ณ เทือกเขาครามอันกว้างใหญ่ไพศาล ท่ามกลางยอดเขาน้อยใหญ่ มีอยู่ยอดเขาหนึ่งซึ่งถือเป็ยอดเขาสูงที่สุดนั่นก็คือ 'ยอดเขาทงเทียน'!
บนยอดเขาทงเทียนที่สูงเสียดฟ้านั้นมี ' วังเทพ์ ' ตั้งตระหง่านอยู่ มันเป็ดั่งหัวใจหลักของนิกายกระบี่์ ซึ่งเ้านิกายเฟิงซัวร์หยาจะพำนักอยู่ในที่แห่งนั้น เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหว รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในนิกาย อีกทั้งเขายังต้องคอยควบคุมมรดกกระบี่์ ซึ่งถือได้ว่าเป็หน้าที่อันยิ่งใหญ่นัก
ณ เทือกเขาทงเทียน ปราณกระบี่ได้พุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าเป็เส้นตรง แหวกผ่านม่านหมอกทะลวงขึ้นไปหลายพันลี้
แต่ในเทือกเขาคราม กลับยังมีอีกหนึ่งเทือกเขาที่มีขนาดไล่เลี่ยกันนั่นก็คือ ' ยอดเขาแก้ว์ '
แม้ว่า ' ยอดเขาแก้ว์ ' จะอยู่ในเทือกเขาครามก็ตาม แต่ลักษณะของภูมิประเทศนั้นมันกลับน่าแปลกอย่างมาก เพราะเทือกเขาแห่งนี้จะมีหิมะตกตลอดทั้งปี ส่งผลให้เทือกเขาทั้งลูกถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ูเาทั้งลูกดูราวกับผลึกอัญมณี ตั้งตระหง่านแทรกอยู่กลางเทือกเขาคราม หากมองลงมาจาก้า เทือกเขาลูกนี้จะเสมือนกับดวงตาที่กำลังส่องประกายสดใส
ยอดเขาแก้ว์ ถูกขนานนามว่าเป็ยอดเขาที่สวยงามที่สุดของนิกายกระบี่์ ซึ่งศิษย์ทั่วไปและเหล่าาุโ ล้วนแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามาในยอดเขาแห่งนี้ได้
ณ บนจุดสูงสุดของยอดเขาแก้ว์นั้น มีวิหารเซียนตั้งอยู่บนผลึกแก้ว ซึ่งมันยังเป็สถานที่ฝึกตนของผู้คุมกฎนิกายกระบี่ ผู้มีนามว่า 'หยานฮั้วหยุน' อีกด้วย แถมสถานที่แห่งนี้เป็ทั้งที่พักอาศัย ที่ฝึกตน และ จัดการทุกอย่างภายในนิกายกระบี่ของเขา! และวิหารเซียนแห่งนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติอันวิจิตรตระการตา เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงโปรยปราย ส่องประกายแวววาวราวกับไข่มุก ดั่งถูกธรรมชาติสรรค์สร้างบรรจง แกะสลักออกมาอย่างประณีต ราวกับสมบัติ์ก็ไม่ปาน
วิหารเซียนแห่งนี้ถูกซุกซ่อน อยู่ในกลีบก้อนเมฆที่มีสีสันอันงดงามวิจิตรตระการตา
ขณะนี้กำลังมีคนผู้หนึ่ง กำลังย่างก้าวเข้าสู่ยอดเขาแก้ว์ คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นมันคือซือตู๋ิหลาง ณ เวลานี้มันมีอายุ 14 ปีแล้ว เวลาผ่านไปเพียงแค่ 1 ปีแต่ความสูงของมันกลับพุ่งทะยานขึ้น มันเริ่มมีเค้าโครงของเด็กหนุ่มขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มันเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ ปราณเซียนที่ห้อมล้อมร่างของมันก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้น หากมีมนุษย์คนใดได้พบเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้มาประทับยังแดนของมนุษย์ ภายในจิตใจของคนผู้นั้นคงจะเต็มไปด้วยความยำเกรงและศรัทธา เพราะรูปลักษณ์ของมันดูราวกับเทพเซียนก็มิปาน
ทันใดนั้นดวงตาสีฟ้าอ่อนทั้งคู่ของมัน ก็เกิดประกายสายฟ้าขึ้นภายในดวงตาให้เห็น ขณะที่มันกะพริบตาภาพ ๆ ได้แผ่แรงกดดันออกมาอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง
" ศิษย์น้อง 5 ด้วยพร์อันเปี่ยมล้นของเ้า จึงทำให้เ้าเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ ด้วยเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ครั้นแล้วเ้ายังฝึกเคล็ดวิชา 'ราชันอัสนี' ได้จนเสร็จสมบูรณ์ ในยามนี้เ้าเข้าใจในวิชาแห่งเต๋า และ ใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ จนเหนือกว่าทักษะต่อสู้ทั่วๆ ไปอย่างไม่ติดฝุ่นแล้ว”
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาตามสายลม
" ความสำเร็จที่ข้านั้นได้มา คงต้องขอบคุณในความเมตตาของศิษย์พี่ทั้งสามที่คอยช่วยชี้แนะ " คำกล่าวของซือตู๋ิหลางเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน น้ำเสียงของมันให้ความรู้สึกอบอุ่นเปรียบดั่งสายลมยามฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า อนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้ ต้องไร้ซึ่งขีดจํากัดอย่างแน่นอน
" นั่นเป็เพราะความพยายามของเ้าเองทั้งสิ้น "
ศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างชื่นชมยินดีซึ่งกันและกัน บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความชื่นมื่นมีชีวิตชีวา
" ด้วยพร์อันโดดเด่นชัดเจนของเ้า ทำให้ท่านอาจารย์เห็นว่าเ้ามีคุณสมบัติมากเพียงพอ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน แย่งชิงตำแหน่งผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรเซียนแล้ว ผู้พิทักษ์นั้นเป็เฉกเช่นเดียวกับนายทวารของนิกาย หากได้เป็ผู้พิทักษ์แล้วเ้าจะถูกส่งตัวไปยังอาณาจักรต่าง ๆ บนโลกมนุษย์ เพื่อพิทักษ์คุ้มครองมวลมนุษย์ ให้พ้นจากเภทภัยภยันตรายต่าง ๆ เ้ายินยอมที่จะรับหน้าที่นี้หรือไม่? "
ศิษย์พี่ทั้งสามซักถามขึ้น
"ศิษย์พี่ แล้วพวกท่านรู้เื่นี้ได้เช่นไร? " เนื่องจากนี่คือสิ่งหลานฮั้วหยุนได้กล่าวกับซือตู๋ิหลาง เพียงลำพังผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้บอกเล่าให้ศิษย์พี่ทั้งสามได้ฟัง
หลังจากนั้นพวกมันทั้งสี่หัวเราะกันอย่างขบขัน
" ศิษย์น้องเ้าช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก ถ้าเช่นนั้นพวกข้าจะบอกความจริงแก่เ้าให้ได้รู้ หลังจากที่พวกเราทั้ง 4 ได้เป็ศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันได้สักระยะหนึ่ง พวกเราได้รับมอบหมายให้ไปสอดส่องดูแลอาณาจักรบนโลกมนุษย์ แม้จักต้องออกจากนิกายเพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก็ตาม แต่ผลประโยชน์กลับมหาศาลนัก เพราะยังไงแล้วบนโลกมนุษย์นั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่นัก จึงมีทรัพยากรมากมาย แต่เหล่ามนุษย์กลับไม่สามารถใช้มันได้ ซึ่งผลสุดท้ายมันก็จะมาตกอยู่ที่มือของผู้พิทักษ์อย่างพวกเรา ตอนที่พวกเราได้ลงไปเป็ผู้พิทักษ์นั้น พวกเราก็ได้เก็บเกี่ยวทรัพยากรของอาณาจักรมนุษย์มามากมายทีเดียวเชียวล่ะ"
" ทุกคนนั้นต่างรู้ดี ว่าผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรเซียนนั้นแร้นแค้นเพียงใด และ สิ่งเดียวที่จะทำให้หลุดพ้น เป็อิสระจากความแร้นแค้นนี้ได้ก็คือ ออกไปหายใจ และ หาโอกาสจากโลกภายนอก เมื่อเ้าไปที่โลกมนุษย์แล้ว เ้าจะไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ามนุษย์นั้น ทั้งบูชา และ เคารพพวกเรามากมายเพียงใด สำหรับมนุษย์แล้ว พวกเรานั้นเปรียบเสมือนดั่งเทพเ้าสำหรับพวกมัน ผู้ซึ่งถูกส่งตัวลงมาปกป้องคุ้มครองมนุษย์ จากภยันตรายทั้งปวง แม้แต่จักรพรรดิของมนุษย์เอง ก็ยังต้องศิโรราบให้แก่พวกเรา หากพวกเราอยากได้สิ่งใด หรือ แม้กระทั่งนางสนมของจักรพรรดิ พวกเขาจะปรนเปรอสรรหามาให้อย่างรีบเร่ง เป็เพราะเหตุใดน่ะหรือ ก็เป็เพราะว่าพวกเขานั้นอ่อนแอยิ่งนัก! "
เมื่อกล่าวจบเหล่าบุรุษก็พากันส่งเสียงหัวเราะออกมากันอย่างมีความสุข
" แสดงว่านี่คือสิ่งที่ข้าจะได้รับ หลังจากได้กลายเป็ผู้พิทักษ์ " ในความเป็จริงแล้วซือตู๋ิหลางเอง ก็รู้เื่นี้เป็อย่างดีเนื่องจากว่ามันเองก็มาโลกมนุษย์ แล้วมันยังล่วงรู้อีกว่ายังมีสมบัติล้ำค่า ซึ่งหาได้ยากยิ่งถูกฝังกลบอยู่ในนั้นอีกมากมาย
" ดูเหมือนข้ายังพอมีเวลาเหลืออยู่ ก่อนที่จะเป็ผู้พิทักษ์ และ ถูกส่งตัวไปยังโลกมนุษย์ ถ้าเช่นนั้นก่อนไป ข้าจะให้เ้าอู่ อวี้ได้ลิ้มรสชาติของความตายอย่างสาสม "
ทันทีที่ซือตู๋ิหลางคิดถึงเื่นี้ ภายในดวงตาของมันก็เกิดประกายสายฟ้าขึ้น จากนั้นจิตสังหารก็แผ่ออกมาอย่างรุนแรง
ในเวลานี้ภายในหัวใจของซือตู๋ิหลาง เสมือนถูกเสี้ยนหนามทิ่มแทง เช่นนั้นแล้วมันจะต้องกำจัดเสี้ยนหนามที่ปักคาหัวใจของมันออกไปให้สิ้นซาก!
" วันนี้เ้าอู่ อวี้จะออกจากผาสำนึกตนเป็วันแรก ข้าไม่รู้ว่ามันจะกล้าเปิดเผยตัวตนให้ผู้ใดได้เห็นหรือไม่! "
ใน่เย็นของวันนั้น ซือตู๋ิหลางได้เดินทางกลับมา ‘เทือกเขาต้านอัสนี’ ซึ่งเป็เทือกเขาส่วนตัวของมัน เทือกเขานี้หลานฮั้วหยุนได้มอบให้แก่มัน ซึ่งนับได้ว่าไม่ต่ำต้อยกว่าเทือกเขาหยานหลี่แม้แต่น้อย
ซือตู๋ิหลาง ไม่ปรารถนาให้ผู้ใดมารบกวน หรือ เข้ามายุ่มย่ามในเทือกเขาต้านอัสนีของมัน ดังนั้นเทือกเขาแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความมืดมิด เมื่อมันเดินเข้ามาภายในห้องโถงที่ว่างเปล่า ท่ามกลางความมืดมิดนั้นก็มี ร่างเงาลาง ๆ ของคนผู้หนึ่งปรากฏออกมา
"เยี่ยกู่หยู" เมื่อซือตู๋ิหลางหันหัวกลับไปมอง ก็ปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งมีความสูงเลยศีรษะของมันไป สตรีนางนี้มีรูปโฉมงดงามทรวดทรงองค์เอวไร้ที่ติ นางมีร่างสูงเพรียวระหง สวมใส่อาภรณ์รัดกายสีดำสนิท ซึ่งทำมาจากิัของสัตว์ดุร้ายบางชนิด เผยที่เห็นหน้าเนินอกอวบอิ่มนูนทะลักขึ้นมา ความยิ่งใหญ่ของมันช่างน่าตื่นตะลึง
สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งกว่า นั่นก็คือใบหน้าซึ่งมากไปด้วยเสน่ห์ ชวนหลงใหลของนางนั้น เป็เื่ยากจะควบคุมได้
แม้ร่างกายของนางจะเต็มไปด้วยความร้อนแรง แต่ภายในดวงตาของนางนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันเป็ดวงตาของเพชฌฆาตที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็น ราวกับว่าภายในนั้นได้แอบซ่อนกระบี่อันแหลมคมไว้ ไม่ว่าผู้ใดที่ได้เห็นจะต้องหวาดผวาด้วยความสะพรึงกลัว
" ซือตู๋ิหลาง ท่านกลับมาแล้ว " สีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์เช่นนี้ของเยี่ยกู่หยู มันคือลักษณะของสตรีที่ทำให้เหล่าบุรุษแทบจะคลุ้มคลั่งเพราะหมายปรารถนาจะพิชิต
ถึงแม้นางจะเป็อิสตรี ซึ่งมากด้วยเสน่ห์โดดเด่นเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าซือตู๋ิหลางจะไม่แยแส ต่อเสน่ห์ของนางเลยแม้แต่น้อย จากนั้นมันก็ถามนางว่า " เ้าได้ยินข่าวลือเื่ใดบ้างหรือไม่ "
" วันนี้อู่ อวี้ ได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากผาสำนึกตน หลังพ้นโทษเขาก็เดินทางกลับไปยังยอดเขาหวังเทียนทันที แม่นางชิงเิผู้มีพลังอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 8 ได้ท้าประลองยุทธกับเขา ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คืออู่ อวี้เป็ผู้ชนะ ด้วยการขยับเพียงแค่ก้าวเดียว หลังจากการประลองจบสิ้น อี้หวานซานก็ออกมาท้าประลองด้วยอีกคน ชายผู้นี้อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 9 แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คืออู่ อวี้ชนะเช่นเดิม ด้วยเพียงเพลงกระบี่เดียวเท่านั้น " เยี่ยกู่หยูพยายามจ้องมองเข้าไปภายในดวงตาของซือตู๋ิหลาง โดยหวังว่าจะได้เห็นความประหลาดใจ หรือ ความหวาดกลัวที่อาจจะเผย ออกมาให้เห็นบ้าง ต่อให้มันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ผลที่ได้ก็คือ ...
ซือตู๋ิหลางยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " ก็นับว่าไม่เลวร้าย มันคงหวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้ให้แก่ข้า มันจึงพยายามฝึกปรือวิชาอย่างหนักเช่นนี้ " เมื่อสิ้นประโยคมันก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกล่าวเบา ๆ กับเยี่ยกู่หยูว่า " จงทำตามข้อตกลงของพวกเรา เ้าให้คำสัญญากับข้าว่าวันใดก็ตามที่ อู่ อวี้ ออกมาจากผาสำนึกตน เ้าจะลงมือสังหารมันให้ข้า ส่วนข้าผู้อยู่ในขั้นหลอมลมปราณ จะช่วยเหลือเ้าให้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณเช่นกัน จัดการมันเสียคืนนี้เลย เยี่ยกู่หยู "
" ทำไมท่านถึงรีบร้อนนัก? " เยี่ยกู่หยูกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเย็นเยียบ
" รีบจัดการซะ "
" ก็ได้ ๆ ข้าจะเอาศีรษะของมันมาให้ท่านเอง "
เยี่ยกู่หยูเคลื่อนตัวผ่านความมืดมิดยามราตรี นางเป็ปีศาจที่มีความสง่างามยิ่งนัก เส้นผมเหยียดยาวราวกับธารน้ำตก สยายยาวปกคลุมไปถึงก้นที่กลมกลึง เพียงแม้นได้แลเห็นแค่แผ่นหลังของนาง ก็ยังทำให้รู้สึกถึงเสน่ห์เย้ายวนอย่างท่วมท้น ซือตู๋ิหลางมองตามแผ่นหลังของเยี่ยกู่หยูไป มันยิ้มอย่างชั่วร้ายจากนั้นมันก็กล่าวขึ้นว่า " เ้าเด็กหนุ่มหยาบโลกผู้นั้น ข้าอยากรู้เสียจริงเชียว ว่ามันจะสามารถต้านทานการล่อลวงข้าได้หรือไม่? "
หากกล่าวถึงคนในนิกายกระบี่์แห่งนี้ คงมีคนเพียงน้อยนิดที่จะกล้าสบตากับนางตรง ๆ กระทั่งแม้แต่จะชำเลืองมองก็ยังมิกล้า
" เ้านำสิ่งนี้ติดกายไปด้วย ท่านอาจารย์ให้ข้าคัดลอกมันเอาไว้ เครื่องรางชิ้นนี้มันมีชื่อว่าเพลิงสีทอง หากเ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ก็จงใช้มันสังหารเ้านั่นซะ" ซือตู๋ิหลางกล่าวอย่างชัดเจน
" หืม? " ในที่สุดเยี่ยกู่หยู ก็สุดจะต้านทานต่อความสงสัยที่ตนเองมีได้ นั่นเป็เพราะซือตู๋ิหลางได้ยื่นเครื่องรางเพลิงสีทองให้แก่นาง นางจึงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า " สิ่งนี้มันเป็ของล้ำค่าของท่านมิใช่หรือ เห็นได้ชัดว่ามีเพียงท่านที่ได้รับมัน ถ้าข้าใช้มันแล้วเกิดมีผู้ใดสงสัยว่าเป็ท่าน มันจะไม่เป็ไรหรือ? "
ซือตู๋ ิหลาง หัวเราะอย่างเย้ยหยันขึ้น จากนั้นมันก็กล่าวว่า " หึ! ต้องบอกว่าถ้ามีใครสงสัย แล้วมันจะทำเช่นไรกับข้าได้? ในเมื่อการตายของมัน อยู่ภายใต้การดูแลจากอาจารย์ของข้า ไม่มีผู้ใดสามารถทำอะไรข้าได้ "
" แล้วเหตุใดท่านไม่ลงมือเอง? "
" เพราะข้าไม่้าให้กระบี่ของข้าสกปรกน่ะสิ แรกเริ่มข้าก็คิดจะลงมือเองเช่นกัน แต่ข้าไม่อาจใช้กระบี่เพื่อแก้แค้น แม้ข้าจะเสียใจต่อการตายของท่านพี่ทั้งสองก็ตาม แต่กระบี่ของข้ามันสูงส่งเกินกว่าที่จะเอามาใช้ปลิดชีพทาสต่ำช้าเช่นมัน ผู้คู่ควรที่จะทำให้ข้าต้องใช้กระบี่เล่มนี้ จะต้องเป็ผู้แข็งแกร่งมากกว่าข้าอย่าง ซูหยานหลี่! ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้กระบี่ ต้องมาแปดเปื้อนกับกองอาจม อย่างไอ้สุนัขต่ำช้าผู้นี้! "
ความจริงแล้วซือตู๋ิหลาง ้าหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มันนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากหลานฮั้วหยุนได้แนะนำเื่ที่ถูกต้องให้แก่มัน แต่สิ่งที่มันหวาดกลัวนั้นคือภาพลักษณ์ มันกลัวว่าสาวกในนิกายกระบี่์จะล่วงรู้ว่า ตัวมันนั้นเกลียดชังอู่ อวี้มากมายเพียงใด อู่ อวี้เปรียบดั่งเสี้ยนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงดวงตาของมัน มันจึงต้องขจัดเสี้ยนหนามนั้นทิ้งให้สิ้นซาก
" ท่านทะนงตนมากเกินไป " เยี่ยกู่หยูส่ายศีรษะ จากนั้นร่างของนางก็กลืนหายเข้าไปในความมืด
นางพบว่าตนเอง ประมาทซือตู๋ิหลางมากเกินไป แท้จริงแล้วมันไม่เหมือนผู้เยาว์แม้แต่น้อย มีเพียงแค่อายุของมันเท่านั้นที่ยังดูอ่อนเยาว์ แต่ความคิดความอ่านของมัน กลับล้ำลึกราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน นางปรารถนาที่จะใช้ร่างกายของตนเองล่อลวง และ ควบคุมซือตู๋ิหลาง จนทำให้มันมัวเมากับราคะ และไม่สามารถควบคุมตนเองได้ แต่สิ่งที่นางเห็นในวันนี้กลับพบว่า จิตใจของมันแข็งแกร่งดุจหินผา มันไม่แยแสต่อเสน่ห์อันแสนยั่วยวนของนางเลยแม้แต่น้อย
" ข้าโชคดีจริง ๆ ที่ได้สังหารอู่ อวี้เช่นนี้ หลังจากฆ่ามันข้าจะยึดเม็ดยาหลอมรวมลมปราณของมันมา "
" เพื่อหนทางสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ อาจกล่าวได้ว่า การสังหารมันเป็งานง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ "
......
ณ เทือกเขาหยานหลี่ มีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ด้านหลังูเา ส่วนใหญ่แล้วต้นไม้เหล่านี้จะเป็พุ่มไม้เสียมากกว่า กิ่งก้านสาขาของมันปกคลุมห่อหุ้มสุสานเอาไว้ มันหนาแน่นเสียจน แสงจากดวงจันทราไม่อาจสาดส่องเล็ดลอดเข้ามาได้ แสงเงาที่ส่องสะท้อนลงสู่พื้นดินดูราวกับภูตผีก็ไม่ปาน บรรยากาศวังเวงที่แผ่ออกมา ชวนให้รู้สึกน่าสะพรึงกลัวเป็อย่างนี้
อู่ อวี้ โขกศีรษะ 3 ครั้ง จากนั้นก็รินสุราลงสู่พื้นดิน 9 จอก เพื่อแสดงความเคารพต่อเสิ่น อู๋ เต้า
" ท่านลุงเสิ่น ท่านเปลี่ยนโชคชะตาให้แก่ข้าผู้นี้ แต่ข้ากลับไม่อาจตอบแทนท่านได้ ไม่อาจทำให้ท่านใช้ชีวิตใน่บั้นปลายได้อย่างมีความสุข "
ภายในหัวใจของอู่ อวี้ ตลอดชั่วชีวิตของเขา คงไม่มีวันลืมเลือนชายชราผู้นี้
ตอนนี้เขาทำได้แค่เพียง พูดคุยกับชายชราผ่านหลุมฝังศพได้เท่านั้น
" ข้าจะเก็บมรดกที่ท่านมอบให้เป็อย่างดี ข้าจะทำให้ท่านลุงได้เห็นอนาคตที่รุ่งโรจน์สดใสของข้า "
" เวลานี้การลงโทษได้สิ้นสุดลงแล้ว ท่านลุงแต่ข้าก็ยังคงมุ่งมั่นฝึกปรือตนเองอย่างหนักต่อไป ข้าทำมันด้วยจิติญญาทั้งหมดที่ข้ามี ข้าจะทำจนกว่าข้าจะกลับไปยังอาณาจักรเย่วอู่ได้ และจนกว่าจะกลับไปทวงคืนทุกอย่างที่เป็ของข้า! "
อาณาจักรเย่วอู่คือสถานที่ ซึ่งอู่ อวี้ จะต้องกลับไป
1 ปีมันช่างแสนยาวนานเสียเหลือเกิน
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน, ซีเฟย, หว่านชิง! ความเกลียดชัง และ ความสูญเสียที่เขาได้รับ เขาจะไม่มีวันลืม! เขาจะลืมเลือนศัตรูของตนเองไปได้อย่างไร ศัตรูที่ทำลายชีวิต ศัตรูผู้พรากทุกอย่างไปจากเขา เขาจะกลับไปล้างบาง และ ขุดรากถอนโคนพวกมัน!
อู่ อวี้ รู้สึกกังวลใจ เพราะเป็ห่วงกังวลท่านพี่หญิงของเขา เขาไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านพี่หญิงของเขา จะเป็ตายร้ายดีเช่นไรบ้าง
...
สิ่งที่ทำให้อู่ อวี้ รู้สึกเสียใจมากที่สุดนั่นก็คือ นาง เขาไม่อาจลืมเลือนครอบครัวพี่น้องของตนเองได้ ไม่อาจลืมเลือนสตรีผู้เคยดูแลเอาใจใส่เขามาตลอด
"ไอ้พวกจิ้งจอกเ้าเล่ห์"
อู่ อวี้พรวดพราดลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว แสงสีทองสาดประกายออกมาจากดวงตาของเขา จากนั้นเขาก็หยิบวิชาลับเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพัออกมา และเริ่มพินิจพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังทำให้ชายชรา ได้เห็นความรุดหน้าของเขาด้วยสายตาของตนเอง หากท่านมองลงมาจากภพหน้า ซึ่งอู่ อวี้ ก็คงคิดว่ามันอาจจะทำให้ชายชรายินดี และ พอใจ ก็เป็ได้
" กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร เป็วรยุทธขั้นกลางที่นักรบใช้ต่อสู้ การเคลื่อนไหวของมันเรียบง่าย ไร้ซึ่งความซับซ้อนพลิกแพลง ซึ่งมันยังไม่เพียงพอที่จะรองรับพลังที่ข้ามีในตอนนี้ ส่วนเคล็ดวิชาลับอย่าง ‘เปลวอัคคีทองคำปลิดชีพั’ เป็ที่รู้จักว่ามันคือวิชาสังหารั ไม่คาดคิดว่าข้าจะได้ฝึกปรือวิชาการต่อสู้ชั้นยอดที่แผ่กลิ่นอายต่อต้านฟ้าดินอย่างลึกล้ำถึงเพียงนี้ แล้วมันจะไปแย่ได้เยี่ยงไร! "
หลังจากเขาพินิจพิจารณามันอย่างรอบคอบ เขากลับพบว่าวิชานี้เหมาะสมกับพลังของเขามาก ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็เพราะความเมตตาของเ้านิกาย ที่เลือกเฟ้นเคล็ดวิชาให้เหมาะสมกับพลังของเขาได้มากถึงเพียงนี้
" เขาแน่ใจแล้วว่า ผู้ใดไร้อาจารย์ คงไม่อาจหลีกเลี่ยงทางอ้อมมากมายที่ต้องเสี่ยงก้าวเดินไปได้ "
อู่ อวี้ กำลังจมดิ่งลงไปสู่ห้วงเวลาแห่งการฝึกตน เขาชักกระบี่ปราบมารออกมา จากนั้นเขาก็เริ่มฝึก... ฝึก... แล้วก็ฝึก โดยมีหลุมฝังศพของเสิ่น อู๋เต้าเป็พยาน นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ัักับเคล็ดวิชาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน และ พลิกแพลงเช่นนี้ เคล็ดวิชาระดับสูง ซึ่งเขาเกือบหลงลืมความรู้สึกเช่นนี้ไปนานมากแล้ว เขารู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้จับมันอีกครั้ง
" เปลวเพลิงอัคคีทองคำปลิดชีพั เป็เคล็ดวิชาที่ท่านเ้านิกายสร้างขึ้นอย่างนั้นหรือนี่ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมท่านถึงได้ สามารถเคลื่อนย้ายูเา แหวกมหาสมุทรได้ หลังจากเข้าสู่กระบวนท่า แหวกสมุทรสังหารั พลังปราณของเขาก็พวยพุ่งออกมา ถึงแม้ความชำนาญในการใช้กระบวนท่านี้ยังไม่สูงมากนัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือจิติญญาอันแน่วแน่ที่พร้อมจะฟันฝ่าทุกสิ่งและความกล้าหาญอันไม่มีวันสิ้นสุด"
" กายาเพชระของข้า ไม่ขัดแย้งกับเคล็ดวิชานี้เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองวิชาผสมผสานเข้ากันได้ลงตัวจนน่าเหลือเชื่อ ราวกับวิชานี้มันถูกสร้างมาเพื่อข้า ประหนึ่งร่างกายข้าถูกสร้างมา เพื่อรองรับวิชานี้โดยเฉพาะ เสมือนดั่งว่ามันมาจากเคล็ดวิชาเดียวกัน "
ยิ่งศึกษา ยิ่งฝึกฝน มันจะยิ่งทำให้อู่ อวี้ จมลึกลงไปสู่ห้วงแห่งการฝึกตน สิ่งที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นก็คือ อู่ อวี้ รู้สึกหลงใหลกับเคล็ดวิชานี้เป็อย่างยิ่ง การฝึกอย่างไหวผสมผสานทำให้รู้สึกราวกับว่าเขาเคยเรียนรู้เคล็ดวิชานี้มาก่อนแล้ว ด้วยการเรียนรู้อย่างรวดเร็วจนเกินธรรมดา มันเป็ระดับที่เรียกได้ว่าน่าเหลือเชื่อ ซึ่งไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชานี้ฝึกฝนกันง่ายๆ แต่อย่างใด กลับกันเลยด้วยซ้ำ ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ใช่อะไรที่จะสามารถฝึกฝนกันได้ง่าย ๆ!
ในตอนแรกที่อู่ อวี้ ฝึกเพลงกระบี่ สังหารปลาวาฬบูรพาสมุทร เขาก็ไปฝึกอยู่ที่มหาสมุทรแถบตะวันออก เขาฝึกกระบี่ท่ามกลางคลื่นทะเล ผ่านไปปีแล้วปีเล่าในที่สุดเขาก็สำเร็จเคล็ดวิชาสังหารปลาวาฬบูรพาสมุทรได้ แต่สำหรับเคล็ดวิชาเปลวอัคคีทองคำปลิดชีพั อู่ อวี้ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนแต่ก็สามารถแตกฉานเคล็ดวิชาบางส่วนแล้ว
ยามเที่ยงคืน จู่ๆ อู่ อวี้ กลับจำต้องตื่นขึ้นจากภวังค์นี้ เนื่องจากมีจิตสังหารที่รุนแรงกำลังแผ่กระจายออกมาจนน่าขนลุก
---------------------------------------------------------------
[1](#_ftnref1)