกล่าวว่านี่เป็เพียงคำพูดพล่อย ๆ ของเซิ่งจื่อเยี่ยน ว่ารอบกายเขาไม่มีคนเช่นนั้นอยู่เลย หากกล่าวเช่นนั้น ก็จะยิ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเขา
คิดไปคิดมา ก็ทำได้เพียงแค่ต้องเปลี่ยนคน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ฮองเฮาก็แทบจะทนรับไม่ไหว สีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ อารมณ์พลุ่งพล่านะโขึ้นมาว่า “ออกไป! ออกไปให้หมด!”
ะโใส่ซูเหวินยวนย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่เซิ่งจิ่งอวี้ก็อยู่ที่นี่ด้วย เฉิงหมัวมัวรีบเข้าไปแก้สถานการณ์
“ฮองเฮาทรงพระประชวร ท่านอ๋อง พระชายา และองค์ชายทั้งสองโปรดออกไปรอก่อนเพคะ”
ในห้องบรรทม นอกจากองค์ชายเจ็ดแล้ว ยังมีองค์ชายแปดอีกพระองค์หนึ่ง แต่องค์ชายแปดไม่ได้พูดอะไรเลยั้แ่ต้นจนจบ
ซูเหวินยวนกล่าวอย่างเสียดาย “ได้ยินเสียงของฮองเฮาดังฟังชัด คาดว่าคงจะไม่เป็อะไรมากแล้ว หม่อมฉันคงจะไม่รออยู่ข้างนอกตำหนักแล้ว สมควรจะกลับไปเยี่ยมบ้านแล้วเพคะ”
เป็ฮองเฮาเองที่กล้าวว่าการกลับไปเยี่ยมบ้านนั้นสำคัญ มาบัดนี้นางจะจากไป ฮองเฮาจะยังหาเื่ได้อีกหรือ?
ฮองเฮาขบกรามแน่น ตอนนี้พระนางอยากจะตบหน้าอีกฝ่ายสักฉาดจริง ๆ
เฉิงหมัวมัวรีบเชิญพวกเขาทั้งหมดออกไปนอกตำหนัก แล้วกล่าวกับเซิ่งจิ่งอวี้ว่า
“ฮองเฮาทรงพระประชวร ท่านอ๋องโปรดอยู่เป็เพื่อนพระนางสักครู่เถิดเพคะ”
เมื่อครู่นี้ซูเหวินยวนกล่าววาจายุยง อย่างไรเสียก็ต้องอธิบายให้เซิ่งจิ่งอวี้เข้าใจให้ได้
เซิ่งจิ่งอวี้้าจะปฏิเสธ ที่จวนอัครมหาเสนาบดีก็ยังมีเื่ต้องไปทะเลาะกันอีก ซูเหวินยวนถูกรังแกในจวนอัครมหาเสนาบดีมานานหลายปี การกลับไปเยี่ยมบ้านครั้งนี้จะต้องไม่สงบสุขอย่างแน่นอน
แต่ซูเหวินยวนกลับกล่าวว่า “ท่านอ๋องอยู่ที่นี่เถิดเ้าค่ะ แค่จวนอัครมหาเสนาบดีหลังเดียว ยังไม่คุ้มค่าให้ท่านต้องเหนื่อยกายไปด้วยหรอก”
ทุกคนเดินมาถึงนอกตำหนัก เฉิงหมัวมัวจึงกลับเข้าไปเกลี้ยกล่อมฮองเฮา
จะเพราะแค่ซูเหวินยวนคนเดียว แล้วทำให้บาดหมางกับเซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้เด็ดขาด
“เสด็จแม่ทรงอ่อนโยนและใจกว้างมาโดยตลอด วันนี้กลับถูกเ้าทำให้โกรธจนเป็เช่นนี้”
น้ำเสียงของเซิ่งจิ่งอวี้เรียบเฉย จนไม่อาจเดาอารมณ์ของเขาได้
ซูเหวินยวนถอนหายใจพลางกล่าว “ท่านอ๋อง ท่านไม่เคยได้ยินคนพูดหรอกหรือว่าข้าเองก็เคยเป็คนอ่อนโยนและมีความประพฤติดี บัดนี้ถูกบีบคั้นจนต้องกล่าววาจาทำร้ายผู้อื่น ไม่รู้เหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เป็ฝ่ายมีปัญหา”
“รีบออกจากวังเถอะ บิดาของเ้าคงจะรอนานแล้ว” เซิ่งจิ่งอวี้ไม่ได้โกรธเคือง
ซูเหวินยวนได้มอบความประหลาดใจให้เขาอยู่บ้าง ที่ผ่านมาเขามักจะถูกฮองเฮาควบคุมอยู่เสมอ เพียงประโยคเดียวว่า "ปฏิบัติต่อเขาดุจโอรสแท้ ๆ" ก็ทำให้เขาไม่กล้าขัดขืนแล้ว
แต่ฮองเฮาก็ไม่ได้เลี้ยงดูซูเหวินยวน ดังนั้นซูเหวินยวนจึงไม่ยอมนาง
ทางด้านซูหยวนนั้น ก็รอนานจนร้อนใจแล้วจริง ๆ
ทันทีที่รถม้าของจวนเฉินอ๋องเคลื่อนออกจากจวน พวกเขาก็ได้รับข่าวแล้ว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะมุ่งหน้าไปยังวังหลวง
องค์รัชทายาทเสด็จมาถึงค่อนข้างเร็ว ในขณะนี้กำลังรออยู่กับพวกเขาที่ห้องโถงด้านหน้า
น้ำชาเย็นชืดไปแล้วสองถ้วย ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของซูเหวินยวน
เื่ที่ซูหยวนจะสามารถพูดคุยได้ก็พูดไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่รู้จะคุยเื่อะไรอีก
ในหัวของซูหลินเอ๋อร์มีแต่เื่เงินทอง จึงไม่ได้สนใจองค์รัชทายาทเลยแม้แต่น้อย
“ท่านมหาเสนาบดีซู บุตรสาวของท่านผู้นี้ คงไม่ลืมหรอกนะว่าวันนี้เป็วันกลับมาเยี่ยมบ้าน?” องค์รัชทายาทถามอย่างสงสัย
ซูหยวนตบโต๊ะพลางกล่าว “นังลูกทรพีผู้นี้ ปกติก็โอ้เอ้เชื่องช้า มาวันนี้จะกลับมาเยี่ยมบ้านก็ยังจะโอ้เอ้อีก ปล่อยให้องค์รัชทายาทต้องทรงรออยู่ตั้งนาน”
องค์รัชทายาทโบกมือพลางกล่าว“ไม่เป็ไร ข้าก็แค่มาดูเื่สนุกเฉย ๆ แต่ในวันกลับมาเยี่ยมบ้านแล้วยังให้บิดามารดารออยู่นี่ ออกจะดูไม่เหมาะอยู่บ้าง”