บทที่ 22 ผู้มาเยือนจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู
ยอดเขาตี้ ตำหนักเทียน
หลังกลับมาจากตำหนักของท่านอาจารย์ เซียวอวิ๋นก็เริ่มฝึกสองเคล็ดวิชาระดับยอดเยี่ยมอันได้แก่วิชาย่างก้าวเทพวายุ และวิชาหมื่นดาบคืนสมุทรโดยทันที
ก่อนเริ่มการฝึก เซียวอวิ๋นตรวจสอบระบบของตนเอง พบว่าเขายังมีโอกาสรู้แจ้งอีกยี่สิบหกครั้ง
ที่จำนวนเพิ่มขึ้นมาได้ ก็เพราะก่อนหน้านี้ตอนเขาไปทดสอบพลังที่หอดาราพร้อมกับหลินเสี่ยวหย่า เขาได้กระทำการแสดงที่น่าทึ่งจนได้รับรางวัลเพิ่มอีกสามครั้ง
"โอกาสรู้แจ้งยี่สิบหกครั้ง ถือว่าเพียงพอสำหรับตอนนี้แล้ว"
เซียวอวิ๋นใช้งานโอกาสรู้แจ้งด้วยการเริ่มฝึกวิชาย่างก้าวเทพวายุอย่างไม่รอช้า
ไม่นานนัก ภายในตำหนักเต็มไปด้วยเงาหลอกตาของเซียวอวิ๋น เห็นได้ชัดว่าเขาฝึกเคล็ดวิชานี้จนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว
หลังจากฝึกวิชาย่างก้าวเทพวายุสำเร็จ เขาก็ใช้งานโอกาสรู้แจ้งอีกครั้งเพื่อฝึกวิชาหมื่นดาบคืนสมุทรเป็ลำดับต่อมา
ไม่นานนัก เซียวอวิ๋นใช้ฝ่ามือแทนดาบตวัดออกไปครั้งเดียว ปรากฏเงาดาบนับไม่ถ้วนหลอมรวมเป็ดาบขนาดใหญ่ฟาดฟันไปข้างหน้า และแสดงพลังอันน่าทึ่งด้วยการทำให้เสาหินภายในตำหนักแตกหักเป็สองท่อน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เคล็ดวิชาหมื่นดาบคืนสมุทรก็ถูกฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้วเช่นกัน
เพียงวันเดียว เซียวอวิ๋นก็ฝึกเคล็ดวิชายอดเยี่ยมทั้งสองนี้จนถึงขั้นสมบูรณ์ หากเื่นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็คงทำให้ทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นสั่นะเือย่างแน่นอน
"ตอนนี้ข้ายังเหลือโอกาสรู้แจ้งอีกยี่สิบสี่ครั้ง หลังจากนี้ ข้าจะไปที่หอดาราเพื่อทดสอบพลังดูเสียหน่อย หาโอกาสรับรางวัลเพิ่มอีกสามครั้งก็ไม่มีอะไรเสียหาย"
หลังจากตรวจสอบระบบ เซียวอวิ๋นก็คิดในใจ
อย่างไรก็ตาม เซียวอวิ๋นไม่ได้ไปหอดาราทันที เขาวางแผนว่าจะไปในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เพราะตนเองเพิ่งสร้างความตื่นเต้นไปได้ไม่นาน จึงไม่อยากให้ผู้อื่นมาจับตามองเขามากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกสองเคล็ดวิชาได้สำเร็จในวันเดียวเป็เื่ที่น่าตื่นตะลึงมากจนอาจมีผู้คนคิดจับตัวเขาไปทำการทดลองก็เป็ได้ รออีกหนึ่งเดือนแล้วค่อยไปย่อมปลอดภัยกว่า
...
หนึ่งเดือนต่อมา
ด้านนอกสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น มีแขกไม่ได้รับเชิญสามคนปรากฏตัวขึ้น คนหนึ่งเป็ชายชราผมขาวในชุดเสื้อคลุมสีเทา อีกคนเป็สาวน้อยในชุดกระโปรงแดง และคนสุดท้ายก็คือเด็กหนุ่มในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาว
ชายชราผมขาวจ้องมองประตูทางเข้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นก่อนจะยิ้มเล็กน้อยและเอ่ยเสียงดังกังวานว่า "ข้าพเ้าว่านหยางฮุย จากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู มาตามบัญชาของประมุขศักดิ์สิทธิ์เพื่อเยี่ยมเยียนสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น"
"ครืน!"
มวลอากาศพลันสั่นะเื แล้วร่างหนึ่งที่ดูราวกับเทพเ้าก็ก้าวออกมาจากอากาศเบื้องบน เขาเอ่ยกับว่านหยางฮุยว่า "ที่แท้ก็สหายเต๋าว่านนี่เอง ไม่ได้พบกันเสียนาน ยังคงน่าเกรงขามเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง!"
ผู้ที่ออกมารับหน้าคือผู้าุโสูงสุดอันดับสองแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น เทียนอี
การที่ทางสำนักส่งเขามาต้อนรับนั้น เพราะท่านประมุขแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นทราบดีว่าว่านหยางฮุยเป็ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตนภา หากให้ผู้อื่นมารับหน้า อาจถือว่าเป็การไม่ให้เกียรติ มีเพียงเทียนอีที่เป็ผู้ใกล้บรรลุขอบเขตนภาเท่านั้นถึงจะสามารถรักษาศักดิ์ศรีของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นไว้ได้
เื่ราวก็เป็เช่นนี้เอง
เมื่อว่านหยางฮุยเห็นเทียนอีผู้าุโสูงสุดอันดับสองก็อดยิ้มไม่ได้ "ที่แท้ก็เป็สหายเต๋าเทียนนี่เอง จากพลังอันเปี่ยมล้นของท่าน เกรงว่าท่านใกล้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตนภาในไม่ช้า ช่างน่ายินดีอย่างยิ่ง สมแล้วที่เป็ผู้าุโสูงสุดอันดับสองแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น!"
เทียนอียิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวถ่อมตน "สหายเต๋าว่านชมเกินไปแล้ว เมื่อเทียบกับท่าน ข้ายังห่างไกลนัก"
ในขณะนั้นเอง สาวน้อยในชุดกระโปรงแดงที่อยู่ด้านหลังว่านหยางฮุยพึมพำขึ้น "แม้แต่ผู้าุโสูงสุดอันดับสองก็ยังไม่สามารถบรรลุขอบเขตนภาด้วยซ้ำ ในสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูของเรา..."
เสียงของนางแม้จะเบามาก แต่สำหรับยอดฝีมือระดับเทียนอีและว่านหยางฮุย ทั้งสองย่อมได้ยินชัดเจน
สีหน้าของเทียนอีพลันเคร่งขรึม ราวกับมีเงาดำครอบคลุม แสดงความไม่พอใจออกมาโดยทันที
ส่วนว่านหยางฮุยก็หันกลับไปแกล้งดุว่า "หุบปากของเ้าไปซะ!"
สาวน้อยในชุดกระโปรงแดงก้มหน้าลงทันที
ว่านหยางฮุยหันกลับมาหาเทียนอีที่มีสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียใจว่า "สหายเต๋าเทียน ศิษย์ข้าอายุยังน้อยไม่รู้ความ ขอท่านอย่าได้ถือสาหาความเลย!"
"เด็กน้อยเพียงพูดจาไร้เดียงสาเท่านั้น" เทียนอีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าหลังจากนี้จะเก็บตัวฝึกตน และจะไม่ออกมาพบเจอผู้ใดอีกจนกว่าจะเข้าสู่ขอบเขตนภาได้สำเร็จ
"สหายเต๋าว่าน เชิญ ข้าจะพาท่านไปพบกับประมุขศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนี้!" เทียนอีรีบกล่าวตัดบท พร้อมเดินนำทางโดยไม่สนใจที่จะพูดคุยกับว่านหยางฮุยอีก
เมื่อกลุ่มของว่านหยางฮุยเข้าสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น พวกเขาก็มาถึงตำหนักใหญ่ในเวลาไม่นาน
ภายในตำหนัก มีประมุขศักดิ์สิทธิ์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นพร้อมด้วยผู้าุโสูงสุดอีกหลายคนที่รออยู่ก่อนแล้ว
ในขณะนี้ ผู้าุโสูงสุดทั้งหลายกำลังสนทนากับประมุขศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเป็กังวลว่า
"สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูส่งคนมาด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจน พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?"
"เกรงว่าน่าจะเกี่ยวกับการเปิดรังัที่ใกล้จะมาถึง พวกเขาคงมาเชิญเราสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นไปเข้าร่วมด้วย แต่จุดประสงค์อาจไม่หวังดีนัก"
"ที่ผ่านมา ศิษย์ของเรายังไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติเข้าร่วมรังัได้ แต่คราวนี้ สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นของเรามีเซียวอวิ๋น ข้าได้ยินมาว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้เขาทดสอบพลังที่หอดาราและวัดพลังได้ถึงสามแสนจิน พร้อมกับเข้าสู่ขอบเขตต้องห้ามขั้นที่สองแล้ว คงเพียงพอที่จะเข้าร่วมรังัได้ไม่มีปัญหา"
"อย่างไรก็ตาม พลังของเขาก็ใช่ว่าจะแข็งแกร่งเกินผู้ใด สำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นของเราแตกต่างจากสำนักอื่น ๆ ในฐานะสำนักศักดิ์สิทธิ์ ทุกการกระทำของเราล้วนเป็ที่จับตามองจากผู้ฝึกตนทั่วหล้า หากเซียวอวิ๋นเข้าสู่รังั เขาย่อมถูกอัจฉริยะชั้นยอดทั้งหลายเพ่งเล็ง เมื่อเทียบกับยอดอัจฉริยะเ่าั้ เซียวอวิ๋นยังคงเป็รองอยู่ไม่น้อย"
...
ภายในตำหนักใหญ่ เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น
ทันใดนั้น ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเอ่ยขึ้นว่า "เงียบ พวกเขามาแล้ว"
เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง เทียนอีก็เข้ามารายงานทันที
หลังจากนั้น ว่านหยางฮุยพาชายหนุ่มหญิงสาวสองคนเดินเข้ามาในตำหนักใหญ่ พร้อมค้อมตัวคารวะต่อประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ก่อนกล่าวว่า "ว่านหยางฮุยขอคารวะประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ขอให้ท่านบรรลุสู่ขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ในเร็ววัน"
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของผู้คนในตำหนักไม่ค่อยสู้ดีเสียเท่าไหร่
คำพูดนี้ แม้จะฟังดูเหมือนคำเยินยอ แต่หากพูดกับผู้าุโสูงสุดทั่วไป ย่อมทำให้พวกเขาแย้มยิ้มด้วยความยินดี
ทว่าคำพูดนี้พุ่งตรงมาที่ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น สถานการณ์ย่อมไม่เหมือนกัน
เป็ที่ทราบกันดีว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์จากอีกห้าสำนักล้วนบรรลุสู่ขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว มีเพียงประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเท่านั้นที่ยังติดอยู่ในขอบเขตนภา
คำพูดนี้ แม้ดูเหมือนคำชมเชย แต่แท้จริงแล้วกลับเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นยังด้อยกว่าอีกห้าสำนัก ทำให้ผู้คนในสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นหน้าเสียขึ้นมาทันที
แม้จะรู้สึกโกรธเคือง แต่ประมุขศักดิ์สิทธิ์และเหล่าผู้าุโสูงสุดต่างควบคุมความไม่พอใจนี้เอาไว้ เพราะหากพวกเขายึดติดกับความหมายของคำพูดนี้ ก็จะทำให้ดูเป็พวกที่มีจิตใจคับแคบมากเกินไป
ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นมองไปยังว่านหยางฮุยที่ยืนอยู่ด้านล่าง พร้อมยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า "สหายเต๋าว่านไม่ต้องมากพิธี ท่านมาเยือนครานี้ด้วยเหตุใดหรือ?"
ว่านหยางฮุยประสานมือก่อนตอบว่า "ข้าน้อยมาเยือนครั้งนี้ตามบัญชาของประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู เพื่อเชิญสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเข้าร่วมการเปิดรังัในปีหน้า"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าผู้าุโในตำหนักใหญ่ต่างแอบเยาะเย้ยในใจ ดูเหมือนจะเป็ไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
จากนั้น ว่านหยางฮุยกล่าวต่อว่า "นอกจากนี้ ข้ายังนำศิษย์รุ่นเยาว์สองคนจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่ชูมาด้วย เพื่อประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกับศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น เพื่อให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาขอรับ"
เมื่อฟังคำพูดนี้ สายตาของทุกคนในตำหนักต่างจับจ้องไปยังชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังว่านหยางฮุยโดยไม่รู้ตัว
หลังจากนั้น ทั้งหมดก็มีสีหน้าหม่นหมองลงทันที
ด้วยสายตาของพวกเขา ย่อมสามารถมองออกได้อย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้ไม่ธรรมดา เกรงว่าในสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นจะหาใครในขอบเขตเดียวกันมาต่อกรได้ยากยิ่งนัก
ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า "ไปเรียกเซียวอวิ๋น ฉู่จิงเซียว และหลินเสี่ยวหย่ามาที่นี่"
เหล่าผู้าุโในตำหนักต่างพยักหน้า เพราะในบรรดาผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาในสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น ก็มีเพียงสามคนนี้ที่ก้าวเข้าสู่ขั้นพลังสูงสุด แม้จะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ก็ยังสามารถรักษาหน้าของสำนักไว้ได้ไม่มากก็น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น การมีเซียวอวิ๋นอยู่ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะสามารถชนะได้หนึ่งคน ไม่ถึงกับต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเกินไปนัก