16 1-2
ตอนที่ 30 สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่า ครอบครัว
หลินจิงซูหันไปบอกกับตำรวจว่า
“คุณลุงตำรวจคะ แม่หนูรับจ้างทำอาหารส่งให้หลานชายของศาสตราจารย์หวังค่ะ อาหารทั้งหมดที่คุณย่า ป้ารองแล้วก็ลูกพี่ลูกน้องของหนูหยิบฉวยไป ล้วนหาซื้อมาด้วยเงินของศาสตราจารย์หวัง เพื่อนำมาใช้ทำอาหารส่งให้หลานชายของเขาค่ะ ไม่อย่างนั้น หนูกับแม่จะมีปัญญาหาซื้อของแพงๆแบบนั้นได้ยังไงกันคะ? คุณลุงตำรวจดูสิคะ หนูกับแม่อยู่ในบ้านร้างซอมซ่อแบบนี้ เงินก็แทบไม่มี สภาพอย่างนี้ ไม่รู้สึกแปลกใจบ้างเหรอคะว่า ทำไมพวกเราถึงได้ซื้อแต่ของดีๆมาได้ทุกวัน?”
ตำรวจพยักหน้ารับทราบ
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวเราจะไปที่บ้านศาสตราจารย์หวังสอบสวนเรื่องราวอีกที”
หลินจิงซูหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกล่าวต่อว่า
“คุณลุงตำรวจคะ นี่เป็นสมุดบัญชีที่หนูจดบันทึกค่าอาหารและผลไม้ต่างๆทั้งหมดไว้ รายละเอียดสิ่งของพร้อมจำนวนเงินที่ใช้ไปล้วนมีครบถ้วนค่ะ หนูต้องจดเอาไว้ทุกๆวัน เพื่อจะได้นำไปรายงานให้ทางศาสตราจารย์หวังทราบ สิ่งนี้น่าจะใช้เป็นหลักฐานได้นะคะ”
ทันทีที่ติงเสวี่ยเหม่ยเห็นเช่นนั้น ในที่สุดเธอก็กระจ่างแจ้งชัดเจนว่า เหตุใดสาวน้อยถึงต้องจดบันทึกรายการสิ่งของทุกอย่างที่ซื้อไปด้วย ทั้งหมดก็เพื่อเก็บเป็นหลักฐานนี่เอง!
ตำรวจนายนั้นพลิกหน้าสมุดอ่านอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับพยักหน้าตอบรับ นำสมุดเล่มน้อยเสียบไว้ใต้วงแขนของตนหลังอ่านจบ เป็นสัญญาณที่ดีว่าสิ่งนี้สามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดได้
เวลานี้ ทั้งอู๋ซิ่วเหลียน ย่าอู๋และหลินเสวี่ย ต่างตัวสั่นเทิ้มราวกับลูกนกตัวน้อยไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนกอย่างที่สุด
หลินเสวี่ยกรีดร้องเสียงดังลั่น ตอบโต้กลับในทันที
“คุณลุงตำรวจอย่าไปเชื่อมันนะคะ! ผู้หญิงคนนี้โกหกค่ะ! อาหารทั้งหมดนี่ไม่ใช่ของบ้านศาสตราจารย์หวัง! แต่เป็นของที่หลินจิงซูกับติงเสวี่ยเหม่ยซื้อมาด้วยเงินจำนวน1,600หยวนที่ฉ้อโกงมาจากแม่ของหนูค่ะ!!”
หลินจิงซูส่งสายตาเย้ยเยาะใส่หลินเสวี่ย มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีเป็นคนมอบเงินจำนวน1,600หยวนให้กับมือแม่ของฉันเอง พี่เสวี่ยพูดแบบนี้ก็หมายความว่า…เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดกำลังช่วยแม่ของฉันฉ้อโกงเงินจากแม่ของพี่งั้นเหรอ? แบบนี้จะเรียกว่าใส่ความเจ้าหน้าที่ทางการได้รึเปล่านะ?”
ได้ยินเช่นนั้น หลินเสวี่ยถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือด รีบก้มหน้าก้มตาเม้มริมฝีปากแน่น และไม่กล้าโต้แย้งใดๆอีกเลย
ตำรวจนายนั้นกล่าวสรุปความว่า
“เอาล่ะ มีข้อโต้แย้งอะไรค่อยไปว่ากันต่อที่สถานีตำรวจ ผลการสอบสวนคงจะชัดเจนขึ้นหลังจากนี้”
อู๋ซิ่วเหลียนหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากแผ่นกระดาษขาว และทันใดนั้น จู่ๆเธอก็วิ่งถลาเข้าใส่หลินจิงซูอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นว่า
“ฉันรู้ว่าแกตั้งใจ! แกนี่มันสัตว์เดรัจฉานชัดๆ! นังเด็กนรกส่งมาเกิดแท้ๆ! พี่ชิงอี้ไม่มีวันปล่อยแกไว้แน่! คุณตำรวจปล่อยฉันค่ะ! ฉันจะต้องสั่งสอนนังเด็กนี่ให้หลาบจำ!!”
ตำรวจเริ่มมีโมโหแล้วเช่นกัน เขาถือวิสาสะออกแรงกระชากคอเสื้ออู๋ซิ่วเหลียนอย่างแรง ร่างของเธอกระเด็นถอยหลังและล้มคะมำลงกับพื้นทันที เขายังหันไปตะคอกเสียงเย็นว่า
“ถ้าไม่อยากติดคุก ก็ระมัดระวังคำพูดกับการกระทำของคุณด้วย!!”
บทสรุปสุดท้าย ทั้งย่าอู๋ อู๋ซิ่วเหลียนและหลินเสวี่ยที่ผ่านการทะเลาะวิวาทมา ก็ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจพร้อมถูกตั้งข้อหาลักขโมย
ฝ่ายตำรวจเร่งรุดไปที่บ้านของศาสตราจารย์หวังเพื่อสอบถามเพิ่มเติม ภายหลังได้ทราบว่า พวกเขาจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้กับติงเสวี่ยเหมายเพื่อใช้ซื้อหาวัตถุดิบสำหรับทำอาหารให้จู้หยานจริง จึงได้เชิญตัวหลินชิงอี้เข้ารับทราบเหตุการณ์ทั้งหมดที่สถานีตำรวจด้วย
เมื่อหลินชิงอี้รับทราบรายละเอียดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ใบหน้าของเขาก็ถึงกับแดงก่ำด้วยความรู้สึกอับอายยิ่ง เวลานี้ เขาแทบอยากจะเอาหน้ามุดดินให้รู้แล้วรู้รอดไป! พวกเธออายุตั้งเท่าไหร่กันแล้ว? ไม่รู้สึกละอายใจกันบ้างเลยรึยังไง? ถ้าเพื่อนร่วมงานในโรงงานของเขา รู้เรื่องที่ทั้งแม่พี่สะใภ้และหลานสาวของเขาบุกเข้าไปขโมยอาหารของคนอื่นกินในยามวิกาลเข้า ชื่อเสียงทั้งหมดที่เขาสั่งสมมามิต้องป่นปี้เสียหายหมดหรือยังไง?
หลินชิงอี้เร่งประจบประแจงเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก
“คุณตำรวจครับ คิดว่าเรื่องนี้ผมควรจะแก้ปัญหายังไงดีครับ?”
“ถ้าจะถามถึงวิธีแก้ปัญหา ก่อนอื่นเลย คุณควรต้องปรับทัศนคติคนในครอบครัวของคุณก่อนเป็นอันดับแรก หัดให้พวกเขารู้จักยอมรับผิดซะบ้าง ถ้าทำได้ การจะไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร”
หลินชิงอี้ชำเลืองมองติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูที่ยืนข้างเคียงกัน ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำที่ระมัดระวังอย่างยิ่งว่า
“คุณตำรวจครับ ทั้งสองเป็นภรรยากับลูกสาวของผมเอง เราทุกคนล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างพร้อมให้อภัยกันทุกเมื่ออยู่แล้ว!”
ตำรวจเค้นเสียงหัวเยาะเย็นยะเยือกผ่านลำคอ ก่อนจะพูดถากถางอย่างไม่ไว้หน้าไปตรงๆ
“จะว่าไป การแยกครอบครัวของพวกคุณนี่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ปล่อยให้ลูกสาวกับภรรยาของตัวเองอยู่กันตามลำพังสองคนในบ้านร้างทรุดโทรม ส่วนตัวเองก็อยู่กับพี่สะใภ้และหลานสาวในบ้านอย่างอบอุ่น ผมไม่รู้หรอกนะว่า ความหมายของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่คุณพูดถึงมันเป็นยังไง แต่ในสายตาของผม สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่าครอบครัว”
หลินชิงอี้เผยสีหน้าอับอายระคนขมขื่นเกินจะปกปิดไว้ได้ ตอบกลับเสียงเบาฟังแทบไม่ได้ความ
“คุณตำรวจ คุณ…คุณไม่รู้อะไรหรอก...”
“เอาล่ะ ผมก็แค่แสดงความเห็นในฐานะคนนอก หมู่นี้ทางเรายุ่งกันมาก ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องภายในครอบครัวของคุณเหมือนกัน สิ่งเดียวที่เราสนใจคือรูปคดีเท่านั้น”
หลังจากพูดออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กวาดสายตาสำรวจมองหลินชิงอี้ขึ้นลงอยู่หลายครั้ง และอดที่จะส่ายหน้าไปมาไม่ได้ พร้อมคิดกับตัวเองอยู่ภายในใจว่า ผู้ชายคนนี้ทั้งโง่เขลาแล้วก็ดวงตามืดบอดอย่างแท้จริง ถึงได้มองข้ามคนดีๆอย่างภรรยากับลูกสาวตัวเองไปได้…